หนังสือ "ของขวัญจากมะเร็ง" ขอความคิดเห็นค่ะ

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆสมาชิกยิ้ม

ดิฉันเคยป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 2 รอบ และรักษาหายแล้วค่ะ ตอนนี้กำลังเขียนหนังสือเล่าประสบการณ์ช่วงที่ป่วย และบทเรียนชีวิตที่ได้รับจากการต่อสู้มาจนหาย และพบชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น อยากส่งต่อกำลังใจให้กับคนป่วยและญาติคนป่วย รวมทั้งคนที่กำลังต่อสู้กับความทุกข์ในชีวิต ดิฉันจะบริจาครายได้ทั้งหมดจากการขายหนังสือหลังหักค่าพิมพ์ให้กับกองทุนเพื่อช่วยผู้ป่วยมะเร็งที่ยากจน
บทนี่เป็นบทแรกของหนังสือที่ยังไม่เสร็จค่ะ อยากขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยติชม เพื่อนำไปปรับปรุงสำหรับบทนี้และการเขียนบทต่อๆไปด้วยค่ะ
ขอขอบคุณมาล่วงหน้านะคะ
นริสสา อมรวิวัฒน์
.......................................................................................................................................................................................................

บทที่ 1
" อย่าปล่อยให้ความกลัวเล็กๆลุกลาม"

ความกลัวที่ฝังลึกในใจ ถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจกลายเป็นควาามเชื่อและกลายเป็นเรื่องจริงในที่สุด
หลายคนคงจะมีญาติผู้ใหญ่เป็นมะเร็ง...เคยบ้างไหมที่คิดว่าสักวันจะถึงคราวของเราบ้าง
สำหรับฉันแล้ว...หวาดวิตกมาก คงเป็นเพราะทั้งคุณย่าและคุณยายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ฉันยังจำได้ดีถึงในวัยเด็กที่ได้ยืนอยู่ข้างเตียงของคุณยาย และเห็นความเจ็บปวดทรมานของท่าน  มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก เมื่อต้องเห็นผู้ที่เรารักเจ็บปวดทรมาน เราหรือแม้แต่คุณหมอก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้เลย ความทรงจำนี้ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉันมาตลอด ทำให้ฉันมักจะตีตนไปก่อนไข้ด้วยความกลัวที่จะเป็นโรคมะเร็ง จึงหมั่นตรวจร่างกายอยู่เสมอ อีกทั้งซื้อพ็อคเก็ตบุ๊คของผู้ป่วยโรคมะเร็งมาศึกษา เพราะสังหรณ์ใจว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะเป็นก็ได้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าลางสังหรณ์จากความกลัวจะเป็นจริงขึ้นมา...

ความกลัวที่เป็นจริง มะเร็ง...เพื่อนใหม่ตัวร้าย
ตอนที่คุณหมอบอกว่าฉันเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3  และมะเร็งได้กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองหลายที่ทั่วร่างกายแล้ว คุณหมอบอกว่าจะต้องให้ยาคีโมเร็วที่สุด  ฉันเข้าใจถึงความรู้สึกของคำว่า “จิตตก” อย่างถ่องแท้ก็ในวันนี้นี่เอง มันวูบไหว ตัวชา เหมือนหัวใจตกไปกองที่พื้น  เฝ้าแต่ถามตัวเองในใจว่า “นี่ฉันเป็นมะเร็งขั้นที่ 3 เลยหรือ และต้องให้คีโมจริงๆ ใช่ไหม”

สิ่งที่ทำให้ฉันไม่ร้องไห้ ไม่ตีโพยตีพาย และไม่ท้อแท้สิ้นหวัง คือ ต่อมมุ่งมั่นของฉันเริ่มทำงาน เหมือนกับหลายๆ เรื่องในชีวิตที่ฉันคิดอยู่เสมอว่า ยิ่งเจอเรื่องยากๆ เราต้องเอาชนะมันให้ได้ มันคือความท้าทายที่ผลักดันให้ฉันลุกขึ้นมาสู้กับโรคมะเร็งดูสักตั้ง และเริ่มวางแผนการรบในใจ แม้จะคาดเดาไม่ได้เลยว่าดีกรีความเจ็บปวดที่จะต้องพบเจอนั้นรุนแรงแค่ไหน จะเหมือนกับคุณย่า คุณยายหรือไม่ คิดอย่างเดียวว่าถึงจะต้องเจ็บต้องปวดแค่ไหน ฉันก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพราะฉันมีคนที่ฉันรักและรักฉันรออยู่อีกมากมาย

