หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการ กรณีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอแนวทางปรองดอง เช่น ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ถอนฟ้องคดีความผิดเล็กน้อยหรือมีเจตนาไม่ร้ายแรง ออก พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.รอการกำหนดโทษเพื่อให้คดีสิ้นสุด แต่จะไม่รวมคดีทุจริต คดีมาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์
พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปัจจุบันเรามี พ.ร.บ.หรือกฎหมายอาญารองรับเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้น กฎหมายลักษณะชะลอการลงโทษจะเป็นการก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษา ซึ่งโดยปกติผู้พิพากษาจะมีการวางข้อกำหนดไว้อยู่แล้ว เช่น ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ ห้ามชุมนุมทางการเมือง ห้ามติดต่อกับใคร ห้ามเข้าเขตกำหนด เป็นต้น ภาษากฎหมายเรียกว่าวิธีการเพื่อความปลอดภัยอันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในกฎหมายอาญาอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่ง การออกกฎหมายในลักษณะนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการชุมนุมทางการเมือง คือแค่เพียงยอมรับว่าตนได้กระทำผิดไปแล้วก็จะได้รอการกำหนดโทษ ไม่จำเป็นต้องขึ้นศาล จึงเป็นการส่งเสริมให้มีการปิดสถานที่ราชการ ปิดสนามบิน ดาวกระจาย ชัตดาวน์ให้คนเดินทางไม่ได้ เป็นอุปสรรคต่อสาธารณะ ต่อคนจำนวนมากที่จะได้รับการคุ้มครอง เช่น อนาคตมีการชุมนุมไปปิดรถไฟฟ้า ปิดสถานีขนส่ง ปิดสนามบิน แล้วแกนนำไปยอมรับการกระทำทีหลัง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะเป็นจำนวนมาก นี่ยังไม่นับรวมกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลหากมีการกระทำเช่นนี้
การชุมนุมหากพูดในทางประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผย โดยที่ไม่มีคนเดือดร้อน เป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตยที่นานาประเทศรับได้อยู่แล้ว แต่ว่าถ้าถึงขั้นที่บอกว่าไปปิดที่นั่นที่นี่สุดท้ายมายอมรับก็ถือว่าไม่มีความผิด มารอกำหนดโทษ จะทำให้ต่างประเทศมองว่ากฎหมายนี้ส่งผลให้เกิดการใช้สิทธิที่กว้างเกินตามระบอบประชาธิปไตยปกติ
ขณะที่ส่วนของการนิรโทษกรรมกับสิ่งที่ กมธ.ชี้แจงนั้นถือว่าเป็นคนละอย่างกัน เพราะสิ่งที่พูดออกมานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีปรากฏอยู่ อีกทั้งยังมีการกำหนดฐานความผิด ในขณะที่การนิรโทษกรรมคือ ไม่ว่าจะมีความผิดอะไรก็แล้วแต่ก็นิรโทษกรรม เป็นการยกเว้นความผิดใดความผิดหนึ่งที่เกิดขึ้น โดยสภาสามารถนิรโทษกรรมได้ และเป็นเรื่องที่ไม่ได้กำหนดฐานความผิดไว้ อีกทั้งไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องมายอมรับว่ากระทำหรือไม่กระทำ ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าห้ามนิรโทษกรรมเรื่องวางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นต้น
