เวลาคุณซื้อรถป้ายแดง คุณซื้อประกันชั้น 1 ซ่อมห้างแบบไม่ลังเล แต่กับประกันสุขภาพสักฉบับ กลับคิดดูก่อน ยังไม่ป่วย!

เวลาเราซื้อรถยนต์คันใหม่ เราแทบจะไม่ลังเลเลยที่จะเจียดเงินก้อนโตซื้อ ติดฟิล์มกันรอยรอบคัน  และทำ "ประกันภัยชั้น 1"
รอยขีดข่วนนิดเดียว... เคลมได้
เฉี่ยวชนเบาๆ... เคลมได้
เรายอมจ่ายเงินหลักหมื่นทุกปี เพื่อแลกกับความ "อุ่นใจ" ให้กับรถเหล็กสี่ล้อ

แต่พอเป็น "ร่างกาย" และ "สุขภาพ" ของเราเอง... ซึ่งเป็นสุดยอดเครื่องยนต์ที่มีชีวิต เป็นเครื่องจักรเดียวที่หาเงินมาซื้อรถคันนั้น
เรากลับลังเล...

----
เวลาคุยเรื่องประกันสุขภาพทีไร หลายคนมักจะเบือนหน้าหนีด้วยเหตุผลยอดฮิตที่เรามักจะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันได้เสมอครับ เช่น;

"เบี้ยแพงไปหน่อย" - รู้สึกว่าเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนหรือหมุนทำอย่างอื่น น่าจะคุ้มกว่า

"มีสวัสดิการอยู่แล้ว" - มีบัตรทอง มีประกันสังคม หรือสวัสดิการออฟฟิศอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องจ่ายซ้ำซ้อน

"ฉันยังแข็งแรง" - มั่นใจในวัยและสังขาร โรคร้ายเป็นเรื่องไกลตัว (ซึ่งในห้องตรวจมะเร็ง... หมอเจอคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ ครับ)

"อ่านกรมธรรม์แล้วปวดหัว" - เงื่อนไขยุบยับ ศัพท์แสงซับซ้อนจนพาลขี้เกียจทำความเข้าใจ

"รู้สึกเหมือนเอาเงินไปทิ้ง" - จ่ายเบี้ยทิ้งทุกปี ถ้าไม่ป่วยก็แปลว่าขาดทุนสิ

ฟังดูมีเหตุผลในมุมของการจัดสรรเงินในกระเป๋านะครับ
แต่ในมุมของหมอที่ดูแลคนไข้โรคร้ายแรงมาตลอด... หมออยากกระซิบว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตอนที่เราหาเงินไม่ได้ครับ แต่เป็นตอนที่เราต้องใช้เงินก้อนใหญ่รักษาชีวิตต่างหาก

---
ลองนึกภาพดูสิครับ...

สุขภาพของเรา ราคาแพงกว่ารถซูเปอร์คาร์หลายเท่าตัวนัก
ถ้ารถพัง... เราแค่จอดซ่อม นั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน
แต่ถ้า "ร่างกาย" พัง... เราออกไปทำงานไม่ได้ รายได้หยุดชะงักทันที ในขณะที่บิลค่ารักษาพยาบาลจะวิ่งสวนทางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
และคนที่ต้องรับภาระหนักที่สุดเมื่อเราไม่มีเงินเก็บสำรอง... ก็คือ "ครอบครัว" ที่เรารักนั่นแหละครับ

---
การมีประกันสุขภาพ หรือประกันโรคร้ายแรงติดตัวไว้


เราไม่ได้ซื้อเพราะเรา "อยากป่วย" นะครับ
แต่เราซื้อเพราะเราต้องการ "ทางเลือก" และ "ความรวดเร็ว" ในการเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุดในยามคับขัน

มันคือการผลักภาระความเสี่ยงก้อนโต ไปให้บริษัทประกันช่วยแบกรับแทน
แถมยังเป็นกุศโลบายชั้นดี ที่ทำให้เรากล้าเดินเข้าโรงพยาบาลไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสบายใจ เพราะรู้ว่ามีคนคอยซัพพอร์ตอยู่ข้างหลัง

---
สำหรับใครที่งบจำกัด หรือยังมึนงงกับแผนประกันเป็นร้อยๆ แบบ... ไม่ต้องรีบร้อนครับ

ค่อยๆ ศึกษา ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือตัวแทนที่เราไว้ใจได้ กางข้อมูลเปรียบเทียบกันดู

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแผนที่แพงที่สุด หรือครอบจักรวาลที่สุด
แต่เริ่มจากแผนที่พอดีกับกระเป๋าตังค์เรา และช่วยอุดรอยรั่วความเสี่ยงก้อนใหญ่สุดให้เราได้ก็พอ

อย่าลืมนะครับ...
ดูแลรักษารถยนต์อย่างดีแล้ว อย่าลืมหันกลับมาดูแล "คนขับ" ให้ดีกว่ารถด้วยนะครับ ยิ้ม

หมอเคยเล่าเรื่องประกันสุขภาพ และเรื่องบัตรทอง ดูในคอมเม้นต์

#รักษามะเร็งกับหมอชวลิต
#รถยนต์มีประกันชั้นหนึ่งแล้วชีวิตเราล่ะคุ้มครองหรือยัง

คุณหมอชวลิต
Chawalit Lertbutsayanukul
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่