แล้วฉันก็พบว่า สิ่งที่เราคิดว่าเลวร้ายหรือน่ากลัว อาจมีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่ในนั้น เพียงแค่เรามองมันจากอีกมุมหนึ่ง
ช่วงที่ให้ยาคีโมเข็มที่สองผมของฉันเริ่มร่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่สระผม เส้นผมจะหลุดออกมาเป็นกำๆ มันเป็นความรู้สึกแย่มากสำหรับผู้หญิงที่เคยสดใสต้องมาเห็นสภาพตัวเองที่โทรมลงทุกวัน ฉันจึงตัดใจโกนผม เพราะไม่อยากรอดูว่าวันนี้ผมจะร่วงกี่กำ และจะหมดศีรษะเมื่อไหร่  ในที่สุดฉันก็อยู่ในสภาพของผู้หญิงที่ไม่มีผม


ใช่...ฉันดูเหมือนคนป่วยเป็นมะเร็งขั้นหนักขึ้นมาในทันที แต่เชื่อหรือไม่ว่าสามีกลับมีมุมมองที่ต่างไป เขาบอกว่า “ที่ผมร่วงเยอะขนาดนี้ แสดงว่ายาคีโมกำลังทำงาน มันกำลังทำลายเซลล์มะเร็งอยู่นะ” เพียงแค่ประโยคเดียวเท่านั้น ทำให้สติที่แตกกระเจิงของฉันมั่นคงขึ้นอีกครั้ง ด้วยมุมมองใหม่ที่ทำให้การหัวโล้นไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
จริงซิ... เราควรมองว่ายาคีโมเหมือนเป็นทหารเอกของเราที่ช่วยเรากำจัดศัตรูตัวร้าย เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็ทำใจให้ยอมรับผลข้างเคียงของยาคีโมได้อย่างเต็มใจ

หลังจากที่ฉันพิชิตความกลัวผมร่วงไปได้แล้ว ความกลัวครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว ความกลัวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ คือ ความกลัวเชื้อโรค
ฟังดูแล้วก็ไม่น่ากลัวสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่สำหรับฉันแล้ว มันทำให้ฉันหวาดผวากับทุกสิ่งรอบตัวราวกับคนโรคจิตก็ว่าได้

ฉันเป็นคนมุ่งมั่น ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด จริงๆ นิสัยนี้ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่คงไม่ดีนัก ถ้ามันมีมากเกินไปแบบสุดโต่ง จนกลายเป็น “คนบ้าความสมบูรณ์แบบ”
เพราะความมุ่งมั่นนี้ได้นำมาซึ่งความหวาดระแวงและความกลัวทุกสิ่งที่จะทำให้ไม่บรรลุถึง
เป้าหมาย  เนื่องจาก คุณหมอเคยบอกว่า ระหว่างที่ให้ยาคีโมจะมีช่วงที่เม็ดเลือดขาวตกมาก และจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย ทำให้ฉันระวังตัวมาก แต่...มากจนเกินไป ถึงขั้นไม่กล้าออกไปไหน หากจำเป็นต้องออกข้างนอกก็จะใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด แทบจะปิดอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ใส่หมวก ใส่ถุงเท้ารองเท้าผ้าใบ ราวเป็นนักบินอวกาศ เพราะรู้สึกว่าโลกรอบตัวมีแต่เชื้อโรค จะหยิบจับอะไรก็กลัวหมดทุกอย่าง ขนาดทำปากกาหล่นพื้นยังต้องใส่ถุงมือก่อนถึงจะเก็บปากกาได้ แม้จะระวังแค่ไหน ในที่สุดฉันก็ติดเชื้อจนได้ในช่วงหลังจากที่ได้รับยาคีโมเข็มที่สอง ตอนนั้นติดเชื้อราที่เหงือก นับแต่นั้นมาฉันก็หวาดระแวงมากขึ้น พร้อมเพิ่มระดับความระมัดระวังขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทั้งอาหาร และชีวิตประจำวัน สิ่งที่ท่องไว้ในใจเสมอ คือ ช่วงที่ให้ยาคีโม ฉันจะป่วยไม่ได้ เป็นหวัดไม่ได้ ติดเชื้ออะไรไม่ได้ทั้งนั้นเพราะถ้าป่วยก็ต้องเลื่อนการให้ยาคีโมออกไปซึ่งจะทำให้ตารางการรักษาที่
วางไว้คลาดเคลื่อนไปหมด เป้าหมายเดียวที่วางไว้คือ ต้องรับยาคีโมให้ตรงตามที่คุณหมอกำหนดทุกครั้ง เพื่อพิชิตมะเร็งให้ราบคาบ

จากความระมัดระวังตัวที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนกลายเป็นความกลัวที่เข้ามาควบคุมชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัว ฉันตีกรอบชีวิตตัวเองให้แคบลงเรื่อยๆ ในที่สุดแล้วฉันก็รับยาคีโมได้ตรงตามเวลาที่วางไว้จนครบ แต่ในเวลาเดียวกัน ฉันก็แทบเป็นบ้า
จากเลิกทำงาน เลิกออกนอกบ้าน ตอนหลังถึงกับเลิกออกไปเดินเล่นในสวนหลังบ้านเพราะกลัวเชื้อโรคจากนก