อีกประเด็นคือ การนิรโทษกรรมนั้นเป็นการนิรโทษในความผิดที่เกิดขึ้นไปแล้ว ในขณะที่กรณีนี้เป็นสิ่งที่ชอบกลอยู่ เพราะส่วนตัวเห็นว่าจะเป็นการออกเพื่อการกระทำในอนาคตมากกว่า อันเป็นการส่งเสริมให้ใช้สิทธิทางประชาธิปไตยเกินขอบเขต และทำให้กฎหมายอาญาที่มีอยู่นั้นไม่เป็นผล อีกทั้งการที่จะนิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมนั้นสามารถทำได้ในหลายวิธี หลายรูปแบบ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายในลักษณะนี้
ส่วนตัวผมคิดว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายอาญาปกติ พ.ร.บ.ต่างๆ ที่พูดถึงการชุมนุม หรือดุลพินิจของศาลในการควบคุมมากกว่า
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.รอการกำหนดโทษของ สปท.ที่ออกมา ถ้าเราดูเฉพาะเนื้อหาแทบไม่มีความแตกต่างจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ออกมาในช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คือการนิรโทษให้กับผู้ชุมนุมทั่วไป แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเนื้อหานี้จะระบุให้แกนนำพ้นความผิดด้วยหรือเปล่า
ความจริงแล้วเราควรจะนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองมาตั้งนานแล้ว เราไม่ควรจะเอาผิดเขา เพราะเขามาเนื่องจากมีแรงจูงใจทางการเมือง ไม่ควรต้องรับผิดทางอาญา การที่มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ.รอการกำหนดโทษ หรืออะไรก็ตาม ควรจะออกมาได้ตั้งนานแล้ว แต่การที่มาออกในช่วงนี้ในรัฐบาลนี้ ผมคิดว่าเพราะมันง่าย ถ้าไปออกในรัฐบาลปกติเราก็จะเห็นกระบวนการที่จะมีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล การออกตรงนี้น่าจะง่ายกว่า และผมไม่แน่ใจว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าอยากจะปรองดองด้วยหรือเปล่า แต่ก็ยังไม่แน่ใจเพราะมีอีกหลายกรณีที่อาจจะไม่เข้าข่าย เช่น การวางเพลิง เป็นต้น
ผมว่าจริงๆ ต้องการเป็นแบบทั่วไป แบบที่มีหลายคนเสนอคือ ทุกการกระทำที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง ควรจะได้รับการยกเว้น หรือหยิบยกมาพิจารณาใหม่ว่าควรจะต้องใช้กฎหมายปกติหรือไม่ เพราะไม่ได้เกิดจากเจตนาชั่วร้าย หรือเจตนาที่จะกระทำความผิดตามทฤษฎีของกฎหมายอาญา เพราะถ้าเกิดมายกเว้นการกระทำบางอย่าง แต่ว่ามีเจตนาภายในที่เหมือนกัน ผมก็ว่ามันค่อนข้างแปลก
พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.รอการกำหนดโทษของ สปท.ที่ออกมา ผมคิดว่าควรจะต้องทำให้ผู้ชุมนุมธรรมดาทุกฝ่าย ไม่พูดถึงแกนนำพ้นจากความผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับร่างนี้ ผมคิดว่าร่างที่ออกมาจะต้องครอบคลุมกับกิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่าเหตุจูงใจทางการเมือง
เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
