หลายคนคงได้อ่านประสบการณ์ที่ผิดพลาดของเราเรื่องที่เราโดนแฟนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งหลังจากที่เราแชร์ลงในเฟซบุคส่วนตัวไปแล้ว เราได้รับกำลังใจมากมายและได้รู้เรื่องบางอย่างมากกว่าเดิม (น้ำลดตอผุด)
(ยืมแอดเค้าเพื่อนมาใช้นะคะ เจ้าของแอดเค้าไม่ได้มีส่วนกับเรื่องราวดังกล่าวค่ะ)
กระทู้นี้มีเนื้อหาค่อนข้างยาว.. แต่อยากให้ทุกคนอ่านจนจบก่อนแล้วค่อยตัดสินหรือคอมเม้นนะคะ
ขอเล่าเรื่องอีกครั้งตั้งแต่ต้น สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้ อยากให้เป็นข้อคิดอีกด้านหนึ่งของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายค่ะ
ขอใช้ชื่อเล่นแทนผู้ชายคนนี้ว่า O.. เราเจอกันจากคนรู้จัก ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเค้าตั้งใจจะเข้าหาเรา เพราะเค้าสืบประวัติมาแล้วว่าที่บ้านเราเป็นใคร ทำอะไร (ถามว่ารู้ได้ยังไง เพราะเค้ามีภาพพ่อเราเซฟอยู่ในโทรศัพท์ของเค้า เซฟไว้ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเจอกัน แสดงว่าเค้าก็ต้องรู้มาบ้างแล้ว) พี่ O เปิดร้านเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์บิ๊คไบค์ ซึ่งช่วงเดือนแรกที่คบกันนั้นปกติทุกอย่างค่ะ ช่วงแรกๆ เค้าก็มารับไปกินข้าว เราก็ไปนั่งเล่นที่ร้านเค้า เค้าบอกว่าให้เราไปกับเค้าด้วยทุกที่ ช่วงนั้นเราก็ปิดเทอม เราจึงมีเวลาที่อยู่กับเค้า เป็นช่วงที่ทำให้รู้สึกว่าเราตายใจ..
หลังจากเดือนแรกๆ เค้าก็มาอยู่บ้านที่เราอยู่กับครอบครัว เพราะเราไม่สามารถไปนอนค้างที่อื่นได้ แต่เค้ามานอนได้ ซึ่งช่วงแรกที่นอนที่บ้านก็นอนกันคนละห้องค่ะ หลังจากนั้นทุกอย่างมันเริ่มจะเปลี่ยนไป ซึ่งเรารู้สึกอะไรบางอย่างได้ แต่เราบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นช่วงของการปรับตัว คนที่ไม่เคยอยู่ด้วยกัน เวลามาอยู่ด้วยกันมันต้องปรับตัวเยอะมากนะ
เราเริ่มรู้สึกว่าเราต้องดูแลเค้าในทุกๆ เรื่อง จนเราแอบหวังลึกๆว่าเค้าจะดูแลเราบ้าง นิดนึงก็ยังดี แต่เปล่าเลย เรารักเค้ามาก เราพยายามอดทนเก็บความรู้สึก เค้าคงทำงานเหนื่อย เราทำให้เค้าแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวัน ไม่ทำความสะอาด ไม่ซักผ้า ไม่เก็บของ ฯลฯ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการให้เค้าทำของเรานะคะ คือแค่รับผิดชอบในส่วนของตัวเอง แต่นี่ไม่ทำเลย.. เราก็ยอมทำให้(กลับไปมองตัวเองตอนนั้นก็ได้แต่ถอนใจ) เค้าใช้ เค้าวาน เค้าให้เราทำอะไรเราก็ทำ ไม่ว่าจะให้เค้ายืมโทรศัพท์ ยืมรถ(เป็นเดือนๆ) ไปเที่ยวต่างประเทศกันเราก็เป็นคนออกเกือบทั้งหมด..ทุกวันหลังจากเค้ากลับจากที่ทำงาน เค้าก็จะทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา โดยที่มีเราคอยเก็บของ ถอดถุงเท้า และลากเค้าไปอาบน้ำ เค้าไม่สบายเราก็ดูแลเค้า เค้าเคยไข้ขึ้นกลางดึกตอนไปแข่งรถที่บุรีรีมย์ เราก็ไม่ได้นอนเพราะเช็ดตัวเค้าทั้งคืน และต้องออกไปซื้อยาให้เค้าที่ปั๊มตอนตีสาม ตั้งแต่โตมาที่บ้านเรายังไม่เคยต้องให้เราทำอะไรแบบนี้เลย เพราะมันเป็นอะไรที่อันตรายมาก ที่ผู้หญิงคนเดียวจะต้องขับรถออกไปตอนกลางดึกแบบนั้น (แต่ยกตัวอย่างนะคะ มันเยอะกว่านั้นเยอะ)
นอกจากเรื่องนั้น เค้ายังชอบฝากเราซื้อของเป็นประจำ ของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ตั้งแต่กางเกงในยันกระเป๋าแบรนด์ โดยที่เราไม่ได้เงินคืนสักบาท (ซึ่งเราเข้าใจมาตลอดว่าฝากซื้อ = คืนเงินภายหลัง) เราก็ผิดเองที่ไม่ได้คิดจะทวง ได้แต่บอกตัวเองว่าเค้าคงคืนเงินให้ เค้าคงยุ่ง (หาข้อแก้ตัวให้เค้าโดยอัตโนมัติ) มีของหลายอย่างที่เรายินดีซื้อให้นอกเหนือจากที่เค้าฝากซื้อ เพราะเค้ามักจะบ่นซ้ำๆ ว่าเค้ายุ่งกับงานจนไม่มีเวลาใส่ใจหรือแม้กระทั่งซื้อของให้ตัวเอง เราก็ซื้อให้ ตอนนั้นเราพยายามไม่คิดอะไรมาก เราแค่อยากเห็นเค้ามีความสุข เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ..(ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะว่าการอ้อนให้อีกฝ่ายนึงเปย์โดยไม่ได้ร้องขอเป็นยังไง)
นอกเหนือจากเรื่องของจิปาถะก็ลามไปเรื่องธุรกิจค่ะ เค้าทำธุรกิจเกี่ยวกับรถบิ๊คไบค์ มีการไปแข่งที่สนามบ่อยครั้ง เค้าก็มักจะถามถึงสปอนเซอร์ อยากให้เราขอสปอนเซอร์ให้บ้าง (แน่นอนว่าต้องหมายถึงจากธุรกิจที่บ้านเรา) ซึ่งเราก็ไม่ได้ให้ เพราะคิดว่ายังคบกันไม่นานพอ แต่สุดท้ายก็มีใจอ่อนให้ไปบ้างค่ะ เราช่วยเหลือเค้าเต็มที่ เค้าตัดสินค้าจากที่ร้านพ่อเราไปเยอะพอสมควร เราก็ไม่เคยคิดเงินเค้าเลย หรือพาลูกค้ามาที่ร้าน เค้าก็ได้สิทธิ์ใช้บริการฟรีทุกครั้ง
(ต่อในเม้นนะคะตัวอักษรเกิน)
เปิดใจ... เราโดนทำร้ายร่างกาย
(ยืมแอดเค้าเพื่อนมาใช้นะคะ เจ้าของแอดเค้าไม่ได้มีส่วนกับเรื่องราวดังกล่าวค่ะ)
กระทู้นี้มีเนื้อหาค่อนข้างยาว.. แต่อยากให้ทุกคนอ่านจนจบก่อนแล้วค่อยตัดสินหรือคอมเม้นนะคะ
ขอเล่าเรื่องอีกครั้งตั้งแต่ต้น สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้ อยากให้เป็นข้อคิดอีกด้านหนึ่งของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายค่ะ
ขอใช้ชื่อเล่นแทนผู้ชายคนนี้ว่า O.. เราเจอกันจากคนรู้จัก ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเค้าตั้งใจจะเข้าหาเรา เพราะเค้าสืบประวัติมาแล้วว่าที่บ้านเราเป็นใคร ทำอะไร (ถามว่ารู้ได้ยังไง เพราะเค้ามีภาพพ่อเราเซฟอยู่ในโทรศัพท์ของเค้า เซฟไว้ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเจอกัน แสดงว่าเค้าก็ต้องรู้มาบ้างแล้ว) พี่ O เปิดร้านเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์บิ๊คไบค์ ซึ่งช่วงเดือนแรกที่คบกันนั้นปกติทุกอย่างค่ะ ช่วงแรกๆ เค้าก็มารับไปกินข้าว เราก็ไปนั่งเล่นที่ร้านเค้า เค้าบอกว่าให้เราไปกับเค้าด้วยทุกที่ ช่วงนั้นเราก็ปิดเทอม เราจึงมีเวลาที่อยู่กับเค้า เป็นช่วงที่ทำให้รู้สึกว่าเราตายใจ..
