มลพิษทางอากาศในประเทศไทยเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ มลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองในบรรยากาศมีผลกระทบทางสุขภาพในหลายด้าน โดยเป็นปัจจัยรวมอันก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้แก่ กลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเรื้อรังของทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง และโรคมะเร็งปอด โดยก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ประมาณ 50,000 คนต่อปี(1) ดังนั้น มลพิษทางอากาศจึงเป็นปัญหาที่ควรได้รับความสําคัญด้านนโยบาย ในหลายพื้นที่ของประเทศที่เรียกว่าเป็น “พื้นที่วิกฤตคุณภาพอากาศ” ยังคงมีสารมลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐาน
ข้อเรียกร้องของกรีนพีซมีดังนี้
1. กรมควบคุมมลพิษยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index) โดยใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5 AQI) แทนที่จะใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กว่า 10 ไมครอน (PM 10 AQI) เพื่อความแม่นยำของข้อมูลในการที่จะระบุถึงผลกระทบ ต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ
ดัชนีคุณภาพอากาศที่ใช้อยู่ในประเทศไทยคำนวณโดยเทียบจากมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปของสารมลพิษทางอากาศ 5 ประเภท ได้แก่ ก๊าซโอโซน(O3) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์(CO) เฉลี่ย 8 ชั่วโมง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง และฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง
กรีนพีซเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5 AQI) มากกว่าที่จะใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM 10 AQI) เพื่อความแม่นยำของข้อมูลในการที่จะระบุถึงผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ อันสอดคล้องกับการสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก
2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับประกันว่าภายใต้วิสัยทัศน์ภูมิภาคอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563 (Haze-free ASEAN by 2020) นอกเหนือจากการควบคุมและป้องกันการเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูก ป่าไม้ และพื้นที่สงวนแล้ว จะต้องรับประกันว่าจะมีการติดตามตรวจสอบและรายงานความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) และสารมลพิษทางอากาศอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพอนามัยของประชาชน เช่น โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) โดยสาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
3. รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดกลไกที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในเรื่องภาระชดใช้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตัดสินว่ามีความผิดสำหรับบางกรณีหรือทุกกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากกิจกรรมของบรรษัทอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานของตนซึ่งเป็นผลให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือทำให้บุคคลได้รับความเจ็บป่วย
4. มุ่งมั่นสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยุติยุคถ่านหิน ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่าจนถึง พ.ศ. 2554 มลพิษทางอากาศรวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี หากรัฐบาลเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในประเทศ
5. รัฐบาลต้องส่งเสริมและให้ความสำคัญกับระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่เน้นการปลูกพืชอย่างหลากหลายเพื่อให้สร้างความเกื้อกูลตามธรรมชาติแทนการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรม ยกเลิกการแจกเมล็ดพันธุ์พืชไร่สำหรับการเกษตรเชิงเดี่ยว หรือให้เงินกู้ที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากกว่าการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/right-to-cean-air/
และร่วมลงชื่อได้ที่นี่ครับ
http://bit.ly/1XPljk9
ประชาสัมพันธ์โครงการดีๆ "Right to Clean Air" หรือ "ขออากาศดีๆ ของเราคืนมา" ของ Greenpeace Thailand เพื่อร่วมลงชื่อครับ
ข้อเรียกร้องของกรีนพีซมีดังนี้
1. กรมควบคุมมลพิษยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index) โดยใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5 AQI) แทนที่จะใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กว่า 10 ไมครอน (PM 10 AQI) เพื่อความแม่นยำของข้อมูลในการที่จะระบุถึงผลกระทบ ต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ
ดัชนีคุณภาพอากาศที่ใช้อยู่ในประเทศไทยคำนวณโดยเทียบจากมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปของสารมลพิษทางอากาศ 5 ประเภท ได้แก่ ก๊าซโอโซน(O3) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์(CO) เฉลี่ย 8 ชั่วโมง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง และฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง
กรีนพีซเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5 AQI) มากกว่าที่จะใช้ค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM 10 AQI) เพื่อความแม่นยำของข้อมูลในการที่จะระบุถึงผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ อันสอดคล้องกับการสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก
2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับประกันว่าภายใต้วิสัยทัศน์ภูมิภาคอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563 (Haze-free ASEAN by 2020) นอกเหนือจากการควบคุมและป้องกันการเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูก ป่าไม้ และพื้นที่สงวนแล้ว จะต้องรับประกันว่าจะมีการติดตามตรวจสอบและรายงานความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) และสารมลพิษทางอากาศอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพอนามัยของประชาชน เช่น โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) โดยสาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
3. รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดกลไกที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในเรื่องภาระชดใช้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตัดสินว่ามีความผิดสำหรับบางกรณีหรือทุกกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากกิจกรรมของบรรษัทอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานของตนซึ่งเป็นผลให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือทำให้บุคคลได้รับความเจ็บป่วย
4. มุ่งมั่นสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยุติยุคถ่านหิน ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่าจนถึง พ.ศ. 2554 มลพิษทางอากาศรวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี หากรัฐบาลเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในประเทศ
5. รัฐบาลต้องส่งเสริมและให้ความสำคัญกับระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่เน้นการปลูกพืชอย่างหลากหลายเพื่อให้สร้างความเกื้อกูลตามธรรมชาติแทนการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรม ยกเลิกการแจกเมล็ดพันธุ์พืชไร่สำหรับการเกษตรเชิงเดี่ยว หรือให้เงินกู้ที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากกว่าการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/right-to-cean-air/
และร่วมลงชื่อได้ที่นี่ครับ
http://bit.ly/1XPljk9