กฎหมายรอการกำหนดโทษมีความพยายามทำมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ต้นปี 2558 เพื่อสร้างความปรองดอง กฎหมายประเภทนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการสร้างความปรองดองในระยะเปลี่ยนผ่านที่หลายๆ ประเทศพยายามทำอยู่ ประสบการณ์ในหลายประเทศก็มีการใช้เครื่องมือนี้ในการทำให้เกิดกระบวนการปรองดองได้ แต่ก็ต้องมีความรอบคอบว่ากฎหมายฉบับนี้จะเกิดขึ้นมาในลักษณะไหน
โดยทั่วไปกฎหมายที่ว่าควรเกิดขึ้นจากความเห็น หรือความต้องการของภาคีความขัดแย้ง จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อภาคีความขัดแย้งทั้งหลาย นปช. กปปส. พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในอดีต ได้มีพื้นที่เข้ามาพูดคุยกันว่ามีอะไรบ้างที่ควรได้รับการรอการกำหนดโทษ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ภาคีความขัดแย้งยอมรับได้ว่า หากมีการยอมรับในการกระทำความผิดไปแล้วก็ควรจะรอการกำหนดโทษได้ และเงื่อนไขอื่นๆ ที่ตามมา ควรกำหนดโดยภาคีความขัดแย้งที่คนในสังคมมีส่วนร่วม เราจึงนำความต้องการเหล่านั้นไปร่างให้เป็นกฎหมาย นี่คือกระบวนการโดยทั่วไป
เกี่ยวกับกฎหมายนี้ เห็นมีคนพูดถึงมาตรา 44 อีกแล้ว รู้สึกจะใช้กันพร่ำเพรื่อ ไม่รู้ว่าพูดเหมือนเป็นแผ่นเสียงตกร่องหรือเปล่า แต่เราไปบังคับให้คนปรองดองไม่ได้ บังคับให้คนสำนึกผิดไม่ได้ คนเราจะยอมรับผิดก็ต่อเมื่อรู้สึกผิดจริงๆ เสียใจกับสิ่งที่ทำจริงๆ และยอมรับผิด กระบวนการให้อภัยคือ ผู้สูญเสีย ผู้ได้รับผลกระทบเต็มใจที่จะให้อภัยกับผู้ที่ยอมรับความผิด กระบวนการเหล่านี้เกิดได้ต่อเมื่อมีพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึกซึ่งกันและกัน ไม่ใช่วิธีการสั่งหรือใช้กฎหมายบังคับ
ด้วยความที่ยังไม่ได้เป็นร่างกฎหมายออกมา เพียงแต่เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึง ต้องดูเงื่อนไขที่จะเข้าข่ายต้องมีความชัดเจนว่าอยู่ในระดับไหนด้วยเหตุผลอะไร สามารถชี้แจงให้คนในสังคมเข้าใจได้ ถ้าไม่มีความชัดเจนแล้วยกมาเป็นกรณี โอกาสที่จะได้รับความร่วมมือจากภาคีความขัดแย้งทุกฝ่ายพร้อมกันน่าจะยาก และอาจดูเหมือนเป็นการเอื้อประโยชน์หรือเอื้ออำนวยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้ร่างกฎหมายต้องระวังเรื่องพวกนี้ แทนที่จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำให้เกิดการปรองดอง อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นก็ได้
ทางทฤษฎีและหลักการทั่วไป กรณีที่เป็นการทำผิดกฎหมายอาญา ความผิดต่อชีวิตและทรัพย์สิน ในหลักสากลก็ให้มีการรอการกำหนดโทษได้ ในต่างประเทศมีตัวอย่างให้เห็น แต่เราต้องเข้าใจว่าวิธีนี้เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งในกระบวนการปรองดอง ยังมีกระบวนการอื่นอีกหลายอย่างต้องทำควบคู่กันไป เช่น เปิดพื้นที่ในการพูดคุยอย่างกว้างขวางต้องเกิดก่อนการออกกฎหมาย
