สวัสดีค่ะ เราเองรู้สึกอึดอัดหนักใจกับเรื่องนี้มานานหลายปีแล้วค่ะ แต่มันทำอะไรไม่ได้ เคยปรึกษาญาติแต่เค้าก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ของพ่อแม่ ให้เค้าเคลียกันเอง ..แล้วก็รอค่ะ รอจนทุกวันนี้ไม่มีอะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำยังแย่กว่าเดิมอีก เรื่องมันยาวค่ะ ขอเขียนเป็นหัวข้อนะคะ จะพยายามเรียบเรียงค่ะ
- เริ่มจากขอเล่าอุปนิสัยคุณพ่อคุณแม่ก่อนนะคะ จะได้เข้าใจ
-คุณแม่: จขกท.ไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับท่านตอนเด็กๆนะคะ เราไม่ค่อยสนิทกัน จะรู้ก็แค่ตอนที่ท่านคุยกับเพื่อนๆ เช่นตอนเด็กๆอากงอาม่าหัวโบราณมากค่ะ ท่านไม่ได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนเลยจนอายุ 23 ถึงจะได้ไปเที่ยวห้างกับเพื่อน ท่านเป็นคนหัวแข็งค่ะเวลาเชื่ออะไรแล้วจะไม่ยอมฟังคนอื่นเลยจะคิดเสมอว่าตัวเองถูก ทั้งสองคนทะเลาะกันแทบทุกวันเรื่องงาน ทะเลาะกันต่อหน้าลูกทั้งสามคน (และไม่รู้ด้วยค่ะว่าไม่ควรทำ) ท่านค่อนข้างชอบเก็บตังค์ค่ะ เรื่องเงินในบริษัทท่านจะรู้แค่คนเดียว (เดี๋ยวมีตัวอย่างค่ะ) จนมาหลังๆเริ่มทะเลาะกันน้อยลง..เพราะไม่คุยกันแล้วค่ะ เวลาจะถามอะไรจะฝากคนอื่นไปคุยด้วยตลอด ชอบแบ่งแยกพรรคพวกค่ะเช่น เวลาจขกททำอะไรผิดก็จะพูดว่า "ไปหาพ่อแกเลยไป"
-คุณพ่อ: สมัยเด็กๆพ่อเคยเล่าว่าพ่อมีฐานะยากจนค่ะ ต้องเลี้ยงน้องช่วยแม่ขายของที่ตลาด พอโตมาก็ขึ้นมากรุงเทพ เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เคยทำงานมาหลายอย่างเลยค่ะเช่น เป็นพนักงานตามร้านกลางคืน เป็นคล้ายๆกับภารโรงของโรงพยาบาล และอีกหลายอย่างค่ะ คุณพ่อไม่ค่อยมีเวลาเล่า พอมาเจอคุณแม่ พ่อก็ทำงานหนักขึ้นเพื่อจะมาสู่ขอแม่ แล้วลงทุนกันสร้างบริษัทแห่งหนึ่งแต่ก็หุ้นกับน้องๆของคุณแม่ด้วย ทำให้บริษัทนี้มีหุ้นส่วนด้วยกันสามคนหลักๆ มีพ่อ แม่ และก็เครือญาติอีกประมาณ30-40เปอร์เซน พ่อทำงานหนักมากค่ะ ไม่หยุดเลย ขนาดวันหยุดพ่อจะเดินไปดูที่โรงงานเวลามีโอที จะคิดแต่เรื่องงานตลอด พ่อไม่ค่อยชอบอธิบายตัวเองให้ใครค่ะ ค่อนข้างหัวโบราณด้วย อารมณ์ไม่คงที่ค่ะโมโหร้ายมาก บทจะอารมณ์ดีก็ตามใจลูกๆ หัวเราะหยอกเล่นกับพนักงาน คุณพ่อเป็นคนพูดไม่เก่งค่ะ โน้มน้าวใครไม่เป็นง่ายๆคือจิตวิทยาในการพูดน้อยมากค่ะ ตอนนั้นที่คุณแม่ถามพ่อว่าระหว่างานกับครอบครัวคุณพ่อเลือกอะไร..พ่อตอบว่าเลือกงาน เพราะถ้าพ่อมีงานพ่อก็จะมีเงินให้ครอบครัวใช้ ไม่ต้องมาลำบากเหมือนพ่อตอนเด็กๆ แต่พ่อไม่ได้บอกเหตผลแม่ไปค่ะ แม่ก็เสียใจ..มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างก็เป็นไปได้
