ชีวิตเริ่มรู้สึกเหมือนถูกทำร้าย ด้วยคำว่า "เกียรตินิยม"

หลายคนมองว่า คนที่เรียนจบเกียรตินิยม จะต้องเป็นคนที่ทำงานเก่ง จะต้องมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น สามารถทำงานที่ยากๆ ได้โดยไม่ต้องให้ใครสอน และจะมีความคาดหวังต่อคนกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ เจ้านายเราก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ในสมัยที่เราเป็นนักศึกษา คนที่เรียนเก่ง ได้เกียรตินิยมด้วย ถึงแม้จะเป็นเกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาลัยหนึ่งใน Top 10 ไม่ใช่ Top 3 ก็ตาม

แต่ยังไงเราก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนฉลาด ที่ได้เกียรตินิยมมาก็ไม่ได้เป็นเพราะความฉลาด จริงๆเราเป็นคนหัวช้าและออกจะซื้อบื้อ ไม่ค่อยสนใจอะไร ไม่ค่อยมีทักษะใดๆ และก็ไม่ค่อยพูดด้วยซ้ำ บางทีก็พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง (บางทีเรายังสงสัยว่าเราเป็นออทิสติกหรือเปล่า แต่ไม่เคยไปตรวจ หรือแค่กลัวคน กลัวการเข้าสังคม) เราเป็นแค่นักศึกษาที่เลือกเรียนคณะที่ไม่เหมาะกับตัวเอง แต่เผอิญว่าไม่ใช่คณะที่เรียนยากมากนัก และเราก็เป็นคนตั้งใจเรียน และทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนมากกว่านักศึกษาหลายๆคน เพราะในขณะที่นักศึกษาคนอื่นๆมีเวลาไปเที่ยวเล่นเฮฮา ไปเข้าสังคม เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือไปทำงานหารายได้พิเศษ แต่เราไม่มีตรงนั้นเลย เราทุ่มเทเวลาไปกับการเรียน จึงทำให้เราเป็นคนเรียนดี แต่ทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็น

และชีวิตการทำงานของเรามันก็ได้พิสูจน์ให้เรารู้แล้ว ว่าการเป็นนักศึกษาเกียรตินิยม ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานเก่ง หรือประสบความสำเร็จในการทำงาน เราเรียนจบด้าน HR เราก็ไปทำงานด้าน HR แม้จะไม่ชอบแต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะไม่มีความรู้ด้านอื่นแล้ว แต่เอาจริงๆเราก็ไม่ได้มีความรู้ด้าน HR มากหรอก ตอนเรียนก็ได้แต่ทฤษฎีแบบกว้างๆ แทบจะเอามาใช้ในการทำงานไม่ได้เลย แต่ละองค์กรมีวัฒนธรรมต่างกัน คนเราก็มีนิสัยหลากหลาย คนเป็นสิ่งที่บริหารและรับมือได้ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดทั้งปวง เราทำงานมา 1 ปีแล้ว แต่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับหน้าที่ของตัวเองเลย จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้เป็น HR คนเดียว ยังมีรุ่นพี่อีกคนด้วย เขาทำงานมาเป็นสิบๆปี อายุก็มากกว่าเราสิบกว่าปี เราทั้งคู่เหมือนแบ่งงานกันทำ แต่รุ่นพี่รู้งานทุกอย่างที่เราทำ สามารถทำแทนเราได้ เพราะตอนที่ยังไม่มีเรา เขาก็ทำเองมาตลอด แต่เรากลับไม่รู้งานที่รุ่นพี่ทำเลย เพราะรุ่นพี่ไม่ได้สอนเรา ไม่ได้ให้เราทำ แม้เราจะเคยถามเขาว่าเราสามารถทำงานที่เขาทำได้ไหม เขาบอกว่าได้ แต่ก็ไม่สอนเรา บางทีเขาอาจยุ่งเกินกว่าที่จะสอน หรือเขาอาจไม่อยากให้เราแย่งงานเขาก็ได้ เราเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

