"รายงานก็มีทำไมอาจารย์ (หรือเจ้านาย) ไม่อ่านเอง"
"รายงานก็ทำไปอย่างละเอียดยิบ ตอบได้ทุกคำถาม ให้เราพรีเซ้นต์มันก็เหมือนกับที่เขียนนั่นแหละ"
เคยคิดแบบนี้กันหรือเปล่าคะ
จากความแปลกใจของตัวเองที่ว่าทำไมเวลาให้นักศึกษาออกมาพรีเซ้นต์งาน นักศึกษาจะชอบถือกระดาษมายืนก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างมั่นใจเหมือนมาแข่งขันความคล่องแคล่วในการอ่าน ก็บังเอิญว่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อนโชคดีได้มีโอกาสเป็นวิทยากรแชร์ความรู้และประสบการณ์ในการนำเสนองานเป็นภาษาอังกฤษ สนุกมากค่ะ แต่สิ่งที่ได้รับรู้มากลับทำให้ต้องประหลาดใจ และคาดไม่ถึงจริงๆ แต่ก็ไขข้อสงสัยได้คือ หลายคนยังไม่เข้าใจว่าจะนำเสนองานไปเพื่ออะไร ยังคิดว่าการพรีเซ้นต์ก็เป็นการเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาปาใส่คนฟัง แล้วชั้นก็หมดหน้าที่ จากนั้นก็หวังว่าจะให้คนฟังรับไปทั้งหมด จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะ
1. คนฟังจะจดจำสิ่งที่ตัวเองฟังมาได้ประมาณ 20% เท่านั้น
2. คนฟังมาฟังด้วยวัตถุประสงค์และเงื่อนไขต่างกัน ความพร้อมของสภาพจิตใจก็ไม่เหมือนกัน บางคนถูกบังคับมา บางคนว่างๆ ก็มา บางคนรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็มา แค่นี้ก็ชัดแล้วว่าคนสามกลุ่มนี้ไม่มีทางที่จะได้อะไรกลับไปเหมือนๆ กัน
3. คนฟังอาจมีเวลาไม่เยอะให้เราพล่ามน้ำซุปกระจาย หรืออ่านรายงาน 50 หน้าของนักศึกษา 100 คนในเวลา 2 วัน ยิ่งถ้าคนคนนั้นเป็นเจ้านายด้วยแล้วนึกว่าท่านเล่นเก้าอี้ดนตรีอยู่ เผลอแป๊บเดียวหายไปแล้ว
4. คนฟังมักจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ฟังได้ดีเพียงไม่กี่นาทีแรกเท่านั้น ดังนั้นคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ไม่อยากฟังมันก็คงไม่มีโอกาสได้ทะลุผ่านขี้หูไปได้แน่นอน
ยังมีอีกนะแต่ตอนนี้นึกออกแค่นี้
ทีนี้ ด้วยเหตุผลข้างบนมันก็เลยทำให้เราต้องเอาเนื้อหาเยอะๆ ของเรามาพรีเซ้นให้สั้นและกระชับที่สุด แต่ต้องเข้าใจได้ หากคนฟังเค้าสนใจเค้าก็จะไปอ่านต่อในรายงานอีกที
คำถามคือ.....แล้วจะทำยังไง รายงานเป็น 50 หน้าขนาดนั้น?????????
