นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2559 น่าจะเติบโตระดับ 2.5% โดยได้รับแรงกดดันด้านการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องจากปี 2558 โดยได้ปรับประมาณการมูลค่าส่งออกปีนี้ลงมาอยู่ที่ -2.1% จากเดิมคาดโต 0% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดและจากการที่จีนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ลดการนำเข้าวัตถุดิบต่างๆ ลง แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถฟื้นตัวได้ แต่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
อีกทั้งนโยบายทางการเงินของยูโรโซนและญี่ปุ่นยังขาดประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศพัฒนาแล้วที่สูงขึ้น จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีและมีทิศทางที่จะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบของญี่ปุ่นและยุโรปทำให้มีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดทุนและตลาดเงินในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม คาดว่าระยะต่อไปธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำในปัจจุบัน และคาดการว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมที่ 1.5%
ทั้งนี้ การจับตาการลงทุนของภาครัฐในครึ่งปีหลังในเรื่องนโยบายการคลังที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายในโครงการลงทุนขนาดเล็กและมาตราการสนับสนุนทางการเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ทั้งโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล มอเตอร์เวย์จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
JJNY : เศรษฐกิจดี๊ดี...ธ.ไทยพาณิชย์จับตาลงทุนรัฐครึ่งปีหลัง คาดส่งออกปี′59 หดตัว - 2.1%
อีกทั้งนโยบายทางการเงินของยูโรโซนและญี่ปุ่นยังขาดประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศพัฒนาแล้วที่สูงขึ้น จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีและมีทิศทางที่จะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบของญี่ปุ่นและยุโรปทำให้มีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดทุนและตลาดเงินในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม คาดว่าระยะต่อไปธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำในปัจจุบัน และคาดการว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมที่ 1.5%
ทั้งนี้ การจับตาการลงทุนของภาครัฐในครึ่งปีหลังในเรื่องนโยบายการคลังที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายในโครงการลงทุนขนาดเล็กและมาตราการสนับสนุนทางการเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ทั้งโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล มอเตอร์เวย์จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน