ห้องเพลง**คนรากหญ้า** พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสี ไม่มีกลุ่ม....มีแต่เสียง... 2/9/2016.../sao..เหลือ..noi

กระทู้คำถาม


กระทู้นี้ เป็นมุมพักผ่อน มุมนี้ไม่มีสี  ไม่มีกลุ่ม....แต่มีเสียง.........
ห้องเพลงคนรากหญ้าเปิดขึ้นมามีวัตถุประสงค์ เพื่อ


1. มีพื้นที่ให้เพื่อนๆ ได้มาพบปะ พูดคุยระหว่างกัน ในภาวะที่ต้องระมัดระวังการโพสการเมืองอย่างเคร่งครัด
2. เป็นพื้นที่ พักผ่อน ลดความเครียดทางการเมือง ให้เพื่อนๆ มีกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกัน
3. สร้างมิตรภาพและความปรองดอง ซึ่งเราหวังให้สังคมไทยเป็นเช่นนี้ แม้นคิดต่างกัน แต่เมื่อคุยกัน
    แล้วก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม




คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
https://www.youtube.com/watch?v=m66PQxydbRk

กระทู้ห้องเพลงเป็นกระทู้เปิด มิได้ปิดกั้นผู้หนึ่งผู้ใด "ขอให้มาดี เราคือเพื่อนกัน" ซึ่งก็เหมือนกับกระทู้ทั่วไป
ที่เราไม่จำเป็นต้องทราบว่า User ท่านไหนเป็นใครมาจากไหน  ...ดังนั้น หากมีบุคคลใดที่มีการโพส
สิ่งผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีของสังคมนั้น หรือสิ่งรบกวนใดๆ ในบอร์ด เป็นเรื่องส่วนบุคคล ทางห้องเพลง
จึงขอแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

สุขสันต์เย็นวันุศุกร์นะคะ ....  สวัสดีเพื่อนๆ  ห้องเพลง
พลุโอ่งพลุโอ่งพลุโอ่ง พี่สาวเหลือน้อยรับหน้าที่  MC ค่ะพลุโอ่งพลุโอ่งพลุโอ่ง


วันนี้ พาเพื่อนๆ  ไปเที่ยว เมืองอุตรดิตถ์  ค่ะเม่าออกรถ

พิชิต“ภูสอยดาว”...พรั่งพราวทุ่งดอกหงอนนาคแสนสวย

ภูสอยดาว น่ายลไปด้วยทุ่งดอกหงอนนาคบนลานสนที่สวยที่สุดในเมืองไทย

เมื่อฝนโปรยสายลงมา ฟ้าชุ่มฉ่ำ ดินชุ่มน้ำ พื้นป่าทั่วไทยต่างพลิกฟื้นจากที่เคยแห้งแล้งกลับมาเขียวขจีมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
      
สำหรับป่า“ภูสอยดาว”นอกจากจากความเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำแล้ว ในช่วงหน้าฝนอย่างนี้ยังมีความพิเศษแตกต่างเมื่อธรรมชาติ
ได้สรรค์สร้างความมหัศจรรย์เล็กๆขึ้น ด้วยการเนรมิตให้เหล่ามวลหมู่“ดอกหงอนนาค”ที่หลับใหล ต่างทยอยกันผลิบานออก
ดอกปูพรมดารดาษไปด้วยสีชมพูอมม่วง อวดโฉมความงามท่ามกลางลานสนอันกว้างใหญ่

ทุ่งดอกหงอนนาค พาโนรามา

ภูสอยดาว ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์   “น้ำตกภูสอยดาว”เป็นหนึ่ง
ในแหล่งท่องเที่ยวอันโดดเด่นของอุทยานฯแห่งนี้

"น้ำตกภูสอยดาว"   

"พิชิตภูสอยดาว"  ต้องเดินขึ้นเขาระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง ไปบนเส้นทางที่สูงชัน
มีทางเดินในแนวระนาบราบๆ แค่ประมาณไม่ถึง 10% ซึ่งในระหว่างทางจะต้องผ่านเนินสำคัญ 5 เนิน ไล่เรียงไป
ตามลำดับ คือ

1.“เนินส่งญาติ” ที่มีเรื่องเล่ากันว่า เคยมีคนเดินขึ้นมาถึงที่นี่แล้ว หมดแรงไปต่อไม่ไหว
เลยต้องส่งให้ญาติไปต่อ ส่วนเขาเดินกลับ
      
2. “เนินปราบเซียน” เนินนี้ไม่ว่าเซียนหรือเทพเดินป่าก็โดนปราบหมดแหละ
      
3.“เนินป่าก่อ” ตั้งชื่อตามสภาพภูมิประเทศที่มีต้นก่อหรือต้นโอ๊คขึ้นอยู่มาก
      
4.“เนินเสือโคร่ง” มาจากชื่อต้นกำลังเสือโคร่งที่มีอยู่แถวนั้นหลายต้น เปลือกของมันชาวบ้าน
    นำมาต้ม ดองเหล้า บำรุงกำลังได้ดีทีเดียว