เจ้านายก็จะมองว่ารุ่นพี่ดีกว่าเรา(จริงๆรุ่นพี่ก็เก่งกว่าเราอยู่แล้ว) เพราะงานของรุ่นพี่มักเป็นการติดต่อประสานงานกับคนอื่น มี connection เยอะ ไม่ค่อยอยู่ติดโต๊ะทำงาน แต่งานเรามักเป็นงานเอกสาร หาข้อมูล บันทึกข้อมูล ทำสไลด์ ออกแนวงานธุรการ เหมือนช่วยซัพพอร์ทรุ่นพี่เราอีกที(ถ้าพูดแบบร้ายๆคือ เราเป็นลูกไล่ของรุ่นพี่เรา) และก็มีเข้าประชุม (แต่เราไม่ถูกกับการประชุมเลย เข้าประชุมแล้วชอบหลับ ถ้าไม่หลับก็ง่วง ดวงตาเหม่อลอย โดนเจ้านายด่าหลายครั้งแล้ว) ซึ่งงานที่เราทำ เจ้านายมองว่าเป็นงานรูทีน และเขาก็ไม่ชอบ HR ที่นั่งติดโต๊ะ ทำแต่งานรูทีน ไม่ค่อยออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับใคร หรือทำอะไรใหม่ๆ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เราโดนเจ้านายตำหนิเสมอมา เจ้านายเราเป็นคนเก่ง ถึงเขาจะไม่ได้เรียนจบ HR เหมือนเรา แต่เขาก็เรียนจบสูงกว่าเรา เป็นหัวหน้าเรา และก็คอยควบคุมงานส่วน HR ด้วย แน่นอนว่าเขาก็ต้องมีความรู้ด้าน HR อยู่บ้าง รู้มากกว่าเราด้วย และที่สำคัญคือเขานิสัยต่างจากเรามาก เขาเป็นคนชอบพูด ชอบบ่น ชอบเหวี่ยง (แค่เรื่องงาน) ในขณะที่เราเป็นคนไม่ค่อยพูด และก็ไม่ได้ทำงานเก่ง แต่เจ้านายคาดหวังตัวเราไว้สูงเพราะเห็นเราเรียนจบเกียรตินิยม คิดว่าจะทำงานเก่ง รู้อะไรเยอะ แต่พอเขามาเห็นเราในแบบที่เราเป็นจริงๆ เขาจึงรู้สึกผิดหวัง ไม่ค่อยโอเคกับเรา เราเองก็ไม่มีความสุขเพราะถูกกดดัน งานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ชอบ

เจ้านายก็พยายามมอบหมายงานยากๆ ให้เราทำเพิ่ม เพราะเขาคาดหวังในเกียรตินิยมของเรา และเขาก็อยากให้เราประสานงานกับคนเยอะๆ แต่เราไม่ชอบการประสานงานกับคนเยอะๆ เพราะการประสานงานก็คือการตามงานคนอื่น เหมือนคอยตามจิก ซึ่งไม่ใช่นิสัยเรา เราจะพยายามฝืนใจและตั้งใจทำ แต่ก็ทำออกมาได้ไม่ค่อยดี ทำให้เจ้านายผิดหวังอยู่บ่อยๆ เรามักคิดอะไรไม่เหมือนเจ้านาย เช่น เจ้านายไม่ชอบให้ลูกน้องทำงานแบบข้ามหัวเขา อยากให้ทำงานแล้วรายงานเขาบ่อยๆ ส่วนเราก็พยายามจะรายงานเขาอยู่ แต่เราไม่เคยชินกับการเข้าหาเจ้านาย ตอนทำงานที่อื่นก็ไม่เคยต้องรายงานเจ้านายบ่อยๆ เรื่องบางเรื่องเรามองว่ามันเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าต้องรายงานเจ้านายด้วย เราก็ลงมือทำเลย โดยไม่ได้รายงาน ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอเจ้านายรู้ก็โกรธเรา เรื่องบางเรื่องเราปรึกษากับรุ่นพี่ มีการปรึกษาหารือกับทีมผู้ที่เกี่ยวข้อง เพียงแต่ในนั้นไม่มีเจ้านายเรา เราก็ไม่ได้รายงานเจ้านาย พอเจ้านายรู้ก็โกรธอีก จนตอนนี้เราแยกไม่ออกแล้วว่าตกลงเราต้องรายงานเจ้านายเรื่องอะไรบ้าง เรื่องไหนไม่ต้องรายงาน เราเองก็ไม่ค่อยสะดวกใจหรอกที่จะต้องคอยรายงานอยู่บ่อยๆ เพราะสิ่งที่มักตามมาจากการรายงาน คือการถูกวิจารณ์ ถูกตำหนิ ถูกตั้งคำถาม และก็ต้องกลับไปแก้ไขงานใหม่

