สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
เหตุการณ์หนักๆตัองยกให้ตอนผ่าคลอดลูกคนแรกค่ะ ตอนนั้น33วีค+5วัน เป็นผ่าคลอดฉุกเฉิน เพราะเรามีมูกเลือด และปากมดลูกเปิด3ซ.ม.
คืนที่เราต้องผ่าคลอด เราบอกสามีว่า ให้หมอสูติทำยังไงก็ได้ ขอแค่ให้ลูกรอด จะให้เราตายก็ได้ เราเชื่อว่าเค้าจะสามารถเลี้ยงดูลูกได้ เป็นทั้งพ่อและแม่ได้ (ก่อนผ่า หมอบอกเลยว่า ไม่รับรองความปลอดภัยของเด็ก แต่ต้องผ่าออก )
พอเราบอกแบบนั้น สามีเราสวนกลับเลยว่า " พี่รักลูก ไม่ต่างจากที่หนูรัก แต่พี่ไม่มีวันรักใครมากกว่าหนู จะว่าพี่เห็นแก่ตัวก็ได้ ถ้าวันนี้เราต้องเสียลูกไป เราก็มีใหม่ได้ ถ้าไม่ได้ เราก็อยู่กัน2คนไปจนแก่ก็ได้ ตอนนี้เราทำดีที่สุดแล้ว "
หลังจากนั้นก็สามารถผ่าคลอดสำเร็จ ลูกอยู่ตู้อบไป7วัน ใส่สายระโยงระยาง เราทำได้แค่ไปเกาะกระจกดูลูก
นมก็ไม่ออก เราก็ปั๊ม ปั๊มจนออกในอีก2วันถัดมา เจ็บไปหมด อยากร้องไห้มากๆ พยายามกั้นแล้วกั้นอีก บอกตัวเองว่าอย่าร้อง เพราะถ้าร้องเมื่อไร ผช.คนหนึ่งต้องร้องไปกับเราแน่ๆ
เราไม่อยากเห็นน้ำตาเค้าอีกแล้ว
ตอนนี้ลูกชายอายุ 1.10ขวบค่ะ ก็แข็งแรงตามวัย พอนึกย้อนกลับไป เราสามารถหัวเราะได้แบบที่ไม่เคยมาก่อน เหตุการณ์ต่างๆที่เจอมา ทำให้เรารักแม่ รักพ่อ รักสามี รักลูกและรักที่จะมีชีวิตอยู่มากขึ้น เราหันมาดูแลตัวเอง เรามีสติ ใจเย็นขึ้น เราอยากมีชีวิตไปจนเห็นวันที่ลูกเติบโตมีความสุข ไปตามทางที่เค้าเลือก
ทุกวันนี้เรายังจำคำพูดที่สามีบอกเมื่อตอนท้องใหม่ๆได้ เค้าบอกว่า
"ใครไม่รักหนู ก็ช่างเค้าเถอะ เพราะนับจากนี้ไปจะมีผช.2คนที่รักหนูที่สุดในโลก นั่นคือพี่และลูกของเรา "
และตอนนี้เรากำลังท้องแฝดค่ะ สามีดีใจมาก วันที่ซาวด์เจอหัวใจลูก เค้าบอกว่า" จะมีคนรักหนูเพิ่มอีก2คนแล้วนะ"
นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องทั่วๆไปค่ะ แต่ทำให้เราเห็นเลยว่า เค้ารักเรามาก อย่างการที่สามีคอยช่วยทำงานบ้าน ช่วยเลี้ยงลูกให้ทุกครั้งที่ว่างจากการทำงาน โดยที่เราไม่ร้องเอ่ยปาก
บอก เค้าไม่เคยมองว่า เราเอาเปรียบ แต่กลับมองว่าเราเสียสละมากกับการที่ต้องคอยอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำงาน มีสังคม แถมยังชอบให้เราไปช้อปปิ้ง ไปทำผม ทำสปาอีก เพราะกลัวเราเครียด ทั้งๆที่เราเป็นแม่ฟลูไทม์ แต่สามีจะไม่เคยมองว่างานบ้านและลูกเป็นหน้าที่ของเราคนเดียว วันไหนเราเอ่ยปากอยากไปไหน เค้าก็จะพาไป ถ้าตอนนั้นยังไม่ว่าง เค้าก็จะไปดูตารางงานว่าว่างตอนไหน ก็จะพาเราไปตอนนั้น
