ชวนสนทนา : คุณเชื่อหรือไม่ว่าผีมีจริง แล้วคำตอบในเรื่องนี้จะมีประโยชน์กับเราอย่างไร บทที่ 4

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ สำหรับวันนี้ ผมขอชวนทุกท่าน รวมพูดคุยถึงพุทธพจน์ที่เกี่ยวกับจิตนะครับ  

   “จิตนี้ไปสู่ที่ไกลได้ มีสภาพเกิดดับทีละดวง ไม่มีสรีระรูปร่างตัวตน แต่มีคูหาคือร่างกายเป็นที่อาศัย คนเหล่าใดสำรวมจิตได้ ชนเหล่านั้นก็จักพ้นจากบ่วงของมาร “พุทธพจน์ นี้นำมาจาก สังยุตตนิกาย นิทานวัคค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖หน้า๑๑๕

     ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะรู้จักหลวงพ่อพระวิริยังค์หรือพระธรรมมงคลญาณ สิรินุธโร ผู้บุกเบิกสถาบันพลังจิตรานุภาพ ท่านสอนว่า จิตเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่อยู่ในกายเรา ซึ่งก็ตรงกับพุทธพจน์ที่ว่า  ”จิตนี้มีคูหาคือร่างกายเป็นที่อาศัย” และท่านยังใช้คำว่าจิตเป็นพลังงานอีกด้วย
      ซึ่งก็ตรงกับพุทธพจน์ที่ว่า  “จิตนี้ไปสู่ที่ไกลได้” หมายความว่า จิตออกจากร่างกายได้แสดงว่า จิตนี้แม้ว่าจะอาศัยร่างกายเป็นที่อยู่ แต่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกาย  อุปมาเหมือนกับตัวเรามีสภาวะเป็นจิตหรือวิญญาณดวงหนึ่ง  ร่างกายของเราเหมือนกับบ้านหลังหนึ่งแม้ว่าตัวเราจะอยู่ในบ้าน  แต่ตัวเราก็ออกจากบ้านได้ แต่ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเช่นบันได หลังคาฝาห้อง เราก็จะออกจากบ้านไม่ได้ ตัวเราออกจากบ้านได้ฉันใด จิตก็ออกจากร่างกายได้ฉันนั้น  

      สมองนับเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกายของเรา ดังนั้น จิตของเราก็คงจะอยู่ในสมอง เมื่อร่างกายนี้ถึงเวลาต้องตายหมายถึงสมองตายจิตก็จะออกจากสมองเพื่อสร้างร่างกายใหม่คือกายทิพย์ แล้วจิตหรือวิญญาณดวงนั้นก็อาศัยอยู่ในกายทิพย์ อุปมาเหมือนว่าช่างไม้สร้างบ้าน เมื่อวันหนึ่งบ้านตัวเองพังจนอยู่ไม่ได้  เขาก็จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่เพื่ออยู่อาศัยต่อไป ตัวอย่างนี้ไม่สมบูรณ์นัก เพราะช่างไม้สร้างบ้านย่อมต่างกันมากกับที่จิตสร้างกายทิพย์ ทั้งในด้านเวลาและความสวยงาม ตัวอย่างนี้เพียงชี้ให้เห็นว่า  ช่างไม้สร้างบ้านได้ จิตก็สร้างกายทิพย์ได้เช่นกัน ดังพุทธพจน์นี้  

      “ ภิกษุทั้งหลาย เราพิจารนามองไม่เห็นเลยว่าในบรรดาสิ่งวิจิตรทั้งหลาย  จะมีอะไรวิจิตรยิ่งกว่า จิต ภิกษุทั้งหลายความวิจิตรของจิตรกรรมก็ดี  หรือของสัตว์ใดๆก็ดี(มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง)ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นก็เพราะความวิจิตรของจิต จิตซึ่งมีความวิจิตรเป็นอย่างยิ่งนี้ สร้างสรรค์ขึ้น “   ที่มา สํ. ขันธ. ๑๗ / ๑๘๔  