สิ่งที่เราโดนเจ้านายตำหนิมาภายในเวลาทำงาน 1 ปีของเรา เช่น
- "คนเรียนจบเกียรตินิยมเขาไม่ทำแบบนี้กันหรอก ใครๆเขาก็มองว่าคุณจะเป็นดาวเด่น แต่สิ่งที่คุณทำมันไม่ใช่ ถ้าคุณจะบอกพี่ว่าคุณไม่ใช่ดาวเด่น ตอนนี้พี่ก็เห็นด้วย"
- "ถ้าทำแต่สิ่งเดิมๆ ก็จะได้ผลลัพธ์เดิมๆ ถ้าทำแบบเดิมแล้วมันไม่ดี ก็ควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว" เราก็ได้แต่คิดในใจว่า เราคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ คนอื่นๆที่เราดีลงานด้วยเขาก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลง คนที่เคยทำงานแบบไหนมานาน เขาก็อยากทำแบบนั้นต่อไป การรับพนักงานใหม่เข้ามาก็เพื่อคาดหวังว่าพนักงานใหม่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เราว่ามันไม่ใช่ คนเก่าๆก็ต้องให้ความร่วมมือ ช่วยเปลี่ยนแปลงด้วย คนเก่าย่อมรู้ดีว่าควรเปลี่ยนแปลงตรงไหนบ้าง แต่ความจริงคือคนเก่าๆไม่ได้ถูกกดดันให้ต้องเปลี่ยนแปลงมากเท่ากับคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่นาน
- "ไม่ควรทำแต่งานรูทีน ควรคิดทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อช่วยพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น พี่ไม่ได้จ้างคุณให้มาทำแต่งานรูทีน เพราะงานรูทีน คนที่มีวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ก็ทำได้ หรือพี่จะให้คนเก่าๆในห้องทำก็ได้" อันนี้ก็เหมือนข้อบน และเราก็คิดในใจว่า ขนาดแค่งานรูทีนเรายังทำไม่ค่อยทันเลย งานรูทีนง่ายๆ ที่ต่ำกว่าวุฒิ ป.ตรี นี่แหละ หลายครั้งก็ทำให้เราต้องเลิกงานช้ากว่าคนอื่น และหลายครั้งก็กลับบ้านทีหลังเจ้านายด้วย โอทีก็ไม่ได้ด้วย
- "HR ไม่ควรนั่งติดโต๊ะ ควรลุกออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ควรมี connection เยอะๆ จะได้สามารถขอความช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องงานได้" แต่เพราะงานเราส่วนใหญ่มันต้องนั่งทำที่โต๊ะ เราจึงมักนั่งติดโต๊ะ ยกเว้นถ้าเราว่าง เราก็อาจลุกไปเข้าห้องน้ำ ให้เจ้านายเห็นว่าเราลุกออกจากโต๊ะแล้ว
- "คุณเป็นคนเงียบๆ ไม่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าวันๆคุณทำงานอะไรบ้าง แต่สไตล์ของ HR ไม่ควรเป็นคนเงียบๆ การเงียบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร" อันนี้เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ที่มีปัญหากันก็เพราะนิสัยที่ต่างกัน เราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจคนพูดมาก ใจร้อน ขี้บ่นเหมือนกัน แต่ที่เราเจ็บคือการที่เจ้านายบอกว่าไม่รู้ว่าวันๆเราทำงานอะไรบ้าง ทั้งๆที่อยู่ห้องเดียวกัน ก็น่าจะเห็นบ้างว่าเราทำอะไร