เดี๋ยวกลางเดือนนี้ก็จะไปนอร์เวย์กันค่ะ
เราก็เคยบอกเค้าว่า "หนูนี่แทบไม่ได้ทำอะไรเลยนะ นอกจากเลี้ยงลูก กับงานบ้านนิดหน่อย เพราะพี่ช่วยตลอด" แต่สามีก็บอก "แค่พวกเราได้เป็นครอบครัวเดียวกันและพี่ได้กินอาหาร
อร่อยๆฝีมือหนูทุกวันก็ไม่อยากได้อะไรแล้ว"
คืนที่เราต้องผ่าคลอด เราบอกสามีว่า ให้หมอสูติทำยังไงก็ได้ ขอแค่ให้ลูกรอด จะให้เราตายก็ได้ เราเชื่อว่าเค้าจะสามารถเลี้ยงดูลูกได้ เป็นทั้งพ่อและแม่ได้ (ก่อนผ่า หมอบอกเลยว่า ไม่รับรองความปลอดภัยของเด็ก แต่ต้องผ่าออก )
พอเราบอกแบบนั้น สามีเราสวนกลับเลยว่า " พี่รักลูก ไม่ต่างจากที่หนูรัก แต่พี่ไม่มีวันรักใครมากกว่าหนู จะว่าพี่เห็นแก่ตัวก็ได้ ถ้าวันนี้เราต้องเสียลูกไป เราก็มีใหม่ได้ ถ้าไม่ได้ เราก็อยู่กัน2คนไปจนแก่ก็ได้ ตอนนี้เราทำดีที่สุดแล้ว "
หลังจากนั้นก็สามารถผ่าคลอดสำเร็จ ลูกอยู่ตู้อบไป7วัน ใส่สายระโยงระยาง เราทำได้แค่ไปเกาะกระจกดูลูก
นมก็ไม่ออก เราก็ปั๊ม ปั๊มจนออกในอีก2วันถัดมา เจ็บไปหมด อยากร้องไห้มากๆ พยายามกั้นแล้วกั้นอีก บอกตัวเองว่าอย่าร้อง เพราะถ้าร้องเมื่อไร ผช.คนหนึ่งต้องร้องไปกับเราแน่ๆ
เราไม่อยากเห็นน้ำตาเค้าอีกแล้ว
ตอนนี้ลูกชายอายุ 1.10ขวบค่ะ ก็แข็งแรงตามวัย พอนึกย้อนกลับไป เราสามารถหัวเราะได้แบบที่ไม่เคยมาก่อน เหตุการณ์ต่างๆที่เจอมา ทำให้เรารักแม่ รักพ่อ รักสามี รักลูกและรักที่จะมีชีวิตอยู่มากขึ้น เราหันมาดูแลตัวเอง เรามีสติ ใจเย็นขึ้น เราอยากมีชีวิตไปจนเห็นวันที่ลูกเติบโตมีความสุข ไปตามทางที่เค้าเลือก
ทุกวันนี้เรายังจำคำพูดที่สามีบอกเมื่อตอนท้องใหม่ๆได้ เค้าบอกว่า
"ใครไม่รักหนู ก็ช่างเค้าเถอะ เพราะนับจากนี้ไปจะมีผช.2คนที่รักหนูที่สุดในโลก นั่นคือพี่และลูกของเรา "
และตอนนี้เรากำลังท้องแฝดค่ะ สามีดีใจมาก วันที่ซาวด์เจอหัวใจลูก เค้าบอกว่า" จะมีคนรักหนูเพิ่มอีก2คนแล้วนะ"
นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องทั่วๆไปค่ะ แต่ทำให้เราเห็นเลยว่า เค้ารักเรามาก อย่างการที่สามีคอยช่วยทำงานบ้าน ช่วยเลี้ยงลูกให้ทุกครั้งที่ว่างจากการทำงาน โดยที่เราไม่ร้องเอ่ยปาก
บอก เค้าไม่เคยมองว่า เราเอาเปรียบ แต่กลับมองว่าเราเสียสละมากกับการที่ต้องคอยอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำงาน มีสังคม แถมยังชอบให้เราไปช้อปปิ้ง ไปทำผม ทำสปาอีก เพราะกลัวเราเครียด ทั้งๆที่เราเป็นแม่ฟลูไทม์ แต่สามีจะไม่เคยมองว่างานบ้านและลูกเป็นหน้าที่ของเราคนเดียว วันไหนเราเอ่ยปากอยากไปไหน เค้าก็จะพาไป ถ้าตอนนั้นยังไม่ว่าง เค้าก็จะไปดูตารางงานว่าว่างตอนไหน ก็จะพาเราไปตอนนั้น