- จขกทมีพี่คนโตที่ค่อนข้าง..ไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างค่ะ แถมชอบแกล้งจขกทแรง เช่นถีบตกบันไดตั้งแต่เด็กๆทั้งๆที่เราก็อายุห่างกันตั้ง6ปี แต่จขกทจำได้ว่ามีแค่พ่อที่จะมาดุด่าส่วนแม่จะอยู่เงียบๆ เวลามีขนมจะบอกว่าให้เฮียก่อนเขาโตกว่าบ้าง เขาโตกว่าเลยต้องกินเยอะกว่าบ้าง แต่พ่อจขกทเป็นคนที่เวลาดุลูกจะตีค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่าตอนที่พี่กระโดดมาเหยียบบนหลังเราท่านเอาไม้ฟาดหักเลยค่ะ แม่ก็หาว่าที่พี่เราเป็นแบบนี้ (ขี้ขโมย เล่นยา ขี้โกหก ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อต้านพ่อแม่ เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ชอบดื่มเหล้า มั่วสุม พาหลายคนมาบ้าน ทรมาณสัตว์) เพราะพ่อจขกทไปตีเขาแรงๆ
- พอหลังจากทะเลาะกันครั้งใหญ่ (ครั้งที่พ่อบอกว่าเลือกครอบครัว) แม่ก็ทำบุญบ่อยขึ้น ออกนอกบ้านบ่อยขึ้น
- แต่ก่อนที่ทำงานที่เดียวกันแม่จะมีคนสนิทคือหัวหน้าฝ่ายการขาย ซึ่งคนนี้เป็นเพื่อนคุณพ่อมาก่อนค่ะมาสมัยที่จขกทจำความได้ แม่ก็จะให้คุณอาคนนี้ขับรถพาไปซื้อของไหว้เจ้า เข้าวัด เตรียมงานหล่อพระ นิมนต์พระ บ้างก็นอกสถานที่ บ้างก็ในบ้านที่เป็นหอพระที่จขกทและคุณพ่อไม่แน่ใจว่าเอาเงินเป็นล้านมาจากไหนและมาสร้างอยู่ในรั้วโรงงานค่ะ
- และคุณแม่จะมีอุปนิสัยอีกอย่างค่ะที่มัน...แปลก เช่นเวลาพ่อถามว่าเงินบริษัทสถานะตอนนี้เป้นยังไงบ้าง ท่านก็จะพูดเสียงดังว่า "ทำไม คิดว่าฉันจะเอาไปซ่อนหรอ ถามทำไม ไม่ไว้ใจหรอ" แต่ก็ไม่บอกค่ะว่าเป็นยังไงคืออยู่บัญชีไหน ทั้งๆที่ทุกๆบัญชีคุณแม่จะเป็นคนเก็บ แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณแม่มีบัญชีส่วนตัวเก็บไม่บอกใครรึเปล่า
- พอเริ่มทำบุญ แม่ก็มีคนรู้จักมาเรื่อยๆทางสายนั้น แต่มีคนนึงมาซื้อสินค้าเราด้วยค่ะ แต่ไปๆมาๆหลังจากที่พี่คนนั้นเขาแต่งงาน เช็คออกมาว่าเด้งค่ะ สรุปหายไปประมาณ 5 ล้าน พ่อเล่าว่า พอตอนรู้แม่ก็ให้คนรู้จักที่สนิทมาคุยให้แล้วคุณแม่ก็ร้องไห้ แต่พ่อก็ร้องด้วย พ่อบอกว่าร้องที่แม่ถูกคนอื่นเขาหลอก ทั้งๆที่พ่อเตือนแล้ว แต่แม่เห็นว่าเป็นคนรู้จักกัน
- หลังจากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย พ่อจขกทก็ไปซื้อบ้านทาวน์เฮ้า 2 หลังใกล้บ้านค่ะ (บ้านที่อยู่ตอนนี้คือเป็นโรงงานด้วยค่ะ) พอไปๆมาๆ พ่อมาบ่นว่าอึดอัดใจจขกทเลยถามถึงบ้านนั้น ท่านบอกแม่ขอเลยให้ไปแล้ว ...ซึ่งตอนนี้เป้นชื่อของคุณแม่ค่ะ เปิดให้เช่าค่าเช่าก็คุณแม่เก็บค่ะ
- และพอคุณแม่ชวนคุณอาไปซื้อของบ่อยๆจนคุณอาไม่ได้ทำงาน แต่ก็ใช้รถของบริษัท น้ำมันของบริษัท แต่ผลงานที่ได้ในแต่ละปีน้อยกว่าเซลรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทั้งๆที่เคยได้เยอะกว่านี้ คุณพ่อก็จะให้คุณอาไปออกตจว. แต่คุณแม่และแฟนของอาไม่ยอมค่ะ แฟนอาบอกว่าถ้าพ่อให้อาไปตจว.เขาจะให้คุณอาออก พอคุณแม่รู้ก็ไม่ยอมค่ะ อาจจะเพราะรู้สึกว่าเพื่อนกัน ก็ทะเลาะกันอีกยกใหญ่ค่ะ
- แต่พ่อบอกว่าคุณคนนี้นอกจากเวลาเค้าไปข้างนอกจะได้ทานข้าวฟรี แม่ชอบเลี้ยงค่ะ..แต่เลี้ยงคนนอกบ้านนะ เค้ายังได้เงินเดือนทั้งๆที่ไม่ได้ทำงานหรือทำอะไรให้บริษัทเลย