อย่างไรก็ตาม เวลาเราโดนเจ้านายตำหนิ เราแทบไม่เคยเถียงหรือโต้ตอบ เพราะเถียงไม่ทัน หรืออาจไม่กล้าเถียง และคิดว่าเถียงไปก็เปล่าประโยชน์ บางทีเจ้านายพูดว่าเรานั้นน่ากลัวว่าคนที่พูดมากๆ เราได้แต่ขำ เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เราต่างหากที่กลัวเจ้านายมาก และเราก็ค่อนข้างกลัวคนที่มีลักษณะแบบเจ้านายด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่ในห้องเราก็จะเป็นแบบนั้น พูดมาก เอิกเกริก ใจร้อน ชอบเมาท์ มีแต่เราที่นิสัยเงียบๆ เราเคยเถียงเจ้านายเรื่องงาน(จริงๆไม่เรียกว่าเถียง แต่เป็นการชี้แจงถึงสิ่งที่เราคิด แต่พอเราพูดไป เจ้านายก็โต้กลับมาอยู่ดี ในเมื่อเขาคิดว่าความคิดของเขาถูกต้องกว่าความคิดของเรา เราก็ต้องยอมเขาอยู่ดี เถียงไปก็เท่านั้น เถียงมากๆเดี๋ยวจะกลายเป็นสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันอีก)

แล้วเจ้านายเราก็เป็นคนที่เข้าใจยาก คือเราไม่ค่อยเข้าใจเขา บางครั้งเขาก็พูดว่า เขาไม่ค่อยห่วงเราในเรื่องงาน แต่ห่วงเรื่องบุคลิกเรามากกว่า หรือบอกว่าไม่ต้องเครียดหรอก ค่อยๆฝึกฝนไป ไม่ต้องคิดอยากลาออก และก็บอกว่าอยากให้เราเรียนต่อ ป.โท ควบไปกับการทำงาน สำหรับเราถ้ามีคนบอกว่าอยากให้เราเรียนต่อ เราจะถือว่าเขามีความเชื่อมั่นในตัวเรา คิดว่าเราไปได้ไกลกว่านี้ (ซึ่งเราก็อยากเรียนต่ออยู่แล้ว แต่กำลังเตรียมตัวเองให้พร้อม) แต่บ่อยครั้งเจ้านายก็บ่นเราเหมือนว่าเราทำงานได้แย่มากสุดๆ สมควรถูกไล่ออก และเวลาเขาบ่นเรา นอกจากบ่นเรื่องปัจจุบันแล้ว ก็ยังขุดเอาเรื่องเก่าๆ ก่อนๆ มาบ่นด้วย บ่นจนเรารู้สึกแย่กับตัวเอง บ่นจนเราอยากลาออกเป็นร้อยๆครั้ง บ่นจนเราคิดว่า เราควรเรียนต่อจริงเหรอ ถ้าเรียนสูงขึ้น เดี๋ยวเจ้านายก็จะคาดหวังเราเรื่องงานสูงขึ้นด้วย ขนาดตอนนี้เรายังทำไม่ค่อยได้ตามที่เขาคาดหวังเลย ถ้าเรียนสูงขึ้นคงยิ่งเครียดแน่ๆ เราไม่โทษแต่เจ้านายหรอก เราเองก็ผิด เรามีข้อเสียเยอะแยะ แต่เราก็รู้สึกอยากบอกเขาว่า ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่รู้สึกไม่โอเค เราก็รู้สึกเหมือนกัน

ตอนนี้เราตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าทำงานไปเพื่ออะไร นอกจากเพื่อเงิน เรารู้แค่ว่า ถ้าวันหนึ่งมีใครอยากโปรโมทเราขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้บริหาร เราคงไม่เอา เพราะแค่ทุกวันนี้ก็รู้สึกเครียดอยู่แล้ว แค่เราโดนเจ้านายบ่นก่อนเที่ยง เราก็กินข้าวเที่ยงไม่ลงแล้ว เลิกงาน กลับหอแล้วเราก็ยังไม่หายเครียด เราปล่อยวางไม่ลง เครียดจนนอนไม่หลับก็มี และเราไม่มีที่ระบายด้วย นอกจากพันทิป พ่อแม่เราไม่ได้อยู่กับเรา เราไม่อยากเล่าให้พ่อแม่ฟังเพราะไม่อยากทำให้พวกเขาหนักใจ และเราก็ไม่มีเพื่อนที่เราไว้ใจมากพอจะระบายด้วย เรามาระบายในนี้เพราะแน่ใจว่าไม่มีใครในนี้รู้ว่าเราเป็นใคร บางทีเรายังนึกอิจฉาคนที่ทำงานเป็นแม่บ้าน รปภ. หรือคนเดินเอกสารที่ได้เงินเดือนน้อยๆ แต่ไม่ถูกกดดันมากนัก บางทีนึกอิจฉาหมาแมวด้วยซ้ำที่เกิดมาแล้วไม่ต้องทำงานหาเงิน(เราแค่คิดเล่นๆ)