เดี๋ยวกลางเดือนนี้ก็จะไปนอร์เวย์กันค่ะ
เราก็เคยบอกเค้าว่า "หนูนี่แทบไม่ได้ทำอะไรเลยนะ นอกจากเลี้ยงลูก กับงานบ้านนิดหน่อย เพราะพี่ช่วยตลอด" แต่สามีก็บอก "แค่พวกเราได้เป็นครอบครัวเดียวกันและพี่ได้กินอาหาร
อร่อยๆฝีมือหนูทุกวันก็ไม่อยากได้อะไรแล้ว"
ความคิดเห็นที่ 21
ผมกับแฟนคบกันตั้งแต่เรียน ปวช. ปี 1 จนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 3
ตอนนั้นผมเรียนด้วยทำงานด้วย แฟนเรียนอย่างเดียว ที่บ้านแฟนค่อนข้าง
ขัดสน แต่แล้ววันนึงครอบครัวผมก็เกิดเรื่องร้ายขึ้น พ่อแม่ผมโดนคดี
ถูกศาลสั่งจำคุก 15 ปี ผมต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยมาทำงานเต็มตัว
เพื่อหาเงินสู้คดี และดูแลน้องชาย ส่งเสียให้เรียนต่อ ผมตัดสินใจบอกเลิก
กับแฟน เพราะไม่อยากให้เค้าต้องมามีภาระและต้องทนอับอายกับเรา
แฟนผมดึงผมไปกอด เธอร้องไห้ออกมาน้ำตาคลอเบ้า เธอบอกผมว่า
ถ้าผมไม่รักเธอแล้ว เธอก็จะไปโดยไม่ต้องอธิบายอะไร แต่ถ้าจะให้เธอไป
เพียงเพราะตัวผมเจอมรสุมชีวิต เธอยอมไม่ได้ เธอบอกว่าเธอจะคอยอยู่เคียงข้างผม
จะฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน ในเมื่อผมสูญเสียครอบครัว เธอก็จะร่วมสร้าง
ครอบครัวใหม่กับผม ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเธอก็มีคนดี ๆ มีฐานะมาจีบอยู่หลายคน
ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่พ่อแม่ผมต้องรับโทษ (ได้ลดหย่อนโทษ)
เธอจะคอยเป็นธุระไปเยี่ยมเยียนท่านบ่อย ๆ และซื้อซองจดหมายกับแสตมป์
ไปฝากท่าน เพื่อท่านจะได้เขียนจดหมายคุยกับผม ทุกวันนี้เราแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน
มีลูกชายน่ารัก ๆ สองคน ลูกมักจะถามเสมอ ๆ ว่า "ป๊า ๆ ทำไมป๊าต้องรักแม่มากขนาดนี้"
ผมก็จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราผ่านอุปสรรคมาด้วยกันให้ลูกฟัง
ตอนนั้นผมเรียนด้วยทำงานด้วย แฟนเรียนอย่างเดียว ที่บ้านแฟนค่อนข้าง
ขัดสน แต่แล้ววันนึงครอบครัวผมก็เกิดเรื่องร้ายขึ้น พ่อแม่ผมโดนคดี
ถูกศาลสั่งจำคุก 15 ปี ผมต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยมาทำงานเต็มตัว
เพื่อหาเงินสู้คดี และดูแลน้องชาย ส่งเสียให้เรียนต่อ ผมตัดสินใจบอกเลิก