เนินมรณะ
5. “เนินมรณะ” เนินสุดท้ายที่มีสภาพต่างไปจากเนินอื่นๆ คือเป็นเนินโล่งชันดิกมีแต่ทุ่งหญ้าและไม้พุ่มเล็กๆ
ไร้ต้นไม้ใหญ่ให้อาศัยร่มเงา อีกทั้งยังมีลมพัดแรง ในวันที่แดดแรงๆช่วงที่กำลังเดินขึ้นเดินนี้มันช่างโหดหินสุดติ่ง
ดีจริงๆ แต่นั่นยังไม่เท่ากับบางปีที่อากาศร้อนมากๆ ที่นี่จะเกิดไฟป่าเผาผลาญ บรรยากาศมันช่างน่ากลัวสม
ชื่อเนินมรณะเสียจริงๆ

ลานสนภูสอยดาว ที่ระดับความสูง 1,633 เมตร

ยอดภูสอยดาว ยามมีสายหมอกลอยไหลมากระทบดูคล้ายน้ำตกหมอก

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติบนลานสวนภูสอยดาว

ทุ่งดอกหงอนนาค ราชินีแห่งผืนป่าบนภูสอยดาว

ดอกหงอนนาค ยามภมรดอมดม

กางเต็นท์นอนใกล้ชิดธรรมชาติท่ามกลางแวดล้อมของทุ่งดอกหงอนนาคแสนงาม

อีกหนึ่งสีสันของทุ่งดอกไม้บนลานสนภูสอยดาว

หลักเขต 2 แผ่นดิน

แสงยามค่ำย่ำสนธยา บนลานสนภูสอยดาว

ลานสนภูสอยดาวยามสายหมอกลงปกคลุมขาวโพลน

ลูกหาบ บุคคลสำคัญเบื้องหลังผู้พิชิตภูสอยดาวจำนวนมาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000083201

"อุตรดิตถ์แดนฝัน"
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
https://www.youtube.com/watch?v=C1OvMB4dink

สาวแว่น
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 35
สวัสดีค่ะ MC พี่สาว บรรยากาศสวย น่าไปเที่ยวมั่กๆ ถ้าหน้าหนาวคงยิ่งดี ดอกไม้งาม อากาศดี

ไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติม เกี่ยวกับเมืองลับแลค่ะ

เมืองลับแลนั้นเป็นอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่เดิมคงเป็นเมืองที่การเดินทางไปมาไม่สะดวก
เส้นทางคดเคี้ยว ทำให้คนที่ไม่ชำนาญทางพลัดหลงได้ง่าย จนได้ชื่อว่าเมืองลับแล ซึ่งแปลว่า มองไม่เห็น
มีเรื่องเล่ากันว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เข้าไปถึงเมืองลับแล

ตำนานเมืองลับแล ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่ง (น่าจะเป็นคนเมืองทุ่งยั้ง) เข้าไปในป่า ได้เห็นสาวสวยหลายคนเดินออกมา
ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง

ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง ตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้
แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบ นางวิตกเดือดร้อนมาก

ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ..ขอติดตามนางไปด้วยเพราะอยากเห็นเมืองลับแล
หญิงสาวก็ยินยอม จึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมืองซึ่งทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่าคนในหมู่บ้านล้วนมีศีลธรรม
ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชายส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด



ต่อมาชายหนุ่มเกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอม
แต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน

วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ชายหนุ่มเลี้ยงบุตรอยู่ ลูกน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบว่า "แม่มาแล้วๆ"
มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมาก
ที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย

แล้วนางก็...จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก
จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ ชายหนุ่มจำต้องเดินทางกลับบ้าน  

ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขามีความรู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อยๆ และหนทางก้ไกลมาก
จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด พอไปถึงหมู่บ้านเดิม ญาติมิตรต่างซักถามว่าหายไปไหนมาเป็นเวลานาน
ชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว
พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองคำทั้งแท่ง




ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว
และเมื่อขุดดุก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทอง  เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแล
แต่ก้หลงทางวกวนไปไม่ถูก จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
สะเทือนใจ!!สาวขับรถเมล์โดนขืนใจ กลับไม่มีใครช่วย สุดท้าย.....ทั้งรถ!!