ถามว่าคอนเซ็ปต์ของ สปท.ตรงกับหลักสากลไหม ก็ตรงกับหลักสากล แต่หลักสากลเหล่านั้นต้องประยุกต์ใช้กับบริบทสังคมที่ผ่านไปด้วย เช่น เหตุการณ์บางอย่างทำให้เกิดความเศร้าโศกของคนในประเทศมากๆ แต่กฎหมายออกมาเพื่อระงับโทษเหล่านั้นในทันที หรือในระดับที่คนในสังคมรับไม่ได้ ก็จะเป็นไปไม่ได้ ต้องดูบริบทด้วย
กฎหมายใดๆ ก็ตามแต่ที่มีลักษณะของการนิรโทษหรืออภัยโทษ ต้องมีเส้นใต้ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดจุดหนึ่งจนถึงวันที่เท่าไหร่ขีดเส้นใต้
ไป ผู้ที่กระทำความผิดในช่วงนั้นจะได้รับการอภัยโทษหรือนิรโทษตามกฎหมายนี้ ไม่มีการเปิดไว้ให้ทำต่อไปในอนาคต ถ้าเปิดต่อในอนาคตก็เป็นการยกเลิกกฎหมายบางอย่างเท่านั้นเอง ต้องมีเวลาเฉพาะเจาะจง
ในทางทฤษฎีพื้นฐานแล้ว ผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ควรได้รับการอภัยหรือนิรโทษก่อน บรรดาผู้เข้าร่วมกิจการที่ทำโดยความตั้งใจที่สุจริตต้องได้รับก่อน บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องน้อย มีอำนาจน้อยก็ต้องได้รับการอภัยโทษก่อน ผู้ที่มีอำนาจมากมีความเกี่ยวพันมากก็มีเงื่อนไขมากขึ้นต่อไป แต่ถามว่าจะไประงับสิทธิอะไรนั้นผมตอบแทนคนอื่นไม่ได้
การรีบออกกฎหมาย ถ้าออกมาแล้วใช้ไม่ได้จะรีบออกไปทำไม ผมเห็นด้วยกับการออกกฎหมายประเภทนี้ แต่ต้องอยู่ในกระบวนการที่มีภาพชัดเจนว่า เราออกกฎหมายฉบับนี้เพราะเป็นความเห็นพ้องต้องกันแล้วของคนในสังคมและฝ่ายที่ขัดแย้งกันในอดีต ว่าเราจะเอากฎหมายนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้เกิดการให้อภัยกัน ถ้าอยู่ๆ ออกกฎหมายเลย ผมคิดว่าจะเป็นกฎหมายที่ใช้ไม่ได้ เช่น อยู่ๆ ผมยืนยันว่าผมไม่ผิด แต่คุณบอกว่าผมผิดก็ไม่ได้ ถ้าผมไม่ยอมรับความผิด คนที่จะต้องให้อภัยผมเขาก็ไม่ให้อภัย ไปกันไม่ได้ เป็นกฎหมายที่ออกมาแล้วใช้ไม่ได้
JJNY : กม.ชะลอโทษ สัญญาณปรองดอง?
พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปัจจุบันเรามี พ.ร.บ.หรือกฎหมายอาญารองรับเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้น กฎหมายลักษณะชะลอการลงโทษจะเป็นการก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษา ซึ่งโดยปกติผู้พิพากษาจะมีการวางข้อกำหนดไว้อยู่แล้ว เช่น ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ ห้ามชุมนุมทางการเมือง ห้ามติดต่อกับใคร ห้ามเข้าเขตกำหนด เป็นต้น ภาษากฎหมายเรียกว่าวิธีการเพื่อความปลอดภัยอันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในกฎหมายอาญาอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่ง การออกกฎหมายในลักษณะนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการชุมนุมทางการเมือง คือแค่เพียงยอมรับว่าตนได้กระทำผิดไปแล้วก็จะได้รอการกำหนดโทษ ไม่จำเป็นต้องขึ้นศาล จึงเป็นการส่งเสริมให้มีการปิดสถานที่ราชการ ปิดสนามบิน ดาวกระจาย ชัตดาวน์ให้คนเดินทางไม่ได้ เป็นอุปสรรคต่อสาธารณะ ต่อคนจำนวนมากที่จะได้รับการคุ้มครอง เช่น อนาคตมีการชุมนุมไปปิดรถไฟฟ้า ปิดสถานีขนส่ง ปิดสนามบิน แล้วแกนนำไปยอมรับการกระทำทีหลัง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะเป็นจำนวนมาก นี่ยังไม่นับรวมกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลหากมีการกระทำเช่นนี้
การชุมนุมหากพูดในทางประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผย โดยที่ไม่มีคนเดือดร้อน เป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตยที่นานาประเทศรับได้อยู่แล้ว แต่ว่าถ้าถึงขั้นที่บอกว่าไปปิดที่นั่นที่นี่สุดท้ายมายอมรับก็ถือว่าไม่มีความผิด มารอกำหนดโทษ จะทำให้ต่างประเทศมองว่ากฎหมายนี้ส่งผลให้เกิดการใช้สิทธิที่กว้างเกินตามระบอบประชาธิปไตยปกติ
ขณะที่ส่วนของการนิรโทษกรรมกับสิ่งที่ กมธ.ชี้แจงนั้นถือว่าเป็นคนละอย่างกัน เพราะสิ่งที่พูดออกมานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีปรากฏอยู่ อีกทั้งยังมีการกำหนดฐานความผิด ในขณะที่การนิรโทษกรรมคือ ไม่ว่าจะมีความผิดอะไรก็แล้วแต่ก็นิรโทษกรรม เป็นการยกเว้นความผิดใดความผิดหนึ่งที่เกิดขึ้น โดยสภาสามารถนิรโทษกรรมได้ และเป็นเรื่องที่ไม่ได้กำหนดฐานความผิดไว้ อีกทั้งไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องมายอมรับว่ากระทำหรือไม่กระทำ ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าห้ามนิรโทษกรรมเรื่องวางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นต้น
อีกประเด็นคือ การนิรโทษกรรมนั้นเป็นการนิรโทษในความผิดที่เกิดขึ้นไปแล้ว ในขณะที่กรณีนี้เป็นสิ่งที่ชอบกลอยู่ เพราะส่วนตัวเห็นว่าจะเป็นการออกเพื่อการกระทำในอนาคตมากกว่า อันเป็นการส่งเสริมให้ใช้สิทธิทางประชาธิปไตยเกินขอบเขต และทำให้กฎหมายอาญาที่มีอยู่นั้นไม่เป็นผล อีกทั้งการที่จะนิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมนั้นสามารถทำได้ในหลายวิธี หลายรูปแบบ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายในลักษณะนี้
ส่วนตัวผมคิดว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายอาญาปกติ พ.ร.บ.ต่างๆ ที่พูดถึงการชุมนุม หรือดุลพินิจของศาลในการควบคุมมากกว่า
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.รอการกำหนดโทษของ สปท.ที่ออกมา ถ้าเราดูเฉพาะเนื้อหาแทบไม่มีความแตกต่างจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ออกมาในช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คือการนิรโทษให้กับผู้ชุมนุมทั่วไป แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเนื้อหานี้จะระบุให้แกนนำพ้นความผิดด้วยหรือเปล่า
ความจริงแล้วเราควรจะนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองมาตั้งนานแล้ว เราไม่ควรจะเอาผิดเขา เพราะเขามาเนื่องจากมีแรงจูงใจทางการเมือง ไม่ควรต้องรับผิดทางอาญา การที่มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ.รอการกำหนดโทษ หรืออะไรก็ตาม ควรจะออกมาได้ตั้งนานแล้ว แต่การที่มาออกในช่วงนี้ในรัฐบาลนี้ ผมคิดว่าเพราะมันง่าย ถ้าไปออกในรัฐบาลปกติเราก็จะเห็นกระบวนการที่จะมีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล การออกตรงนี้น่าจะง่ายกว่า และผมไม่แน่ใจว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าอยากจะปรองดองด้วยหรือเปล่า แต่ก็ยังไม่แน่ใจเพราะมีอีกหลายกรณีที่อาจจะไม่เข้าข่าย เช่น การวางเพลิง เป็นต้น