กับแฟน เพราะไม่อยากให้เค้าต้องมามีภาระและต้องทนอับอายกับเรา
แฟนผมดึงผมไปกอด เธอร้องไห้ออกมาน้ำตาคลอเบ้า เธอบอกผมว่า
ถ้าผมไม่รักเธอแล้ว เธอก็จะไปโดยไม่ต้องอธิบายอะไร แต่ถ้าจะให้เธอไป
เพียงเพราะตัวผมเจอมรสุมชีวิต เธอยอมไม่ได้ เธอบอกว่าเธอจะคอยอยู่เคียงข้างผม
จะฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน ในเมื่อผมสูญเสียครอบครัว เธอก็จะร่วมสร้าง
ครอบครัวใหม่กับผม ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเธอก็มีคนดี ๆ มีฐานะมาจีบอยู่หลายคน
ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่พ่อแม่ผมต้องรับโทษ (ได้ลดหย่อนโทษ)
เธอจะคอยเป็นธุระไปเยี่ยมเยียนท่านบ่อย ๆ และซื้อซองจดหมายกับแสตมป์
ไปฝากท่าน เพื่อท่านจะได้เขียนจดหมายคุยกับผม ทุกวันนี้เราแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน
มีลูกชายน่ารัก ๆ สองคน ลูกมักจะถามเสมอ ๆ ว่า "ป๊า ๆ ทำไมป๊าต้องรักแม่มากขนาดนี้"
ผมก็จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราผ่านอุปสรรคมาด้วยกันให้ลูกฟัง
ความคิดเห็นที่ 9
ตอนรถคว่ำค่ะ
ตอนเเรกรถเราเสียหลัก เเฟนเราพยายามประคองรถให้เข้าที่
เเต่ทำไงก็ยิ่งถลาไปถลามา มากกว่าเก่า....รถเลื้อยไปเลื้อยมาเหมือนงูเลยค่ะ
ทีนี้ข้างหน้ามันเหว ถ้ารถตกลงไปตายแน่นอน เเฟนเราหันมาบอกเราว่า..พี่ขอโทษ พี่รักเรานะ
แล้วเค้าก็หยียบเบรค มือก็ปล่อยพวงมาลัยทั้ง2มือเลย ตอนนั้นอารมณ์สละรถแล้วปล่อยลงเหวทำอะไรไม่ได้แล้ว
แล้วโน้มตัวมากอดเราเเน่นๆ เค้าก็บอกอีกว่าเค้าขอโทษๆๆ
ทีนี้ผลจากการเหยียบเบรค รถพลิกคว่ำตีลังกาเลยค่ะ
แต่เราสองคนกะเเฟนไม่เป็นอะไรเลยแม้เเต่นิดเดียว
ตอนรถหมุนๆพลิกๆเราไม่รู้เรื่องเลย มันเร็วมาก แต่พอรู้ตัวอีกที
เรากับเเฟนยืนกอดกัน โดยที่เท้าเราเหยียบประตูฝั่งคนขับ ส่วนบนหัวเราคือ กระจกฝั่งคนนั่งที่เเตก
คือตัวเราคงหลุดออกจากเบาะตอนไหนไม่รู้ เเต่อยู่ในท่าที่เรากอดกันเเน่นเลย
แล้วเเฟนเราก็เรียกๆเรา แล้วเอามือลูบๆๆ ตัวเรา เเล้วก็เรียกเเบบคน ลนๆๆ
เค้ามาบอกที่หลังว่า เค้ากลัวมาก กลัวเราเป็นอะไรไป เพราะรถมันพลิกข้างเราก่อน
จริงๆมันมีหลายเหตุการณ์มากเพราะเรากับเเฟน แอบคบกัน ตั้งเเต่เรียมมัธยม
มีดราม่ามาเรื่อยๆเพราะเด็กกันเกินกว่าที่จะมีลูก มีครอบครัว
จากนิสัยของเค้า ทำให้เรารู้เลยว่าเค้าพยามยามปรับตัวที่จะทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดี
จากวันนั้นที่เราแอบคบกัน มาวันนี้13ปีแล้วค่ะ