- จนคุณแม่ออกไปตั้งบริษัทใหม่ แต่ยังทำบัญชีให้บริษัทนี้อยู่นะคะ แต่ประเด็นที่น่างงมากกว่านั้นคือ..บริษัทใหม่อยู่ในที่ดิน อยู่ในรั้วเดียวกับบริษัทคุณพ่อค่ะ และคุณแม่ก็ไปซื้อขายกับคู่แข็งของคุณพ่อและให้คุณอาไปทำอยู่ที่นั่นแถมไปค้าขายกับลูกค้าของบริษัทคุณพ่อค่ะ ท่านโกรธมากกกก เพราะคุณแม่ให้คู่แข่งเอารถมาส่งขับผ่านไปผ่านมาหน้าออฟฟิศและโรงงานคุณพ่อ
- แม่เริ่มสนิทกะคุณอามาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแต่แฟนคุณอาก็รู้เห็นนะคะ จนวันนึงแม่ไปเยี่ยมอาม่าอากง แม่บ้านคนใหม่ก็ทักนึกว่าคุณอาเป็นแฟนคุณแม่ อากงเลยเตือนว่ามันไม่เหมาะสมไม่สมควรดูไม่ดี คุณแม่ก็ไม่สนใจค่ะ
- ตอนนั้นจขกทเกิดอุบัติเหตุ คุณแม่ก็ผ่านพอดีเลยแวะมา มากับคุณอาค่ะ คู่กรณียังนึกว่าเขาเป็นพ่อจขกทเลย
- คุณพ่อโมโหเรื่องนี้มากค่ะ ท่านกลัวคุณแม่จะโดนหลอกใช้อีกเหมือนคราวที่แล้ว แต่ก็มีคิดด้วยว่าจะเล่นชู้กัน แต่จขกทว่าไม่น่าใช่อย่างที่สองเพราะแฟนคุณอาก็รับรู้ว่าสนิทกัน เพราะแม่ก็สนิทกับทั้งคู่เลย
- จนวันนึงจขกทเห็นคุณพ่อนั่งคนเดียวในห้อง (แยกกันนอนมานานแล้วค่ะ) เลยนั่งให้คุณพ่อระบายความในใจ สรุปคือท่านอึดอัดค่ะ รู้สึกมืดแปดด้าน จขกทเลยแนะนำให้หย่าร้างกันค่ะ เพราะในเมื่อไม่ได้รักกันแล้วไม่มีเหตุผลจะต้องอยู่ด้วยกันค่ะ ไม่ต้องบอกว่าอยู่เพื่อลูกเพราะจขกทเป็นลูกเป็นพ่อเครียดแบบนี้คิดหรอคะว่าจขกทจะดีใจที่พ่อแม่ยังไม่หย่าร้างกัน?
- ตอนแรกพ่อก็อิดออดค่ะ ไม่ยอม สักพักก็โทรมาบอกว่าหย่าแล้วนะ จขกทก็รู้สึกเฉยๆค่ะไม่ดีใจหรือเสียใจ..มันปนกันไปหมด แต่ที่รับไม่ได้คือ แม่ยังอยู่ในบ้านหลังเดียวกับคุณพ่อค่ะ ส่วนเรื่องลูกสามคนกลายเป็นว่าแม่บอกว่าขอไปเลี้ยงดูเองทั้งหมด ให้เป็นชื่อผู้ปกครองมีแค่แม่คนเดียว ประเด็นมาแล้วค่ะ..
- แต่ว่าค่าเทอม ค่ากินอยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถ เป็นเงินคุณพ่อและเงินบริษัทแรก(ของพ่อ)ค่ะ ค่าทำฟันจขกทยังเงินคุณพ่อเลย เวลาซื้อเสื้อผ้าแม้แต่ชุดชั้นในยังไปกับคุณพ่อเลยค่ะ
- ทั้งๆที่ควรจะออกทั้งหมดเพราะเป็นผู้ปกครอง อย่างน้อยก็ช่วยกันคนละครึ่ง นี่ไม่มีเลยค่ะ กลายเป็นว่าคุณพ่อให้เงินคุณแม่เดือนละ 6 หมื่น และเงินค่าทดแทนของบริษัทตามกฏอีกแสนนึง หกหมื่นนี่คุณแม่บอกแค่ค่าเล่าเรียนลูกๆเท่านั้น (ตอนนั้นขอค่าทำฟันจัดฟันค่ะ พันห้า) พอเราซัก แม่ก็จะมาบ่นให้แม่บ้านฟังว่า "เนี่ยพ่อมันสอนลูกให้มาหาว่าแม่หุบตัง" ทั้งๆที่เราไม่ได้บอกเลยค่ะเหมือนเขาร้อนตัวเอง อีกอย่างตอนน้องคนเล็ก(ถูกสปอยมาแต่เด็ก)โวยวายตะคอกใส่แม่แม่ก็โทรมาหาแม่บ้านว่า "นี่รู้มั้ยวันนี้xxx(ชื่อน้องเซ็นเซอร์นะคะ)มาตะคอกใส่พี่ พ่อมันสอนให้ทำแบบนี้หรอ" เอาง่ายๆค่ะ คืออะไรที่ออกมาไม่ดีเขาจะโทษคุณพ่อหมด
- แม่จะมีลูกน้องคนสนิทนอกเหนือจากคุณอาอีกสองคนค่ะ จขกทเดานะคะว่าสองคนนี้นอกเหนือจากอาแล้วจะคอยยุให้แม่เกลียดพ่อมากขึ้นค่ะ เพราะตอนเด็กๆไปข้างนอกกับแม่และอาแล้วแอบหลับได้ยินเค้าคุยกันค่ะ อาจะให้ท้ายแม่ตลอดว่าแม่ไม่ผิดอะไรแบบนี้