ผมว่าจริงๆ ต้องการเป็นแบบทั่วไป แบบที่มีหลายคนเสนอคือ ทุกการกระทำที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง ควรจะได้รับการยกเว้น หรือหยิบยกมาพิจารณาใหม่ว่าควรจะต้องใช้กฎหมายปกติหรือไม่ เพราะไม่ได้เกิดจากเจตนาชั่วร้าย หรือเจตนาที่จะกระทำความผิดตามทฤษฎีของกฎหมายอาญา เพราะถ้าเกิดมายกเว้นการกระทำบางอย่าง แต่ว่ามีเจตนาภายในที่เหมือนกัน ผมก็ว่ามันค่อนข้างแปลก
พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.รอการกำหนดโทษของ สปท.ที่ออกมา ผมคิดว่าควรจะต้องทำให้ผู้ชุมนุมธรรมดาทุกฝ่าย ไม่พูดถึงแกนนำพ้นจากความผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับร่างนี้ ผมคิดว่าร่างที่ออกมาจะต้องครอบคลุมกับกิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่าเหตุจูงใจทางการเมือง
เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
กฎหมายรอการกำหนดโทษมีความพยายามทำมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ต้นปี 2558 เพื่อสร้างความปรองดอง กฎหมายประเภทนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการสร้างความปรองดองในระยะเปลี่ยนผ่านที่หลายๆ ประเทศพยายามทำอยู่ ประสบการณ์ในหลายประเทศก็มีการใช้เครื่องมือนี้ในการทำให้เกิดกระบวนการปรองดองได้ แต่ก็ต้องมีความรอบคอบว่ากฎหมายฉบับนี้จะเกิดขึ้นมาในลักษณะไหน
โดยทั่วไปกฎหมายที่ว่าควรเกิดขึ้นจากความเห็น หรือความต้องการของภาคีความขัดแย้ง จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อภาคีความขัดแย้งทั้งหลาย นปช. กปปส. พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในอดีต ได้มีพื้นที่เข้ามาพูดคุยกันว่ามีอะไรบ้างที่ควรได้รับการรอการกำหนดโทษ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ภาคีความขัดแย้งยอมรับได้ว่า หากมีการยอมรับในการกระทำความผิดไปแล้วก็ควรจะรอการกำหนดโทษได้ และเงื่อนไขอื่นๆ ที่ตามมา ควรกำหนดโดยภาคีความขัดแย้งที่คนในสังคมมีส่วนร่วม เราจึงนำความต้องการเหล่านั้นไปร่างให้เป็นกฎหมาย นี่คือกระบวนการโดยทั่วไป
เกี่ยวกับกฎหมายนี้ เห็นมีคนพูดถึงมาตรา 44 อีกแล้ว รู้สึกจะใช้กันพร่ำเพรื่อ ไม่รู้ว่าพูดเหมือนเป็นแผ่นเสียงตกร่องหรือเปล่า แต่เราไปบังคับให้คนปรองดองไม่ได้ บังคับให้คนสำนึกผิดไม่ได้ คนเราจะยอมรับผิดก็ต่อเมื่อรู้สึกผิดจริงๆ เสียใจกับสิ่งที่ทำจริงๆ และยอมรับผิด กระบวนการให้อภัยคือ ผู้สูญเสีย ผู้ได้รับผลกระทบเต็มใจที่จะให้อภัยกับผู้ที่ยอมรับความผิด กระบวนการเหล่านี้เกิดได้ต่อเมื่อมีพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึกซึ่งกันและกัน ไม่ใช่วิธีการสั่งหรือใช้กฎหมายบังคับ