ตอนเเรกรถเราเสียหลัก เเฟนเราพยายามประคองรถให้เข้าที่
เเต่ทำไงก็ยิ่งถลาไปถลามา มากกว่าเก่า....รถเลื้อยไปเลื้อยมาเหมือนงูเลยค่ะ
ทีนี้ข้างหน้ามันเหว ถ้ารถตกลงไปตายแน่นอน เเฟนเราหันมาบอกเราว่า..พี่ขอโทษ พี่รักเรานะ
แล้วเค้าก็หยียบเบรค มือก็ปล่อยพวงมาลัยทั้ง2มือเลย ตอนนั้นอารมณ์สละรถแล้วปล่อยลงเหวทำอะไรไม่ได้แล้ว
แล้วโน้มตัวมากอดเราเเน่นๆ เค้าก็บอกอีกว่าเค้าขอโทษๆๆ
ทีนี้ผลจากการเหยียบเบรค รถพลิกคว่ำตีลังกาเลยค่ะ
แต่เราสองคนกะเเฟนไม่เป็นอะไรเลยแม้เเต่นิดเดียว
ตอนรถหมุนๆพลิกๆเราไม่รู้เรื่องเลย มันเร็วมาก แต่พอรู้ตัวอีกที
เรากับเเฟนยืนกอดกัน โดยที่เท้าเราเหยียบประตูฝั่งคนขับ ส่วนบนหัวเราคือ กระจกฝั่งคนนั่งที่เเตก
คือตัวเราคงหลุดออกจากเบาะตอนไหนไม่รู้ เเต่อยู่ในท่าที่เรากอดกันเเน่นเลย
แล้วเเฟนเราก็เรียกๆเรา แล้วเอามือลูบๆๆ ตัวเรา เเล้วก็เรียกเเบบคน ลนๆๆ
เค้ามาบอกที่หลังว่า เค้ากลัวมาก กลัวเราเป็นอะไรไป เพราะรถมันพลิกข้างเราก่อน
จริงๆมันมีหลายเหตุการณ์มากเพราะเรากับเเฟน แอบคบกัน ตั้งเเต่เรียมมัธยม
มีดราม่ามาเรื่อยๆเพราะเด็กกันเกินกว่าที่จะมีลูก มีครอบครัว
จากนิสัยของเค้า ทำให้เรารู้เลยว่าเค้าพยามยามปรับตัวที่จะทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดี
จากวันนั้นที่เราแอบคบกัน มาวันนี้13ปีแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 46
เรากะสามี ทะเลาะกันบ่อยมาก ตั้งแต่ก่อนแต่ง จนถึงหลังแต่ง .. เราเป็นคนใจร้อนมาก สามีเคยดื่มหนักมาก .. ก็รักนะ แต่ทะเลาะกันถึงขั้นเก็บกระเป๋าเดินออก ขับรถจากบ้านสามีที่เชียงใหม่ จะกลับบ้านที่กรุงเทพ ขับมาได้ครึ่งทาง ตัดสินใจหักรถกลับ เพราะเป็นห่วงเค้า .. เป็นอย่างงี้หลายรอบมาก ..
จนวันนึงสามีประสบอุบัติเหตุ จักรยานเสือภูเขาคว่ำ กระดูกคอหัก จบที่พิการตลอดชีวิต ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็น ..
6 เดือนที่ รพ. เริ่มตั้งแต่ขยับอะไรไม่ได้ นอกจากกลอกตาไปมา จนถึงวันที่กระดิกนิ้วโป้งเท้าได้ เรานี่บ่อน้ำตาแตกมาก .. เราสองคนสู้กันมาหนักมาก เราต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่ป้อนข้าว อาบน้ำ (ร่างกายขยับไม่ได้ นอนนิ่งบนเตียงอาบน้ำ ต้องยกทุกส่วน หนักและเหนื่อยมากบอกเลย น้ำหนักเราหายไปสิบกว่าโลในไม่กี่อาทิตย์) แต่เช้าจนถึงเข้านอน .. เค้าสู้หนักมาก พอเริ่มขยับได้ ทำกายภาพหนักสุดๆ .. ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ..