- จนตอนนี้แม่เกลียดคุณพ่อมากค่ะ ถ้าอะไรไม่ดีเกิดขึ้นในบ้านจะโทษพ่อคนแรกค่ะ จะคอยหาว่าคุณพ่อบ่มเพาะให้จขกทเกลียดคุณแม่ (ซึ่งทั้งๆที่เราพูดไม่
ค่อยดีด้วยเพราะเรารู้สึกเองค่ะ สาบานเลยว่าพ่อไม่เคยยุ ทั้งๆที่ตอนนั้นทะเลาะกับคุณแม่ คุณพ่อยังเรียกไปคุยแล้วให้ไปขอโทษคุณแม่เลยค่ะ) พอเราพยายามพูดถึงคุณพ่อดีๆ คุณแม่ก็จะหาว่าคุณพ่อเสแสร้ง คือสรุปง่ายๆว่าคนมันเกลียดเวลาทำอะไรก็อคติไปหมด
- พอคุณพ่อจะสร้างอะไรใหม่ต้องมีการอนุมัติจากคุณแม่และญาติฝ่ายท่าน(ยังเป้นหุ้นส่วนและแม่ยังมาดูบัญชีของบริษัทแรกอยู่นะคะ) แม่ก็ไม่ยอมเซ็นอนุมันติค่ะ พอไปๆมาๆ ท่านกับน้องๆก็จะขายหุ้น (และวันนั้นพ่อและจขกทก็เพิ่งจะรู้ว่าแม่ไปมีลงทุนซื้อที่อยู่ลาดพร้าวกับน้องๆค่ะ ที่ตรงนั้นไม่ใช่ถูกๆนะคะ...) แต่บริษัทสถานะการเงินยังไม่คล่อง..ทั้งๆที่คุณแม่ก็น่าจะรู้
- ตอนนั้นแค่ซื้อไข่เข้าบ้าน ปกติก็ตังค์คุณพ่อ แต่คุณแม่จะชอบมาทำอาหารไปเลี้ยงพระ ให้ทาน โรงเจ ก็จะมาใช้ของในบ้านค่ะ พอไข่หมดแล้วตอนนั้นเราออกกำลังกายต้องการโปรตีนไข่ขาวอย่างน้อย 6 ฟอง แม่บ้านจะฝากซือคุณแม่ก็บอกว่า "ไปขอพ่อมันสิแค่ร้อยกว่าบาทไม่ใช่หรอ" แต่แพงกว่านั้นแม่จขกทก็แทบไม่เคยจ่ายเลยค่ะ
- คือคุณแม่ชอบทำบุญมากๆ ชอบให้ทานอะไรพวกนี้ แต่กลับไม่เคยสนใจลูกไม่ซื้อข้าวเลยค่ะ อาจจะซื้อบ้างแต่สู้กับคุณพ่อที่ซื้อกับข้าว พาไปกินนอกบ้านแทบทุกวันไม่ได้เลย
- ในหนึ่งวันจขกทได้เจอ/คุนกับคุณแม่ไม่เกิดสามประโยค ไม่ถึงชั่วโมง พอแม่มาถึงบ้านจากข้างนอกเขาก็เข้าห้องไปเล่นมือถือ เล่นเฟสบุ้คโพสธรรมะจนหลับไป เราอาจจะมองในแง่ร้ายนะคะ แต่ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมาแม่ก็ยังจะได้ตังค่าประกันชีวิตอีกหรอคะทั้งๆที่เกิน90%ในตัวนี่คุณพ่อเลี้ยงมาหมด เงินก้อนนั้นอาจจะดูน้อยแต่จขกทอยากให้มันมีความเป็นธรรม
*ปล.ยังมีอีกเยอะค่ะ เล็กๆน้อยๆที่เกิดบ่อยๆจนทำให้เป็นเรื่งอใหญ่ได้ นี่คือเท่าที่นึกออกและเกี่ยวข้องกับคุณแม่กับคุณพ่อหลักๆค่ะ
คือจขกทสงสารคุณพ่อค่ะ เวลาไปไหนถ้าจขกทไม่ตื่น ไปเรียน หรือไม่อยู่ท่านก็จะขับรถเล่นคนเดียว ไม่ก็เดินเล่นดูโรงงานคนเดียว ไปทานข้าวข้างนอกก็ไปทานคนเดียว คือท่านเหงามากค่ะ เพื่อนท่านก็ไม่มี เขาก็บ่นนะว่าเห้นคนแก่คนอื่นยังมีไปตีแบต ร้องเกะ บลาๆ แต่ท่านอยู่คนเดียว..
คือ..จะทำยังไงดีคะ แถมคุณพ่อก็ดื้อพอกัน ไม่เชื่อเรื่องสุขภาพจิต เป็นคนเข้าใจยากอีก ไม่อยากให้ใครมองคุณพ่อไม่ดีไม่อยากให้ท่านเหนื่อยหรืออึดอัดใจ ทำไมคุณพ่อต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย..แม่ชอบบอกอยู่แล้วเสียสุขภาพจิต ทั้งๆที่คุณพ่อหยุดไปนานแล้วมีแต่ลูกน้องของท่านที่ยุและหาเรื้องมาเม้าท์คุณพ่อตามประสาเด็กผู้หญิง
ถ้าเป็นทุกคน จะทำยังไงกันคะ แล้วทุกคนเป็นจขกทจะคิดกับคุณแม่ยังไง..