การที่เราค่อยๆ ตีกรอบให้ตัวเราอยู่ในนั้น  ทำให้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอและเริ่มรู้สึกกลัวทุกอย่างรอบๆ ตัว พอเราปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ ยิ่งทำให้เราบีบตัวเองแคบลงเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งที่เรากลัวทุกอย่างไปหมดแล้ว  เหมือนเป็นไข่ในหิน ต้องอยู่ในหลอดแก้ว
ในช่วงของการให้ยาคีโมเข็มที่ 5 ฉันเริ่มเจ็บคอและกลืนอาหารลำบากเพราะผลข้างเคียงของยาทำให้เยื่อบุในปาก และในคออักเสบ วันหนึ่งนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวที่บ้าน ก็คิดขึ้นมาว่าหากข้าวติดคอจนทำให้ไม่มีอากาศหายใจแล้วตายไปจะทำยังไง ความคิดนี้ไม่รู้มาจากไหนและมาได้ยังไง แต่มันทำให้ฉันกลัวการกินอาหารมาก เวลากินข้าวที่โรงพยาบาลก็ต้องให้พยาบาลมานั่งเป็นเพื่อน ไม่กล้านั่งกินคนเดียว กลัวว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีใครช่วยทัน กินข้าวจานหนึ่งใช้เวลากินสองชั่วโมง เพราะค่อยๆ เคี้ยวจนข้าวละเอียดมากแล้วค่อยกลืน

ไม่น่าเชื่อว่าความกลัวมันมีพลังมากมายขนาดนี้
ในที่สุดฉันต้องปรึกษาจิตแพทย์ จิตแพทย์ต้องให้ยาคลายความเครียดมาหลายขนาน เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวล นี่นอกจากมะเร็งแล้วฉันเกือบได้โรคจิตแถมมาอีกโรคด้วยหรือ

บางครั้งคนที่รักและหวังดีกับเรา อาจจะเตือนเราด้วยคำพูดแรงๆ ที่เราไม่อยากฟัง แต่สิ่งนั้นทำให้ฉันฮึดสู้ พิชิตความกลัวได้อีกครั้ง ด้วยแรงผลักดันของเพื่อนรัก
ระหว่างที่ทำการรักษากับจิตแพทย์อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังหวาดผวากับการกินอาหารอยู่ทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนรักมาเยี่ยม เค้าคงเห็นสภาพที่ย่ำแย่ของฉันจนพูดอะไรไม่ออก วันนั้นเค้าดูโกรธๆ ก่อนกลับเค้าแค่พูดว่า “แอ้มุ่งมั่นมาตลอด ทำทุกอย่างเพื่อที่จะกำจัดมะเร็งออกจากชีวิต ทนทรมานกับการให้คีโมจนถึงเข็มสุดท้าย ถ้าแอ้จะทำไม่สำเร็จเพราะความกลัว และยอมอดข้าวตาย เราก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร” มันเหมือนมีอะไรมาปลุกให้ตื่นจากวังวนของความกลัว ว่าถึงเวลาแล้วที่สิ่งเหล่านี้จะต้องจบสิ้นซะที เพียงเราทำใจกล้าเอาข้าวเข้าปากและกลืนลงไป เราก็จะกลับมากินข้าวได้อีกครั้ง ซึ่งก็เป็นจริง เพราะเมื่อฉันก้าวข้ามความกลัวนี้ไปได้ทีละนิดๆ การให้คีโมเข็มสุดท้ายสิ้นสุดลงพอดี

6 เดือนหลังจากที่สามารถรักษามะเร็งให้หายในรอบแรก ก็ตรวจพบว่ามะเร็งกลับมาอีกครั้ง เมื่อรู้ว่ามะเร็งกลับมา ฉันไม่ตื่นตระหนก พยายามทำจิตใจให้สบาย และปล่อยวางความมุ่งมั่นที่มากจนสุดโต่งให้ลดลงเสียบ้าง
เพื่อให้ชีวิตจากนี้ไปมีความสุข แม้จะต้องสู้กับมะเร็งอีกครั้ง ตอนรักษามะเร็งในรอบแรก ร่างกายต้องรับความทุกข์จากผลข้างเคียงของยาคีโมยังไม่พอ ตัวเราเองยังซ้ำเติมตัวเองให้ใจไม่มีความสุขไปด้วย ไม่เอาแล้ว พอกันที