หลังจากเดือนแรกๆ เค้าก็มาอยู่บ้านที่เราอยู่กับครอบครัว เพราะเราไม่สามารถไปนอนค้างที่อื่นได้ แต่เค้ามานอนได้ ซึ่งช่วงแรกที่นอนที่บ้านก็นอนกันคนละห้องค่ะ หลังจากนั้นทุกอย่างมันเริ่มจะเปลี่ยนไป ซึ่งเรารู้สึกอะไรบางอย่างได้ แต่เราบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นช่วงของการปรับตัว คนที่ไม่เคยอยู่ด้วยกัน เวลามาอยู่ด้วยกันมันต้องปรับตัวเยอะมากนะ
เราเริ่มรู้สึกว่าเราต้องดูแลเค้าในทุกๆ เรื่อง จนเราแอบหวังลึกๆว่าเค้าจะดูแลเราบ้าง นิดนึงก็ยังดี แต่เปล่าเลย เรารักเค้ามาก เราพยายามอดทนเก็บความรู้สึก เค้าคงทำงานเหนื่อย เราทำให้เค้าแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวัน ไม่ทำความสะอาด ไม่ซักผ้า ไม่เก็บของ ฯลฯ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการให้เค้าทำของเรานะคะ คือแค่รับผิดชอบในส่วนของตัวเอง แต่นี่ไม่ทำเลย.. เราก็ยอมทำให้(กลับไปมองตัวเองตอนนั้นก็ได้แต่ถอนใจ) เค้าใช้ เค้าวาน เค้าให้เราทำอะไรเราก็ทำ ไม่ว่าจะให้เค้ายืมโทรศัพท์ ยืมรถ(เป็นเดือนๆ) ไปเที่ยวต่างประเทศกันเราก็เป็นคนออกเกือบทั้งหมด..ทุกวันหลังจากเค้ากลับจากที่ทำงาน เค้าก็จะทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา โดยที่มีเราคอยเก็บของ ถอดถุงเท้า และลากเค้าไปอาบน้ำ เค้าไม่สบายเราก็ดูแลเค้า เค้าเคยไข้ขึ้นกลางดึกตอนไปแข่งรถที่บุรีรีมย์ เราก็ไม่ได้นอนเพราะเช็ดตัวเค้าทั้งคืน และต้องออกไปซื้อยาให้เค้าที่ปั๊มตอนตีสาม ตั้งแต่โตมาที่บ้านเรายังไม่เคยต้องให้เราทำอะไรแบบนี้เลย เพราะมันเป็นอะไรที่อันตรายมาก ที่ผู้หญิงคนเดียวจะต้องขับรถออกไปตอนกลางดึกแบบนั้น (แต่ยกตัวอย่างนะคะ มันเยอะกว่านั้นเยอะ)
นอกจากเรื่องนั้น เค้ายังชอบฝากเราซื้อของเป็นประจำ ของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ตั้งแต่กางเกงในยันกระเป๋าแบรนด์ โดยที่เราไม่ได้เงินคืนสักบาท (ซึ่งเราเข้าใจมาตลอดว่าฝากซื้อ = คืนเงินภายหลัง) เราก็ผิดเองที่ไม่ได้คิดจะทวง ได้แต่บอกตัวเองว่าเค้าคงคืนเงินให้ เค้าคงยุ่ง (หาข้อแก้ตัวให้เค้าโดยอัตโนมัติ) มีของหลายอย่างที่เรายินดีซื้อให้นอกเหนือจากที่เค้าฝากซื้อ เพราะเค้ามักจะบ่นซ้ำๆ ว่าเค้ายุ่งกับงานจนไม่มีเวลาใส่ใจหรือแม้กระทั่งซื้อของให้ตัวเอง เราก็ซื้อให้ ตอนนั้นเราพยายามไม่คิดอะไรมาก เราแค่อยากเห็นเค้ามีความสุข เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ..(ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะว่าการอ้อนให้อีกฝ่ายนึงเปย์โดยไม่ได้ร้องขอเป็นยังไง)
นอกเหนือจากเรื่องของจิปาถะก็ลามไปเรื่องธุรกิจค่ะ เค้าทำธุรกิจเกี่ยวกับรถบิ๊คไบค์ มีการไปแข่งที่สนามบ่อยครั้ง เค้าก็มักจะถามถึงสปอนเซอร์ อยากให้เราขอสปอนเซอร์ให้บ้าง (แน่นอนว่าต้องหมายถึงจากธุรกิจที่บ้านเรา) ซึ่งเราก็ไม่ได้ให้ เพราะคิดว่ายังคบกันไม่นานพอ แต่สุดท้ายก็มีใจอ่อนให้ไปบ้างค่ะ เราช่วยเหลือเค้าเต็มที่ เค้าตัดสินค้าจากที่ร้านพ่อเราไปเยอะพอสมควร เราก็ไม่เคยคิดเงินเค้าเลย หรือพาลูกค้ามาที่ร้าน เค้าก็ได้สิทธิ์ใช้บริการฟรีทุกครั้ง
(ต่อในเม้นนะคะตัวอักษรเกิน)