*ขออภัยหากยาวเกินไปนะคะ และขอบคุณมากๆค่ะถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้
หนักใจแทนคุณพ่อค่ะ
- เริ่มจากขอเล่าอุปนิสัยคุณพ่อคุณแม่ก่อนนะคะ จะได้เข้าใจ
-คุณแม่: จขกท.ไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับท่านตอนเด็กๆนะคะ เราไม่ค่อยสนิทกัน จะรู้ก็แค่ตอนที่ท่านคุยกับเพื่อนๆ เช่นตอนเด็กๆอากงอาม่าหัวโบราณมากค่ะ ท่านไม่ได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนเลยจนอายุ 23 ถึงจะได้ไปเที่ยวห้างกับเพื่อน ท่านเป็นคนหัวแข็งค่ะเวลาเชื่ออะไรแล้วจะไม่ยอมฟังคนอื่นเลยจะคิดเสมอว่าตัวเองถูก ทั้งสองคนทะเลาะกันแทบทุกวันเรื่องงาน ทะเลาะกันต่อหน้าลูกทั้งสามคน (และไม่รู้ด้วยค่ะว่าไม่ควรทำ) ท่านค่อนข้างชอบเก็บตังค์ค่ะ เรื่องเงินในบริษัทท่านจะรู้แค่คนเดียว (เดี๋ยวมีตัวอย่างค่ะ) จนมาหลังๆเริ่มทะเลาะกันน้อยลง..เพราะไม่คุยกันแล้วค่ะ เวลาจะถามอะไรจะฝากคนอื่นไปคุยด้วยตลอด ชอบแบ่งแยกพรรคพวกค่ะเช่น เวลาจขกททำอะไรผิดก็จะพูดว่า "ไปหาพ่อแกเลยไป"
-คุณพ่อ: สมัยเด็กๆพ่อเคยเล่าว่าพ่อมีฐานะยากจนค่ะ ต้องเลี้ยงน้องช่วยแม่ขายของที่ตลาด พอโตมาก็ขึ้นมากรุงเทพ เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เคยทำงานมาหลายอย่างเลยค่ะเช่น เป็นพนักงานตามร้านกลางคืน เป็นคล้ายๆกับภารโรงของโรงพยาบาล และอีกหลายอย่างค่ะ คุณพ่อไม่ค่อยมีเวลาเล่า พอมาเจอคุณแม่ พ่อก็ทำงานหนักขึ้นเพื่อจะมาสู่ขอแม่ แล้วลงทุนกันสร้างบริษัทแห่งหนึ่งแต่ก็หุ้นกับน้องๆของคุณแม่ด้วย ทำให้บริษัทนี้มีหุ้นส่วนด้วยกันสามคนหลักๆ มีพ่อ แม่ และก็เครือญาติอีกประมาณ30-40เปอร์เซน พ่อทำงานหนักมากค่ะ ไม่หยุดเลย ขนาดวันหยุดพ่อจะเดินไปดูที่โรงงานเวลามีโอที จะคิดแต่เรื่องงานตลอด พ่อไม่ค่อยชอบอธิบายตัวเองให้ใครค่ะ ค่อนข้างหัวโบราณด้วย อารมณ์ไม่คงที่ค่ะโมโหร้ายมาก บทจะอารมณ์ดีก็ตามใจลูกๆ หัวเราะหยอกเล่นกับพนักงาน คุณพ่อเป็นคนพูดไม่เก่งค่ะ โน้มน้าวใครไม่เป็นง่ายๆคือจิตวิทยาในการพูดน้อยมากค่ะ ตอนนั้นที่คุณแม่ถามพ่อว่าระหว่างานกับครอบครัวคุณพ่อเลือกอะไร..พ่อตอบว่าเลือกงาน เพราะถ้าพ่อมีงานพ่อก็จะมีเงินให้ครอบครัวใช้ ไม่ต้องมาลำบากเหมือนพ่อตอนเด็กๆ แต่พ่อไม่ได้บอกเหตผลแม่ไปค่ะ แม่ก็เสียใจ..มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างก็เป็นไปได้
- จขกทมีพี่คนโตที่ค่อนข้าง..ไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างค่ะ แถมชอบแกล้งจขกทแรง เช่นถีบตกบันไดตั้งแต่เด็กๆทั้งๆที่เราก็อายุห่างกันตั้ง6ปี แต่จขกทจำได้ว่ามีแค่พ่อที่จะมาดุด่าส่วนแม่จะอยู่เงียบๆ เวลามีขนมจะบอกว่าให้เฮียก่อนเขาโตกว่าบ้าง เขาโตกว่าเลยต้องกินเยอะกว่าบ้าง แต่พ่อจขกทเป็นคนที่เวลาดุลูกจะตีค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่าตอนที่พี่กระโดดมาเหยียบบนหลังเราท่านเอาไม้ฟาดหักเลยค่ะ แม่ก็หาว่าที่พี่เราเป็นแบบนี้ (ขี้ขโมย เล่นยา ขี้โกหก ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อต้านพ่อแม่ เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ชอบดื่มเหล้า มั่วสุม พาหลายคนมาบ้าน ทรมาณสัตว์) เพราะพ่อจขกทไปตีเขาแรงๆ
