การยึดติด กับ สัจจะ
ถ้าคุณติดเงินใครสักคน แล้วสัญญาว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้เขาพรุ่งนี้ อย่างนี้เรียกว่า คุณยึดติด ใช่หรือไม่
ถ้าใครสักคนปฏิญานตนว่าจะบวชตลอดชีวิต แต่พอบวชไปได้ไม่นาน เขาก็สึกออกมา อย่างนี้เรียกว่า เขาไม่ยึดติด ใช่หรือไม่
ประเด็นที่ผมจะพูดก็คือ การใช้มุมมองในทางโลก ไปตัดสินเรื่องในทางธรรมนั้น ใช้ไม่ได้
เพราะมุมมองในทางโลก ไม่เข้าใจถึงน้ำหนักของเรื่องในทางธรรม
เช่นถ้ามองในมุมมองของชาวโลก อาจจะเห็นว่า การที่หลวงพ่อธัมมชโยถูกจับสึกนั้น ก็ไม่เห็นจะเป็นไร จะไปยึดติดอะไรกันนักหนา ตอนนี้ก็ทำตามขั้นตอนไปก่อน ถ้าวันหลังไม่ผิด ก็กลับมาบวชใหม่ได้อีก แต่ทางมองในทางธรรม เรื่องนี้เหมือนกับโทษประหารชีวิตทีเดียว
ถ้าจะเทียบน้ำหนักเรื่องการจับหลวงพ่อธัมมชโยสึก กับมุมมองในทางโลกแล้ว ก็เหมือนคุณถูก DSI รวบตัว แล้วเขาก็ฆ่าลูกเมียคุณทิ้ง เผาบ้านคุณ แล้วก็ยึดทรัพย์ของคุณไปทั้งหมด เอาคุณไปติดคุก แล้วก็ให้คุณสู้คดี เสร็จแล้ววันหลัง ถ้าคุณไม่ผิด เขาก็ปล่อยคุณออกมา ทำมาหากินตั้งเนื้อตั้งตัวกันใหม่ อย่างนี้ คุณเอามั๊ย
ที่เปรียบเทียบแบบนี้ เพราะสมบัติของชาวโลกคือ ลูกเมียและทรัพย์สิน ส่วนสมบัติของพระคือสมณเพศ ถ้าคุณมองในมุมนี้ได้ คุณก็จะเข้าใจเหตุผลว่า การจับพระที่บวชมาเกือบ 50 ปี สึกนั้น น้ำหนักของเรื่องมันหนักเพียงใด แต่ถ้าคุณยังดันทุรังจะมองในมุมมองแบบชาวโลกต่อไป คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของเรื่องนี้ได้
ทั้งหมดทั้งปวงจึงนำไปสู่ประเด็นที่ว่า ถ้าตั้งธงไว้แล้วว่า จะจับสึกอย่างเดียว อย่างที่ รมต ยุคิธรรม พูดไว้ว่า จับได้ต้องสึกสถานเดียว หรือที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน พูดไว้ในรายการถามตรง ๆ ว่า จับได้ต้องใช้ พรบ สงฆ์ มาตรา 30 จับสึกก่อน โดยไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่น่าเชื่อถือว่า จะไม่จับท่านสึก อย่างนี้มันยุติธรรมต่อท่านมั๊ย? เมื่อมันไม่แฟร์ ไม่ยุติธรรมต่อท่าน อย่างนี้บรรดาศิษยานุศิษย์ของท่านมีสิทธิ์ที่จะออกมาต่อสู้ มาปกป้องท่านมั๊ย???
วัดพระธรรมกาย การยึดติด กับ สัจจะ
ถ้าคุณติดเงินใครสักคน แล้วสัญญาว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้เขาพรุ่งนี้ อย่างนี้เรียกว่า คุณยึดติด ใช่หรือไม่
ถ้าใครสักคนปฏิญานตนว่าจะบวชตลอดชีวิต แต่พอบวชไปได้ไม่นาน เขาก็สึกออกมา อย่างนี้เรียกว่า เขาไม่ยึดติด ใช่หรือไม่
ประเด็นที่ผมจะพูดก็คือ การใช้มุมมองในทางโลก ไปตัดสินเรื่องในทางธรรมนั้น ใช้ไม่ได้
เพราะมุมมองในทางโลก ไม่เข้าใจถึงน้ำหนักของเรื่องในทางธรรม
เช่นถ้ามองในมุมมองของชาวโลก อาจจะเห็นว่า การที่หลวงพ่อธัมมชโยถูกจับสึกนั้น ก็ไม่เห็นจะเป็นไร จะไปยึดติดอะไรกันนักหนา ตอนนี้ก็ทำตามขั้นตอนไปก่อน ถ้าวันหลังไม่ผิด ก็กลับมาบวชใหม่ได้อีก แต่ทางมองในทางธรรม เรื่องนี้เหมือนกับโทษประหารชีวิตทีเดียว
ถ้าจะเทียบน้ำหนักเรื่องการจับหลวงพ่อธัมมชโยสึก กับมุมมองในทางโลกแล้ว ก็เหมือนคุณถูก DSI รวบตัว แล้วเขาก็ฆ่าลูกเมียคุณทิ้ง เผาบ้านคุณ แล้วก็ยึดทรัพย์ของคุณไปทั้งหมด เอาคุณไปติดคุก แล้วก็ให้คุณสู้คดี เสร็จแล้ววันหลัง ถ้าคุณไม่ผิด เขาก็ปล่อยคุณออกมา ทำมาหากินตั้งเนื้อตั้งตัวกันใหม่ อย่างนี้ คุณเอามั๊ย
ที่เปรียบเทียบแบบนี้ เพราะสมบัติของชาวโลกคือ ลูกเมียและทรัพย์สิน ส่วนสมบัติของพระคือสมณเพศ ถ้าคุณมองในมุมนี้ได้ คุณก็จะเข้าใจเหตุผลว่า การจับพระที่บวชมาเกือบ 50 ปี สึกนั้น น้ำหนักของเรื่องมันหนักเพียงใด แต่ถ้าคุณยังดันทุรังจะมองในมุมมองแบบชาวโลกต่อไป คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของเรื่องนี้ได้
ทั้งหมดทั้งปวงจึงนำไปสู่ประเด็นที่ว่า ถ้าตั้งธงไว้แล้วว่า จะจับสึกอย่างเดียว อย่างที่ รมต ยุคิธรรม พูดไว้ว่า จับได้ต้องสึกสถานเดียว หรือที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน พูดไว้ในรายการถามตรง ๆ ว่า จับได้ต้องใช้ พรบ สงฆ์ มาตรา 30 จับสึกก่อน โดยไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่น่าเชื่อถือว่า จะไม่จับท่านสึก อย่างนี้มันยุติธรรมต่อท่านมั๊ย? เมื่อมันไม่แฟร์ ไม่ยุติธรรมต่อท่าน อย่างนี้บรรดาศิษยานุศิษย์ของท่านมีสิทธิ์ที่จะออกมาต่อสู้ มาปกป้องท่านมั๊ย???