หลังจากวันนั้น ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก .. เหมือนกับว่า มันถึงจุดที่เราคิดว่าเราจะเสียเค้าไป มันกลายเป็นว่า เราเปลี่ยนตัวเองกันทั้งคู่ เข้าใจกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น ใช้เวลาที่ยังมีกันและกันให้คุ้มมากขึ้น ..
มีวันนึงที่แผ่นดินไหวหนักมากที่เมืองที่อยู่ สามีขับรถกลับมาบ้านไม่ได้ แล้วเค้าหมดพลังงาน (ร่างกายใหม่มีปัญหาเรื่องเหนื่อยง่าย) เราโทรหาเค้า บอกให้เค้าจอดรถ แล้วบอกว่าอยู่ตรงไหน ..
เราเดินลุยโคลนผุดจากแผ่นดินไหว ต้องถอดรองเท้าทิ้ง เดินเท้าเปล่าข้ามไปครึ่งเมือง ไปตามหาสามี เพื่อพากลับบ้าน ..
เจออะไรกันมาเยอะมาก มันทำให้เราคิดเยอะขึ้น สู้ด้วยกันมาเยอะ จากจุดนี้มันไม่ถอยละไง ..
ถ้าคนเราอยู่ด้วยกัน แล้วคิดว่า ถ้าพรุ่งนี้อาจจะไม่มีกันและกัน มันทำให้เราคิดถึงทุกนาทีที่อยู่ด้วยกันมากขึ้นจริงๆนะ ..
จนวันนึงสามีประสบอุบัติเหตุ จักรยานเสือภูเขาคว่ำ กระดูกคอหัก จบที่พิการตลอดชีวิต ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็น ..
6 เดือนที่ รพ. เริ่มตั้งแต่ขยับอะไรไม่ได้ นอกจากกลอกตาไปมา จนถึงวันที่กระดิกนิ้วโป้งเท้าได้ เรานี่บ่อน้ำตาแตกมาก .. เราสองคนสู้กันมาหนักมาก เราต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่ป้อนข้าว อาบน้ำ (ร่างกายขยับไม่ได้ นอนนิ่งบนเตียงอาบน้ำ ต้องยกทุกส่วน หนักและเหนื่อยมากบอกเลย น้ำหนักเราหายไปสิบกว่าโลในไม่กี่อาทิตย์) แต่เช้าจนถึงเข้านอน .. เค้าสู้หนักมาก พอเริ่มขยับได้ ทำกายภาพหนักสุดๆ .. ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ..
หลังจากวันนั้น ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก .. เหมือนกับว่า มันถึงจุดที่เราคิดว่าเราจะเสียเค้าไป มันกลายเป็นว่า เราเปลี่ยนตัวเองกันทั้งคู่ เข้าใจกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น ใช้เวลาที่ยังมีกันและกันให้คุ้มมากขึ้น ..
มีวันนึงที่แผ่นดินไหวหนักมากที่เมืองที่อยู่ สามีขับรถกลับมาบ้านไม่ได้ แล้วเค้าหมดพลังงาน (ร่างกายใหม่มีปัญหาเรื่องเหนื่อยง่าย) เราโทรหาเค้า บอกให้เค้าจอดรถ แล้วบอกว่าอยู่ตรงไหน ..
เราเดินลุยโคลนผุดจากแผ่นดินไหว ต้องถอดรองเท้าทิ้ง เดินเท้าเปล่าข้ามไปครึ่งเมือง ไปตามหาสามี เพื่อพากลับบ้าน ..
เจออะไรกันมาเยอะมาก มันทำให้เราคิดเยอะขึ้น สู้ด้วยกันมาเยอะ จากจุดนี้มันไม่ถอยละไง ..
ถ้าคนเราอยู่ด้วยกัน แล้วคิดว่า ถ้าพรุ่งนี้อาจจะไม่มีกันและกัน มันทำให้เราคิดถึงทุกนาทีที่อยู่ด้วยกันมากขึ้นจริงๆนะ ..
แสดงความคิดเห็น
ถามคู่รักค่ะ..ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรที่ผ่านเข้ามาแล้วทำให้คุณรักกันยิ่งขึ้นกว่าเดิม?