- พอหลังจากทะเลาะกันครั้งใหญ่ (ครั้งที่พ่อบอกว่าเลือกครอบครัว) แม่ก็ทำบุญบ่อยขึ้น ออกนอกบ้านบ่อยขึ้น
- แต่ก่อนที่ทำงานที่เดียวกันแม่จะมีคนสนิทคือหัวหน้าฝ่ายการขาย ซึ่งคนนี้เป็นเพื่อนคุณพ่อมาก่อนค่ะมาสมัยที่จขกทจำความได้ แม่ก็จะให้คุณอาคนนี้ขับรถพาไปซื้อของไหว้เจ้า เข้าวัด เตรียมงานหล่อพระ นิมนต์พระ บ้างก็นอกสถานที่ บ้างก็ในบ้านที่เป็นหอพระที่จขกทและคุณพ่อไม่แน่ใจว่าเอาเงินเป็นล้านมาจากไหนและมาสร้างอยู่ในรั้วโรงงานค่ะ
- และคุณแม่จะมีอุปนิสัยอีกอย่างค่ะที่มัน...แปลก เช่นเวลาพ่อถามว่าเงินบริษัทสถานะตอนนี้เป้นยังไงบ้าง ท่านก็จะพูดเสียงดังว่า "ทำไม คิดว่าฉันจะเอาไปซ่อนหรอ ถามทำไม ไม่ไว้ใจหรอ" แต่ก็ไม่บอกค่ะว่าเป็นยังไงคืออยู่บัญชีไหน ทั้งๆที่ทุกๆบัญชีคุณแม่จะเป็นคนเก็บ แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณแม่มีบัญชีส่วนตัวเก็บไม่บอกใครรึเปล่า
- พอเริ่มทำบุญ แม่ก็มีคนรู้จักมาเรื่อยๆทางสายนั้น แต่มีคนนึงมาซื้อสินค้าเราด้วยค่ะ แต่ไปๆมาๆหลังจากที่พี่คนนั้นเขาแต่งงาน เช็คออกมาว่าเด้งค่ะ สรุปหายไปประมาณ 5 ล้าน พ่อเล่าว่า พอตอนรู้แม่ก็ให้คนรู้จักที่สนิทมาคุยให้แล้วคุณแม่ก็ร้องไห้ แต่พ่อก็ร้องด้วย พ่อบอกว่าร้องที่แม่ถูกคนอื่นเขาหลอก ทั้งๆที่พ่อเตือนแล้ว แต่แม่เห็นว่าเป็นคนรู้จักกัน
- หลังจากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย พ่อจขกทก็ไปซื้อบ้านทาวน์เฮ้า 2 หลังใกล้บ้านค่ะ (บ้านที่อยู่ตอนนี้คือเป็นโรงงานด้วยค่ะ) พอไปๆมาๆ พ่อมาบ่นว่าอึดอัดใจจขกทเลยถามถึงบ้านนั้น ท่านบอกแม่ขอเลยให้ไปแล้ว ...ซึ่งตอนนี้เป้นชื่อของคุณแม่ค่ะ เปิดให้เช่าค่าเช่าก็คุณแม่เก็บค่ะ
- และพอคุณแม่ชวนคุณอาไปซื้อของบ่อยๆจนคุณอาไม่ได้ทำงาน แต่ก็ใช้รถของบริษัท น้ำมันของบริษัท แต่ผลงานที่ได้ในแต่ละปีน้อยกว่าเซลรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทั้งๆที่เคยได้เยอะกว่านี้ คุณพ่อก็จะให้คุณอาไปออกตจว. แต่คุณแม่และแฟนของอาไม่ยอมค่ะ แฟนอาบอกว่าถ้าพ่อให้อาไปตจว.เขาจะให้คุณอาออก พอคุณแม่รู้ก็ไม่ยอมค่ะ อาจจะเพราะรู้สึกว่าเพื่อนกัน ก็ทะเลาะกันอีกยกใหญ่ค่ะ
- แต่พ่อบอกว่าคุณคนนี้นอกจากเวลาเค้าไปข้างนอกจะได้ทานข้าวฟรี แม่ชอบเลี้ยงค่ะ..แต่เลี้ยงคนนอกบ้านนะ เค้ายังได้เงินเดือนทั้งๆที่ไม่ได้ทำงานหรือทำอะไรให้บริษัทเลย
- จนคุณแม่ออกไปตั้งบริษัทใหม่ แต่ยังทำบัญชีให้บริษัทนี้อยู่นะคะ แต่ประเด็นที่น่างงมากกว่านั้นคือ..บริษัทใหม่อยู่ในที่ดิน อยู่ในรั้วเดียวกับบริษัทคุณพ่อค่ะ และคุณแม่ก็ไปซื้อขายกับคู่แข็งของคุณพ่อและให้คุณอาไปทำอยู่ที่นั่นแถมไปค้าขายกับลูกค้าของบริษัทคุณพ่อค่ะ ท่านโกรธมากกกก เพราะคุณแม่ให้คู่แข่งเอารถมาส่งขับผ่านไปผ่านมาหน้าออฟฟิศและโรงงานคุณพ่อ
- แม่เริ่มสนิทกะคุณอามาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแต่แฟนคุณอาก็รู้เห็นนะคะ จนวันนึงแม่ไปเยี่ยมอาม่าอากง แม่บ้านคนใหม่ก็ทักนึกว่าคุณอาเป็นแฟนคุณแม่ อากงเลยเตือนว่ามันไม่เหมาะสมไม่สมควรดูไม่ดี คุณแม่ก็ไม่สนใจค่ะ
- ตอนนั้นจขกทเกิดอุบัติเหตุ คุณแม่ก็ผ่านพอดีเลยแวะมา มากับคุณอาค่ะ คู่กรณียังนึกว่าเขาเป็นพ่อจขกทเลย
- คุณพ่อโมโหเรื่องนี้มากค่ะ ท่านกลัวคุณแม่จะโดนหลอกใช้อีกเหมือนคราวที่แล้ว แต่ก็มีคิดด้วยว่าจะเล่นชู้กัน แต่จขกทว่าไม่น่าใช่อย่างที่สองเพราะแฟนคุณอาก็รับรู้ว่าสนิทกัน เพราะแม่ก็สนิทกับทั้งคู่เลย
- จนวันนึงจขกทเห็นคุณพ่อนั่งคนเดียวในห้อง (แยกกันนอนมานานแล้วค่ะ) เลยนั่งให้คุณพ่อระบายความในใจ สรุปคือท่านอึดอัดค่ะ รู้สึกมืดแปดด้าน จขกทเลยแนะนำให้หย่าร้างกันค่ะ เพราะในเมื่อไม่ได้รักกันแล้วไม่มีเหตุผลจะต้องอยู่ด้วยกันค่ะ ไม่ต้องบอกว่าอยู่เพื่อลูกเพราะจขกทเป็นลูกเป็นพ่อเครียดแบบนี้คิดหรอคะว่าจขกทจะดีใจที่พ่อแม่ยังไม่หย่าร้างกัน?
- ตอนแรกพ่อก็อิดออดค่ะ ไม่ยอม สักพักก็โทรมาบอกว่าหย่าแล้วนะ จขกทก็รู้สึกเฉยๆค่ะไม่ดีใจหรือเสียใจ..มันปนกันไปหมด แต่ที่รับไม่ได้คือ แม่ยังอยู่ในบ้านหลังเดียวกับคุณพ่อค่ะ ส่วนเรื่องลูกสามคนกลายเป็นว่าแม่บอกว่าขอไปเลี้ยงดูเองทั้งหมด ให้เป็นชื่อผู้ปกครองมีแค่แม่คนเดียว ประเด็นมาแล้วค่ะ..
- แต่ว่าค่าเทอม ค่ากินอยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถ เป็นเงินคุณพ่อและเงินบริษัทแรก(ของพ่อ)ค่ะ ค่าทำฟันจขกทยังเงินคุณพ่อเลย เวลาซื้อเสื้อผ้าแม้แต่ชุดชั้นในยังไปกับคุณพ่อเลยค่ะ
- ทั้งๆที่ควรจะออกทั้งหมดเพราะเป็นผู้ปกครอง อย่างน้อยก็ช่วยกันคนละครึ่ง นี่ไม่มีเลยค่ะ กลายเป็นว่าคุณพ่อให้เงินคุณแม่เดือนละ 6 หมื่น และเงินค่าทดแทนของบริษัทตามกฏอีกแสนนึง หกหมื่นนี่คุณแม่บอกแค่ค่าเล่าเรียนลูกๆเท่านั้น (ตอนนั้นขอค่าทำฟันจัดฟันค่ะ พันห้า) พอเราซัก แม่ก็จะมาบ่นให้แม่บ้านฟังว่า "เนี่ยพ่อมันสอนลูกให้มาหาว่าแม่หุบตัง" ทั้งๆที่เราไม่ได้บอกเลยค่ะเหมือนเขาร้อนตัวเอง อีกอย่างตอนน้องคนเล็ก(ถูกสปอยมาแต่เด็ก)โวยวายตะคอกใส่แม่แม่ก็โทรมาหาแม่บ้านว่า "นี่รู้มั้ยวันนี้xxx(ชื่อน้องเซ็นเซอร์นะคะ)มาตะคอกใส่พี่ พ่อมันสอนให้ทำแบบนี้หรอ" เอาง่ายๆค่ะ คืออะไรที่ออกมาไม่ดีเขาจะโทษคุณพ่อหมด
- แม่จะมีลูกน้องคนสนิทนอกเหนือจากคุณอาอีกสองคนค่ะ จขกทเดานะคะว่าสองคนนี้นอกเหนือจากอาแล้วจะคอยยุให้แม่เกลียดพ่อมากขึ้นค่ะ เพราะตอนเด็กๆไปข้างนอกกับแม่และอาแล้วแอบหลับได้ยินเค้าคุยกันค่ะ อาจะให้ท้ายแม่ตลอดว่าแม่ไม่ผิดอะไรแบบนี้