       ในพระไตรปิฏกก็ได้กล่าวไว้ว่า  “ มีอยู่ท่านผู้เจริญ อัตตาอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็น กายทิพย์  มีรูปเป็นกามาพจร มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา”
    เมื่อนำพุทธพจน์ทั้ง๓ บทมารวมกันเราก็จะได้ความรู้ที่ว่า จิตนี้อาศัยสมองเป็นที่อยู่แสดงว่า จิตนี้ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสมอง(คือจิตไม่ได้เป็นเนื้อสมอง) เมื่อเป็นเช่นนี้ จิต กับสมองจึงแยกจากกันได้ซึ่งก็จะตรงกับพุทธพจน์ที่ว่า “จิตนี้ไปสู่ที่ไกลได้” คำว่า”สิ่งวิจิตรทั้งหลายหรือร่างกายที่สวยงามของสัตว์ทั้งหลาย  มนุษย์ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง จิต อันวิจิตรนี้สร้างสรรค์ขึ้นย่อมหมายถึงสร้างร่างกายขึ้นมาในที่นี้ย่อมหมายถึงกายทิพย์นั่นเอง ในคัมภีร์ธรรมบทพระพุทธองค์ยังตรัสไว้อีกว่า “ มโน คือวิญญาณ เป็นรากฐานของสิ่งทั้งหลาย  สิ่งทั้งหลายสำเร็จมาแต่มโน “ คำว่าสิ่งทั้งหลายย่อมหมายถึงทั้งกายเนื้อและกายทิพย์

          ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเคยได้ยินคำโบราณที่ว่า “จิตเป็นนาย  กายเป็นบ่าว” คำนี้แยกจิตกับกายออกจากกันยังยกย่องจิตมีอำนาจเหนือกายอีกด้วย ซึ่งจะเห็นว่าตรงกับพุทธพจน์ เหล่านั้นท่านที่คิดคำนี้ขึ้นมาคงจะได้ศึกษามาจากพุทธพจน์เหล่านั้นนะครับ ซึ่งก็ได้สนับสนุนความจริงที่ว่ากายกับจิตไม่ใช่สิ่งเดียวกันแยกจากกันได้และมีอำนาจเหนือกว่ากันความรู้เหล่านี้จะช่วยอธิบายเรื่องที่ว่าคนเราตายแล้วเกิดอีกได้

      ยังมีพุทธพจน์อีกบทหนึ่งที่แสดงว่าในร่างกายเรานี้มีสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณอาศัยอยู่
       “อันกายของเรานี้ มีรูปประกอบขึ้นจากธาตุทั้งสี่เอากำเนิดมาจากบิดามารดา  เติบโตด้วยข้าวสุกและขนม ต้องฉาบทาลูบไล้ด้วยของหอม ต้องนวดฟั้นบริหารกายอยู่เสมอ เป็นของไม่เทียงมีอันต้องแตกทำลายไปเป็นธรรมดาก็แต่ที่ร่างกายนี้มี   วิญญาณ ของเราอาศัยผูกพันอยู่ “               ที่มาพุทธพจน์  ทีฆนิกาย  สีลขันธวัคค์  พระไตรปิฎกเล่ม๙ หน้า ๑๐๑      

      แต่ถ้าเราคิดว่าไม่มีจิตวิญญาณใดๆที่สร้างกายทิพย์ขึ้นมาใหม่ได้  มีแต่ก้อนสมองที่สั่งการอวัยวะทั้งหมดและเป็นศูนย์รวมความคิดทั้งหมดของเราตั้งแต่เกิดจนตาย อย่างนั้นเมื่อสมองตายชีวิตก็จบกันแค่นั้นก็จะไม่มีชีวิตใดๆกายทิพย์ใดๆเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีก ไม่มีสัตว์นรก ผี เปรต ไม่มีเทพบุตร ไม่มีนางฟ้า เทวดาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะชีวิตเหล่านี้ก็มาจากคนที่ตายแล้วเกิดใหม่ กำเนิดที่แตกต่างย่อมมาจากการกระทำหรือคือกรรมที่ต่างกันนั่นเอง