เราอยากจะผ่านชีวิตแบบนี้ไปเร็วๆ ไม่รู้ว่าตัวเองจะสตรองต่อความกดดันเหล่านี้ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะจริงๆแล้วเราไม่เคยสตรองทั้งภายนอกและภายใน แค่บุคลิกภายนอกก็ชวนให้โดนคนอื่นข่มหรือรังแกได้ง่ายๆอยู่แล้ว และจิตใจเราก็ไม่ได้เข้มแข็ง ชอบเก็บคำพูดคนอื่นมาเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเอง แถมปล่อยวางไม่ลงอีก เราเปลี่ยนงานมาหลายครั้ง ครั้งนี้เราถือว่าเราเก่งที่ทำงานอยู่ได้ถึง 1 ปี (เพราะที่ก่อนๆ ไม่เคยอยู่ถึง 1 ปี) คงเป็นเพราะรุ่นพี่ที่ทำงานในห้องเดียวกัน(ไม่นับเจ้านาย)มีนิสัยดีกับเรา ถึงแม้พวกเขาจะมีข้อเสียบ้าง แต่ก็ใจดีกับเรา เราเป็นน้องเล็กสุดและใหม่สุด ล่าสุดเราโดนเจ้านายตำหนิอย่างหนัก ด้วยคำพูดที่ทำให้รู้สึกเจ็บช้ำใจ(โดนตำหนิประมาณตามที่เรายกตัวอย่างไป) รุ่นพี่ที่ทำงานตำแหน่งเดียวกับเราก็ไม่อยู่ตอนที่เราโดนตำหนิ เรารับคนเดียวเต็มๆ พอโดนตำหนิเสร็จ เราก็เดินออกจากห้องไปดีลงานกับแผนกอื่น(ตามคำสั่งเจ้านาย) จากนั้นมีรุ่นพี่ในห้องเดินมาหาเราที่แผนกที่เรากำลังดีลงาน บอกว่าตามหาเราอยู่ เป็นห่วง สงสัยเขาคงคิดว่าเราจะเสียใจจนหนีเตลิด หรือไปร้องไห้ในห้องน้ำ(จริงๆเราก็อยากทำ แต่งานต้องมาก่อน)

เจอแบบนี้ ก็ทำให้คิดเหมือนกันนะ ว่าไม่น่าเรียนเก่งจนได้เกียรตินิยมเลย สู้เป็นคนเรียนได้เกรดธรรมดาๆที่ไม่ถูกคนอื่นคาดหวังสูงๆดีกว่า
แก้ไขข้อความเมื่อ

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
ผมว่า สิ่งที่คุณต้องทำคือการเปลี่ยนแปลงตนเอง  มากกว่ามานั่งโทษเรื่องการได้เกียรตินิยมครับ
ความคิดเห็นที่ 9
คุณอาจไม่เหมาะกับงานจริงๆ และมองปัญหาไม่ออกด้วย
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เกียรตินิยม ที่คุณว่าเจ้านายด่านั่นคือเค้าสอนนะ
แทนที่จะปรับตัวกลับไม่เชื่ออีก แล้วไอ้ที่บอกไม่อยากเป็นเจ้านายนั่นอีก
ถ้าไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ควรหางานใหม่ครับ งานที่เราถนัด เหมาะกับตัวเรา
คิดว่าที่คุณทำเป็นองค์กรใหญ่หรือเปล่า ลองไปHRองค์กรเล็กๆอาจจะง่ายกว่าครับ
ความคิดเห็นที่ 14
จะบอกให้เปลี่ยนงาน คุณก็เปลี่ยนมาหลายงานแล้ว

เกียรตินิยมไม่ใช่ปัญหา เจ้านายคุณพูดถูกหลายอย่าง แม้มันจะทำร้ายจิตใจคุณ แต่ถ้าคุณลองเปิดใจ จะได้อะไรดีๆมาปรับปรุงตัวเอง

คุณว่าได้ทำแต่งานธุรการ แต่พอเข้าประชุมคุณก็ง่วง ตาลอย แล้วแบบนี้รุ่นพี่เค้าจะมอบหมายอะไรให้คุณทำได้มากไปกว่างานธุรการ