- จนตอนนี้แม่เกลียดคุณพ่อมากค่ะ ถ้าอะไรไม่ดีเกิดขึ้นในบ้านจะโทษพ่อคนแรกค่ะ จะคอยหาว่าคุณพ่อบ่มเพาะให้จขกทเกลียดคุณแม่ (ซึ่งทั้งๆที่เราพูดไม่
ค่อยดีด้วยเพราะเรารู้สึกเองค่ะ สาบานเลยว่าพ่อไม่เคยยุ ทั้งๆที่ตอนนั้นทะเลาะกับคุณแม่ คุณพ่อยังเรียกไปคุยแล้วให้ไปขอโทษคุณแม่เลยค่ะ) พอเราพยายามพูดถึงคุณพ่อดีๆ คุณแม่ก็จะหาว่าคุณพ่อเสแสร้ง คือสรุปง่ายๆว่าคนมันเกลียดเวลาทำอะไรก็อคติไปหมด
- พอคุณพ่อจะสร้างอะไรใหม่ต้องมีการอนุมัติจากคุณแม่และญาติฝ่ายท่าน(ยังเป้นหุ้นส่วนและแม่ยังมาดูบัญชีของบริษัทแรกอยู่นะคะ) แม่ก็ไม่ยอมเซ็นอนุมันติค่ะ พอไปๆมาๆ ท่านกับน้องๆก็จะขายหุ้น (และวันนั้นพ่อและจขกทก็เพิ่งจะรู้ว่าแม่ไปมีลงทุนซื้อที่อยู่ลาดพร้าวกับน้องๆค่ะ ที่ตรงนั้นไม่ใช่ถูกๆนะคะ...) แต่บริษัทสถานะการเงินยังไม่คล่อง..ทั้งๆที่คุณแม่ก็น่าจะรู้
- ตอนนั้นแค่ซื้อไข่เข้าบ้าน ปกติก็ตังค์คุณพ่อ แต่คุณแม่จะชอบมาทำอาหารไปเลี้ยงพระ ให้ทาน โรงเจ ก็จะมาใช้ของในบ้านค่ะ พอไข่หมดแล้วตอนนั้นเราออกกำลังกายต้องการโปรตีนไข่ขาวอย่างน้อย 6 ฟอง แม่บ้านจะฝากซือคุณแม่ก็บอกว่า "ไปขอพ่อมันสิแค่ร้อยกว่าบาทไม่ใช่หรอ" แต่แพงกว่านั้นแม่จขกทก็แทบไม่เคยจ่ายเลยค่ะ
- คือคุณแม่ชอบทำบุญมากๆ ชอบให้ทานอะไรพวกนี้ แต่กลับไม่เคยสนใจลูกไม่ซื้อข้าวเลยค่ะ อาจจะซื้อบ้างแต่สู้กับคุณพ่อที่ซื้อกับข้าว พาไปกินนอกบ้านแทบทุกวันไม่ได้เลย
- ในหนึ่งวันจขกทได้เจอ/คุนกับคุณแม่ไม่เกิดสามประโยค ไม่ถึงชั่วโมง พอแม่มาถึงบ้านจากข้างนอกเขาก็เข้าห้องไปเล่นมือถือ เล่นเฟสบุ้คโพสธรรมะจนหลับไป เราอาจจะมองในแง่ร้ายนะคะ แต่ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมาแม่ก็ยังจะได้ตังค่าประกันชีวิตอีกหรอคะทั้งๆที่เกิน90%ในตัวนี่คุณพ่อเลี้ยงมาหมด เงินก้อนนั้นอาจจะดูน้อยแต่จขกทอยากให้มันมีความเป็นธรรม
*ปล.ยังมีอีกเยอะค่ะ เล็กๆน้อยๆที่เกิดบ่อยๆจนทำให้เป็นเรื่งอใหญ่ได้ นี่คือเท่าที่นึกออกและเกี่ยวข้องกับคุณแม่กับคุณพ่อหลักๆค่ะ
คือจขกทสงสารคุณพ่อค่ะ เวลาไปไหนถ้าจขกทไม่ตื่น ไปเรียน หรือไม่อยู่ท่านก็จะขับรถเล่นคนเดียว ไม่ก็เดินเล่นดูโรงงานคนเดียว ไปทานข้าวข้างนอกก็ไปทานคนเดียว คือท่านเหงามากค่ะ เพื่อนท่านก็ไม่มี เขาก็บ่นนะว่าเห้นคนแก่คนอื่นยังมีไปตีแบต ร้องเกะ บลาๆ แต่ท่านอยู่คนเดียว..
คือ..จะทำยังไงดีคะ แถมคุณพ่อก็ดื้อพอกัน ไม่เชื่อเรื่องสุขภาพจิต เป็นคนเข้าใจยากอีก ไม่อยากให้ใครมองคุณพ่อไม่ดีไม่อยากให้ท่านเหนื่อยหรืออึดอัดใจ ทำไมคุณพ่อต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย..แม่ชอบบอกอยู่แล้วเสียสุขภาพจิต ทั้งๆที่คุณพ่อหยุดไปนานแล้วมีแต่ลูกน้องของท่านที่ยุและหาเรื้องมาเม้าท์คุณพ่อตามประสาเด็กผู้หญิง
ถ้าเป็นทุกคน จะทำยังไงกันคะ แล้วทุกคนเป็นจขกทจะคิดกับคุณแม่ยังไง..
*ขออภัยหากยาวเกินไปนะคะ และขอบคุณมากๆค่ะถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้