      อนึ่งเพื่อให้รู้ว่าคำว่า จิต วิญญาณ หรือ มโน เป็นสิ่งเดียวกัน    มีพุทธพจน์รองรับดังนี้
   “ จิต  มโน  มานัส  หทัย  ปัณฑระ  มนายตนะ  มนินทรีย์  วิญญาณ  วิญญาณขันข์  “       ที่มาพุทธพจน์ ธัมมสังคณี๓๔ /๑๐คำเหล่านี้มีความหมายเหมือนกันทั้งสิ้นจะใช้คำไหนก็มีความหมายอย่างเดียวกันและใน      

      คัมภีร์สํยุตนิกาย   พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า  
“ภิกษุทั้งหลาย  สิ่งที่เรียกว่าจิตก็ดี  มโนก็ดี  วิญญาณก็ดีนั้น  เกิดดับทีละขณะทั้งกลางวันและกลางคืน  เมื่อดวงหนึ่งเกิด  อีกดวงหนึ่งก็ดับ”   ที่มาพุทธพจน์  สังยุตตนิกายนิทานวัคค์ พระไตรปิฎกเล่ม๑๖ หน้า๑๑๕  สรุปว่า  จิต หรือ วิญญาณหรือมโน ก็คือสิ่งเดียวกันนะครับ และคำว่า ใจ ซึ่งเป็นคำไทย ก็หมายถึงจิตนั่นเอง    

    หนึ่งในสาเหตุที่คนส่วนมาก ไม่เชื่อว่าคนเราตายแล้วเกิดอีกคือมองไม่เห็น แต่คลื่นโทรศัพท์ซึ่งคนทั้งโลกไม่มีใครมองเห็นแต่เราก็ยอมรับว่ามันมีอยู่จริงเพราะเหตุใด (ใช่ว่าเพราะเราสนใจสังเกตและศึกษาหรือไม่) แต่ผีหรือบางคนเรียกว่าวิญญาณยังมีคนเห็นกันอยู่บ้าง แต่กลับบอกว่าไม่มีเพียงเพราะไม่เห็นกับตา    กายทิพย์ ที่ถูกสร้างมาจากจิตวิญญาณที่อาศัยอยู่ในร่างกายเราดังที่นำพุทธพจน์มาให้ดูนั้น  ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่จิต ก็สามารถสร้างกายทิพย์ขึ้นมาได้เช่นกัน  มีพุทธพจน์ รองรับดังนี้   การฝึกสมาธิจนเกิดอภิญญา   มโนมยิทธิ การเนรมิตกายทิพย์

  “ภิกษุนั้นเมื่อมีจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผุดผ่องไม่มีกิเลส  เครื่องยียวนปราศจากอุปกิเลสทั้งหลาย เป็นจิตอ่อนโยนควรค่าแก่การงาน ดำรงอยู่มั่นคงไม่หวั่นไหวเช่นนั้นแล้ว  ก็น้อมจิตไปเพื่อจะเนรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจ  ครั้นแล้วเธอก็เนรมิตกายขึ้นมาอีกกายหนึ่ง จากกายนี้ได้  ซึ่งกายที่เนรมิตขึ้นมานั้นเป็นกายที่มีรูป  เป็นกายที่สำเร็จด้วยใจ  มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน  มีอินทรีย์สมบูรณ์  (คือมีอายตนะภายในครบทุกอย่าง) มหาราชะ เปรียบเหมือนบุรุษชักไส้ออกจากหญ้าปล้องฉะนั้น”

ที่มาพุทธพจน์สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฎกเล่ม ๙ หน้า๑๐๒  ข้อความที่อ้างมานี้ เป็นพุทธจน์ตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าอชาตสัตรูถึงเรื่องผลแห่งความเป็นสมนะและผลแห่งการปฏิบัติธรรม
(เนื้อหาค่อนข้าวยาว ผมขอต่อที่ความเห็นด้านล่างนะครับ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่