ด้วยความที่ยังไม่ได้เป็นร่างกฎหมายออกมา เพียงแต่เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึง ต้องดูเงื่อนไขที่จะเข้าข่ายต้องมีความชัดเจนว่าอยู่ในระดับไหนด้วยเหตุผลอะไร สามารถชี้แจงให้คนในสังคมเข้าใจได้ ถ้าไม่มีความชัดเจนแล้วยกมาเป็นกรณี โอกาสที่จะได้รับความร่วมมือจากภาคีความขัดแย้งทุกฝ่ายพร้อมกันน่าจะยาก และอาจดูเหมือนเป็นการเอื้อประโยชน์หรือเอื้ออำนวยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้ร่างกฎหมายต้องระวังเรื่องพวกนี้ แทนที่จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำให้เกิดการปรองดอง อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นก็ได้
ทางทฤษฎีและหลักการทั่วไป กรณีที่เป็นการทำผิดกฎหมายอาญา ความผิดต่อชีวิตและทรัพย์สิน ในหลักสากลก็ให้มีการรอการกำหนดโทษได้ ในต่างประเทศมีตัวอย่างให้เห็น แต่เราต้องเข้าใจว่าวิธีนี้เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งในกระบวนการปรองดอง ยังมีกระบวนการอื่นอีกหลายอย่างต้องทำควบคู่กันไป เช่น เปิดพื้นที่ในการพูดคุยอย่างกว้างขวางต้องเกิดก่อนการออกกฎหมาย
ถามว่าคอนเซ็ปต์ของ สปท.ตรงกับหลักสากลไหม ก็ตรงกับหลักสากล แต่หลักสากลเหล่านั้นต้องประยุกต์ใช้กับบริบทสังคมที่ผ่านไปด้วย เช่น เหตุการณ์บางอย่างทำให้เกิดความเศร้าโศกของคนในประเทศมากๆ แต่กฎหมายออกมาเพื่อระงับโทษเหล่านั้นในทันที หรือในระดับที่คนในสังคมรับไม่ได้ ก็จะเป็นไปไม่ได้ ต้องดูบริบทด้วย
กฎหมายใดๆ ก็ตามแต่ที่มีลักษณะของการนิรโทษหรืออภัยโทษ ต้องมีเส้นใต้ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดจุดหนึ่งจนถึงวันที่เท่าไหร่ขีดเส้นใต้
ไป ผู้ที่กระทำความผิดในช่วงนั้นจะได้รับการอภัยโทษหรือนิรโทษตามกฎหมายนี้ ไม่มีการเปิดไว้ให้ทำต่อไปในอนาคต ถ้าเปิดต่อในอนาคตก็เป็นการยกเลิกกฎหมายบางอย่างเท่านั้นเอง ต้องมีเวลาเฉพาะเจาะจง
ในทางทฤษฎีพื้นฐานแล้ว ผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ควรได้รับการอภัยหรือนิรโทษก่อน บรรดาผู้เข้าร่วมกิจการที่ทำโดยความตั้งใจที่สุจริตต้องได้รับก่อน บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องน้อย มีอำนาจน้อยก็ต้องได้รับการอภัยโทษก่อน ผู้ที่มีอำนาจมากมีความเกี่ยวพันมากก็มีเงื่อนไขมากขึ้นต่อไป แต่ถามว่าจะไประงับสิทธิอะไรนั้นผมตอบแทนคนอื่นไม่ได้
การรีบออกกฎหมาย ถ้าออกมาแล้วใช้ไม่ได้จะรีบออกไปทำไม ผมเห็นด้วยกับการออกกฎหมายประเภทนี้ แต่ต้องอยู่ในกระบวนการที่มีภาพชัดเจนว่า เราออกกฎหมายฉบับนี้เพราะเป็นความเห็นพ้องต้องกันแล้วของคนในสังคมและฝ่ายที่ขัดแย้งกันในอดีต ว่าเราจะเอากฎหมายนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้เกิดการให้อภัยกัน ถ้าอยู่ๆ ออกกฎหมายเลย ผมคิดว่าจะเป็นกฎหมายที่ใช้ไม่ได้ เช่น อยู่ๆ ผมยืนยันว่าผมไม่ผิด แต่คุณบอกว่าผมผิดก็ไม่ได้ ถ้าผมไม่ยอมรับความผิด คนที่จะต้องให้อภัยผมเขาก็ไม่ให้อภัย ไปกันไม่ได้ เป็นกฎหมายที่ออกมาแล้วใช้ไม่ได้