ฉันรับมือกับมะเร็งครั้งที่สองด้วยทัศนคติใหม่ ไม่ยอมให้ความกลัวมาจำกัดเราให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และมาปิดกั้นเราจากความสุขที่เคยมี เราต้องกล้าที่จะใช้ชีวิตให้เหมือนคนปกติให้มากที่สุด ท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นผลพวงจากการรักษา
การรักษารอบที่สองต้องใช้ยาคีโมที่แรงกว่ารอบแรกหลายเท่า เรียกว่าแรงที่สุดเลยก็ว่าได้สำหรับโรคมะเร็งที่ฉันเป็น ฉันต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อในช่วงที่ภูมิคุ้มกันลดลงเหลือศูนย์และมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมากมาย
แต่ระหว่างการรักษาครั้งที่สองคุณหมอยังบอกว่า ฉันกลับมารักษาแบบ “หนังคนละม้วน” ครั้งนี้อะไรที่หมอบอกว่าสามารถทำได้ฉันก็จะทำหมด ถ้าอะไรที่อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแต่ทำแล้วเรามีความสุข เราก็แค่ทำมันอย่างระมัดระวัง มากขึ้นหน่อย แต่ไม่ใช่ไม่ยอมทำมันเลย เช่น
ฉันกล้าลงไปเดินหรือวิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ ที่สวนในบ้านและไปที่สวนสาธารณะบ้าง  ไม่กลัวการติดเชื้อจากนกนานาพันธุ์ที่อยู่ในสวน แค่หลีกเลี่ยงไม่เข้าไปใกล้มันก็พอ

เมื่อฉันกล้าที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระมากขึ้น ทำให้หลายสิ่งที่ตัวเองกำหนดไว้ว่า “เราทำไม่ได้ เราไม่ควรทำ” สลายไป และเริ่มคิดทำอะไรที่เติมความสุขทางใจให้ตัวเองได้อีกหลายอย่าง เช่น สนุกกับการแต่งตัวที่แอบคิดเอาเองว่าเป็น “Cancer Chic Style” คือไหนๆ ผมร่วงจนหัวล้านไปแล้วก็เลยซื้อวิกผมมา 4 ทรง 4 สไตล์ ตั้งแต่สั้นเปรี้ยว ไปจนถึงยาวเซ็กซี่ แถมด้วยผ้าโพกผมหลากสี แบบเก๋ๆ ทำให้แต่ละวันได้คิดว่าจะแต่งตัว แต่งหน้าแนวไหนดีให้เสื้อผ้าหน้าผมเข้ากัน และเปลี่ยนแนวไปได้เรื่อยๆ ฉันกลับมารู้สึกดีกับตัวเอง เอาเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าสวยๆ ที่เก็บเข้ากรุไปตั้งแต่เป็นมะเร็งรอบแรกเอามาใช้อีกที
การรักษารอบสองในช่วงที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในห้องปลอดเชื้อที่โรงพยาบาล ฉันเลิกเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเหมือนรอบแรก คราวนี้ ฉันเลือกนัดเพื่อนหลากหลายกลุ่มออกไปกินข้าวและเฮฮากันตามร้านสวย ๆบรรยากาศดีๆ ได้กินของชอบอร่อยๆ แค่เพียงเลือกร้านที่มั่นใจในความสะอาดและเลือกสั่งอาหารที่ปรุงสุกแล้วบางวันก็ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า แต่เลือกไปตอนห้างเพิ่งเปิด และมักจะไปวันธรรมดา เพราะคนมาเดินห้างน้อยจนไม่ต้องกังวลว่าจะไปติดเชื้อโรคจากใคร

ฉันรู้เลยว่า เมื่อจิตใจเข้มแข็งและเป็นอิสระ เราสามารถที่จะต่อสู้กับทุกอย่างได้อย่างมีความสุข
ถ้าเราลองคิดดูดีๆ ชีวิตเรามีทางเลือกเสมอ ถ้าใจเรากล้าที่จะคิด ไม่ว่าเราจะมีข้อจำกัดอะไรก็ตาม
จริงๆ แล้วร่างกายของฉันตอนได้รับการรักษามะเร็งครั้งที่สองทรุดโทรมกว่ารอบแรกด้วยซ้ำ เพราะได้รับยาคีโมที่รุนแรงมากกว่า และมีผลข้างเคียงเยอะมากเช่นกัน แม้ร่างกายจะอิดโรย แต่ฉันกลับไม่ทุกข์ ไม่เครียด และไม่กลัวอีกต่อไป นึกถึงแต่สิ่งที่จะสร้างความสนุก และความสุข จนแทบจะลืมโรคร้ายไปเลย ส่งผลให้การรักษาผ่านไปได้ด้วยดี

การได้ลองเผชิญหน้ากับความกลัวแทนที่จะหลบหนีมัน ทำให้ความกล้าหาญในหัวใจแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้เมื่อกลัวอะไรก็ตาม...ฉันจะไม่หนีมันอีกต่อไป แต่จะหาวิธีอยู่กับมันให้ได้อย่างเป็นสุข
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่