มีคำแนะนำสั้นๆ 4 ข้อนะคะ
ข้อแรก....วางขอบเขตสิ่งที่จะพรีเซ้นต์ซะก่อน ตามกรอบเวลาที่มี (เอาแต่เนื้อน่ะ) แล้วจะเลือกอะไรมาพูด? ก็ในงานนั้นเค้ากำลังสนใจเรื่องอะไรล่ะก็เลือกเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่เหลือก็ตัดทิ้งไป และถ้าคนฟังอยากรู้ก็ให้ไปอ่านในรายงานเอาไง
ข้อสอง....จัดเรียงเรื่องราวให้มีหัวมีหาง มีเกริ่น มีเล่าเรื่อง มีสรุปเรื่องที่พูดไป ... ใครยิ่งโม้เยอะยิ่งต้องทำข้อสุดท้ายนี้ดีๆ อย่าพูดเอง งงเองที่เรียกว่าหลุดประเด็น
ข้อสาม....หัดใช้สื่อซะบ้าง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะคนรับรู้ได้ตั้งหลายทางไปพร้อมๆ กันกับการฟัง ถ้าไม่มีอุปกรณ์ไฮเทค แค่ฟลิปชาร์ต หรือไวท์บอร์ด เขียนหัวข้อก็ช่วยได้แล้ว
ข้อสี่...เวลาพรีเซ้นต์ ก็มองคนฟังซะหน่อยนะ เค้าจะได้รู้ว่าคุณพูดกับเค้าอยู่ พูดให้เหมือนเล่าเรื่องให้คนคุ้นเคยฟัง พูดให้เป็นธรรมชาติ อย่าไปอ่านสคริปต์ ถ้าไม่มั่นใจว่าเสียงคุณหวานพาที่จะสะกดคนให้ฟังได้ แต่ถ้าจะให้ดี ถ้าจะอ่านก็ copy แจกมันซะเลยดีกว่า (อันนี้ประชด) การคุยกับคนฟังจะทำให้เราลดความประหม่าได้ด้วยนะ
ถึงตอนนี้ก็รู้แล้วนะว่าคนอ่านน่ะมันก็อ่านเองได้อยู่ถ้ามีเวลามากพอแต่ก่อนจะอ่านก็อยากรู้ว่าเรื่องที่จะอ่านมันมีอะไรบ้าง น่าสนใจแค่ไหน นิยายยังต้องมีเกริ่นเรื่องย่อที่ปกหลังเพื่อให้คนซื้ออ่านก่อนเลยนะ
รักนะคะ
ครูพัช
เคยคิดแบบนี้กันบ้างไหมคะ เวลาต้องพรีเซ้นต์อะไรก็แค่แปลงเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือทุกถ้อยคำมาเป็นเสียง ใครคิดรีบเปลี่ยนด่วน
"รายงานก็ทำไปอย่างละเอียดยิบ ตอบได้ทุกคำถาม ให้เราพรีเซ้นต์มันก็เหมือนกับที่เขียนนั่นแหละ"
เคยคิดแบบนี้กันหรือเปล่าคะ
จากความแปลกใจของตัวเองที่ว่าทำไมเวลาให้นักศึกษาออกมาพรีเซ้นต์งาน นักศึกษาจะชอบถือกระดาษมายืนก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างมั่นใจเหมือนมาแข่งขันความคล่องแคล่วในการอ่าน ก็บังเอิญว่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อนโชคดีได้มีโอกาสเป็นวิทยากรแชร์ความรู้และประสบการณ์ในการนำเสนองานเป็นภาษาอังกฤษ สนุกมากค่ะ แต่สิ่งที่ได้รับรู้มากลับทำให้ต้องประหลาดใจ และคาดไม่ถึงจริงๆ แต่ก็ไขข้อสงสัยได้คือ หลายคนยังไม่เข้าใจว่าจะนำเสนองานไปเพื่ออะไร ยังคิดว่าการพรีเซ้นต์ก็เป็นการเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาปาใส่คนฟัง แล้วชั้นก็หมดหน้าที่ จากนั้นก็หวังว่าจะให้คนฟังรับไปทั้งหมด จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะ
1. คนฟังจะจดจำสิ่งที่ตัวเองฟังมาได้ประมาณ 20% เท่านั้น
2. คนฟังมาฟังด้วยวัตถุประสงค์และเงื่อนไขต่างกัน ความพร้อมของสภาพจิตใจก็ไม่เหมือนกัน บางคนถูกบังคับมา บางคนว่างๆ ก็มา บางคนรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็มา แค่นี้ก็ชัดแล้วว่าคนสามกลุ่มนี้ไม่มีทางที่จะได้อะไรกลับไปเหมือนๆ กัน
3. คนฟังอาจมีเวลาไม่เยอะให้เราพล่ามน้ำซุปกระจาย หรืออ่านรายงาน 50 หน้าของนักศึกษา 100 คนในเวลา 2 วัน ยิ่งถ้าคนคนนั้นเป็นเจ้านายด้วยแล้วนึกว่าท่านเล่นเก้าอี้ดนตรีอยู่ เผลอแป๊บเดียวหายไปแล้ว
4. คนฟังมักจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ฟังได้ดีเพียงไม่กี่นาทีแรกเท่านั้น ดังนั้นคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ไม่อยากฟังมันก็คงไม่มีโอกาสได้ทะลุผ่านขี้หูไปได้แน่นอน
ยังมีอีกนะแต่ตอนนี้นึกออกแค่นี้
ทีนี้ ด้วยเหตุผลข้างบนมันก็เลยทำให้เราต้องเอาเนื้อหาเยอะๆ ของเรามาพรีเซ้นให้สั้นและกระชับที่สุด แต่ต้องเข้าใจได้ หากคนฟังเค้าสนใจเค้าก็จะไปอ่านต่อในรายงานอีกที
คำถามคือ.....แล้วจะทำยังไง รายงานเป็น 50 หน้าขนาดนั้น?????????
มีคำแนะนำสั้นๆ 4 ข้อนะคะ
ข้อแรก....วางขอบเขตสิ่งที่จะพรีเซ้นต์ซะก่อน ตามกรอบเวลาที่มี (เอาแต่เนื้อน่ะ) แล้วจะเลือกอะไรมาพูด? ก็ในงานนั้นเค้ากำลังสนใจเรื่องอะไรล่ะก็เลือกเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่เหลือก็ตัดทิ้งไป และถ้าคนฟังอยากรู้ก็ให้ไปอ่านในรายงานเอาไง
ข้อสอง....จัดเรียงเรื่องราวให้มีหัวมีหาง มีเกริ่น มีเล่าเรื่อง มีสรุปเรื่องที่พูดไป ... ใครยิ่งโม้เยอะยิ่งต้องทำข้อสุดท้ายนี้ดีๆ อย่าพูดเอง งงเองที่เรียกว่าหลุดประเด็น
ข้อสาม....หัดใช้สื่อซะบ้าง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะคนรับรู้ได้ตั้งหลายทางไปพร้อมๆ กันกับการฟัง ถ้าไม่มีอุปกรณ์ไฮเทค แค่ฟลิปชาร์ต หรือไวท์บอร์ด เขียนหัวข้อก็ช่วยได้แล้ว
ข้อสี่...เวลาพรีเซ้นต์ ก็มองคนฟังซะหน่อยนะ เค้าจะได้รู้ว่าคุณพูดกับเค้าอยู่ พูดให้เหมือนเล่าเรื่องให้คนคุ้นเคยฟัง พูดให้เป็นธรรมชาติ อย่าไปอ่านสคริปต์ ถ้าไม่มั่นใจว่าเสียงคุณหวานพาที่จะสะกดคนให้ฟังได้ แต่ถ้าจะให้ดี ถ้าจะอ่านก็ copy แจกมันซะเลยดีกว่า (อันนี้ประชด) การคุยกับคนฟังจะทำให้เราลดความประหม่าได้ด้วยนะ
ถึงตอนนี้ก็รู้แล้วนะว่าคนอ่านน่ะมันก็อ่านเองได้อยู่ถ้ามีเวลามากพอแต่ก่อนจะอ่านก็อยากรู้ว่าเรื่องที่จะอ่านมันมีอะไรบ้าง น่าสนใจแค่ไหน นิยายยังต้องมีเกริ่นเรื่องย่อที่ปกหลังเพื่อให้คนซื้ออ่านก่อนเลยนะ
รักนะคะ
ครูพัช