ลองคิดดูว่าอยากทำงานลักษณะไหน และงานแบบที่คุณต้องการนั้น คุณจำต้องมีคุณสมบัติอะไรเพิ่ม พัฒนาตัวเอง หากิจกรรมที่เพิ่มทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน อาจจะเป็นกีฬา หรือสันทนาการอื่นที่คุณชอบ เลิกงานอย่าหมกตัวซึมเศร้า พบปะผู้คนแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้อย่าคาดหวังกับคนที่พบเจอสูงเกินไป เพราะคุณอาจผิดหวัง เครียดไปอีก ให้คิดว่าเป็นการฝึกตัวเอง สู้ๆค่ะ
ความคิดเห็นที่ 19
แค่หัวกระทู้ก็รู้สึกสะอึกจนต้องเข้ามาอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งสะท้อนตัวเราในอดีต ...ยังไงขออนุญาตร่วมแชร์ประสบการณ์นะคะ

ใช่ค่า เราก็เคยคิดแบบคุณ จนบางครั้งก็อยากจะเอาทรานสคริปไปรีทัชตรงที่ได้เกียรตินิยมออก 555555
เคยทำงานอยู่งานนึงแล้วเค้าบอกถ้าทำไม่ได้น่าจะยึดเกียรตินิยมคืน จะล้อยันลูกบวช (ตอนนั้นหัวร้อนเลยจ้า)
สุดท้ายต่อมน้อยใจทำงานเลยคิดว่าไปทำงานที่ไหน เค้าก็คาดหวังจากเกียรตินิยม เราไม่มีคุณค่าพอสำหรับที่ตรงนั้นหรอก
ก็เลยไม่เอาละ เลือกงานที่ไม่ต้องโชว์เกรดดีกว่า เลยออกมาเป็นฟรีแลนซ์ (**ตัดปัญหาแบบนี้ไม่ค่อยน่ารักหรอกค่า)

หลังๆมานี่ก็คิดได้ว่า เราอะดื้อแต่ไม่รู้ตัวว่าดื้อ เราโลกส่วนตัวสูง อยู่กับตัวเองเยอะมากกกกกก
เราไม่อนุญาตให้ใครมาพูด สอน กดดันหรือต่อว่าเราเลย ทำเหมือนฟังแต่มีรีแอคชั่นเงียบใส่ตลอด 5555
คือทุกคนเค้าก็มีสิทธิ์คาดหวัง ในขณะที่เราก็มีสิทธิ์บอกสิ่งที่เรากังวลใจนะ
คำพูดจากคนรอบข้าง แม้จะฟังไม่หวานหูแต่บางครั้งก็เป็นกระจกสะท้อนตัวเรา ลองตัดฟิลเตอร์อารมณ์ออกไป
เก็บมาทบทวนก่อน แล้วถ้าเรายังกังวล ไม่มั่นใจ หรือคิดว่าทำไม่ได้เพราะอะไรก็บอกเค้าไปตรงๆ

อ้อ อีกอย่างหนึ่ง...การที่คุณได้รับเกียรตินิยม ก็เพราะว่าคุณสมควรได้รับมันนะคะ
อาจจะไม่ใช่แค่หัวดี หัวไว เรียนเก่ง เพราะอ่านจากที่คุณเล่ามา เราว่าคุณเป็นคนมีความตั้งใจ เป็นคนมีความรับผิดชอบ อดทน
นั่นก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้คุณสมควรได้รับเกียรตินิยมเช่นกันนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าด้อยค่าตัวเองเลยค่ะ ^^

เป็นกำลังใจให้ผ่านมันไปได้นะคะ และถ้าเป็นไปได้ลองหากิจกรรมอื่นทำเสริมดูก็ดีค่ะ
อาจจะเป็นวิ่งมาราธอน หรือกลุ่มตามงานอดิเรกที่คุณสนใจ เผื่อได้ผ่อนคลายจากการทำงานแล้วก็ได้เพื่อนใหม่ๆด้วยเนอะ
ยิ้ม
ความคิดเห็นที่ 7
นายคุณดูแล้วเป็นคนปรกติ ทุกอย่างม้นขึ้นอยู่กับตัวคุณมากกว่า ละต้องแก้ที่ต้วเราเอง
ลองไปออกกําลังกายดูครับ อาจทําให้คุณคล่องตัวมากขึ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่