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


เรื่องราวของคนขับรถเมล์สาวสวยคนหนึ่ง กำลังขับรถเมล์และมีผู้โดยสารอยู่เต็มรถ แต่เธอกลับถูกโจร 3 คนปล้นกลางทาง



โจร 2 คนนี้ ฉุดคนขับรถเมล์สาวสวยคนลงไปข่มขืน และคนขับรถเมล์สาวสวยก็พยายามขอความช่วยเหลือกับผู้โดยสารทุกคน แต่ไม่มีใครสนใจและลงไปช่วยเธอ
มีเพียงผู้ชายวัยกลางคนและตัวผอมบางคนหนึ่งลงไปช่วยเธอ แต่สุดท้ายก็สู้โจรไม่ได้และถูกตีจนลุกไม่ไหว
ผู้ชายคนนั้นพยายามเรียกผู้โดยสารทุกคนให้ลงไปช่วยเธอ แต่ไม่มีใครสักคนสนใจ ปล่อยให้คนขับรถเมล์สาวสวยคนนั้นถูกลากลงไปที่สนามหญ้าและโดนข่มขืน
หลังจากเสร็จเรื่อง โจรก็พาคนขับรถกลับมาที่รถ และเมื่อรถเริ่มจะออกเดินทางต่อ คนขับรถสาวได้ให้ผู้ชายที่พยายามช่วยนั้นลงจากรถไป
เมื่อผู้ชายคนนั้นฟังแล้วรู้สึกโกรธมาก ถึงเขาจะไม่สามารถช่วยเธอได้ แต่ก็ไม่ควรไล่เขาลงจากรถไปนะ เขายืนยันไม่ยอมลงจากรถพร้อมกล่าวว่า ผมได้ซื้อตั๋วแล้ว ผมมีสิทธิ์นั่งรถคันนี้ได้
คนขับรถเมล์สาวสวยคนนั้นก็ตอบอย่างเหี้ยมโหดว่า: ถ้าคุณไม่ลง ฉันก็ไม่ออกเดินทาง
และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น ผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนรถที่ดูเย็นชาและเพิกเฉย ทุกคนเริ่มมีอาการไม่พอใจและ โวยวายขึ้นมา หลายๆคนต่างก็ให้ผู้ชายคนนั้นลงจากรถไป : คุณรีบลงไปเถอะ เรายังต้องเดินทางอีกไกล อย่าเสียเวลาเลย ยังมีผู้โดยสารที่เป็นผู้ชายหลายคนพยายามฉุดเขาลงจากรถไป พร้อมกับโยนกระเป๋าของเขาออกจากหน้าต่าง
หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นลงจากรถไปเรียบร้อย รถเมล์คันนี้ก็เริ่มออกเดินทางต่อ เมื่อรถเริ่มขึ้นภูเขาคนขับรถเมล์สาวสวยคนนี้ได้เปิดเพลงไว้ เมื่อรถใกล้จะถึงยอดภูเขาและถัดจากโค้งข้างหน้าไปก็จะเป็นทางลง ทางช่วงนี้แคบมาก ด้านซ้ายเป็นภูเขา ทางด้านขวาเป็นหน้าผาที่อันตราย คนขับรถเมล์สาวสวยคนนี้ เริ่มเหยียบคันเร่งขับรถไปทางหน้าผา ใบหน้าของเธอมีความสงบมาก มือจับพวงมาลัยอย่างแน่น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา
ผู้โดยสาร เริ่มรู้สึกผิดปกติและกล่าวว่า: ขับช้าหน่อย คุณจะทำอะไร
คนขับรถเมล์สาวสวยคนนี้ไม่ตอบ และเหยียบคันเร่งให้รถเร็วขึ้น พวกโจรจะเข้าไปจับพวงมาลัยควบคุมรถแต่ก็ไม่ทันแล้ว รถวิ่งไปถึงหน้าผา
ในวันถัดไปหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานว่า: เมื่อวานนี้ได้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในบนภูเขา มีรถเมล์คันหนึ่งตกจากหน้าผาลงไป คนขับรถและผู้โดยสารทั้งหมด13คน ไม่มีผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้
ผู้ชายคนที่ถูกไล่ลงมาจากรถคันนั้น เขาถึงกับต้องร้องไห้หลังจากได้อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่าทำไมเขาถึงต้องร้องไห้ ร้องเพื่ออะไร จนถึงสุดท้ายเขาจึงจะเข้าใจว่า ทำไมคนขับรถคนนั้นต้องไล่ตัวเองลงมา เธอคงอยากจะขอบคุณ กับการที่เขาพยายามจะช่วยเธอ สำหรับผู้โดยสารคนอื่นๆก็คงคิดไม่ถึงว่า ในที่สุดชะตากรรมของตัวเองจะเป็นยังไง
อุทธาหรณ์ที่อยากให้คนในสังคมอ่าน! เราหวังว่าทุกคนจะมีความเห็นอกเห็นใจให้กับสังคมมากขึ้น สังคมยังต้องการความกล้าหาญและความยุติธรรมดังกล่าว

ที่มา: http://www.liekr.com/post_143379.html
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่