วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานต่างจากเทคนิคอลยังไง? ทำไมคนเทรดเก่งๆ ต้องดูทั้งสองอย่าง?

กระทู้สนทนา
ในโลกของการเทรด มักมีการถกเถียงกันว่าระหว่าง "กราฟ" (Technical) กับ "ข่าว" (Fundamental) อะไรสำคัญกว่ากัน? สำหรับเทรดเดอร์มือโปร คำตอบไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการ "ผสาน" ทั้งสองศาสตร์เข้าด้วยกัน หากคุณอยากก้าวข้ามจากการเป็นนักเสี่ยงโชคไปเป็นนักลงทุนอาชีพ บทความนี้จะเผยเหตุผลว่าทำไมความสำเร็จถึงต้องใช้ทั้งสองด้านครับ

การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการศึกษาพฤติกรรมราคาในอดีตเพื่อทำนายอนาคต โดยเน้นไปที่กราฟและอินดิเคเตอร์ ขณะที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือการศึกษา "ต้นตอ" ที่ทำให้ราคาเคลื่อนที่ เช่น สภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์บ้านเมือง 

เปรียบเทียบได้กับการขับรถ การเทคนิคอลคือการดูหน้าปัดและแผนที่ (กราฟ) ส่วนปัจจัยพื้นฐานคือการดูเครื่องยนต์และสภาพอากาศ (ข่าว) สาเหตุที่เทรดเดอร์เก่งๆ ต้องดูทั้งคู่ เพราะปัจจัยพื้นฐานจะบอกเราว่า "ราคาควรจะวิ่งไปทางไหน" (ทิศทาง) ส่วนเทคนิคอลจะบอกเราว่า "ควรเข้าเทรดตอนไหน" (จังหวะ) 
บ่อยครั้งที่กราฟทำรูปแบบขาขึ้นอย่างสวยงาม แต่เมื่อข่าวพื้นฐานประกาศออกมาในเชิงลบ ราคาจะกลับทิศทันทีโดยไม่สนใจอินดิเคเตอร์ใดๆ การรู้ปัจจัยพื้นฐานจะช่วยให้เราไม่หลงไปกับสัญญาณหลอก (False Signal) ของกราฟในช่วงที่ตลาดมีความอ่อนไหวสูง 

ในทางกลับกัน การใช้เทคนิคอลจะช่วยให้เราหาจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดเก็บกำไร (Take Profit) ที่เป็นตัวเลขชัดเจน ซึ่งปัจจัยพื้นฐานให้ไม่ได้ การผสานสองศาสตร์เข้าด้วยกันจะช่วยสร้างความมั่นใจในการถือออเดอร์ระยะยาว เพราะเราเข้าใจทั้งจังหวะการเข้าซื้อและเหตุผลที่ราคากำลังวิ่ง 

การฝึกฝนวิเคราะห์ทั้งคู่จะทำให้คุณมีมุมมองตลาดที่รอบด้านมากขึ้น ลดการใช้อารมณ์ในการเทรด และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอในทุกสภาวะตลาด ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นเทรดเดอร์ที่สมบูรณ์แบบคือการใช้ปัจจัยพื้นฐานเป็น "เข็มทิศ" และใช้เทคนิคอลเป็น "แผนที่" ในการเดินทางสู่เป้าหมายทางการเงินของคุณ

กลยุทธ์การเทรด Forex โดยใช้ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
เมื่อเข้าใจปัจจัยต่างๆ แล้ว จะสามารถนำมาสร้างเป็นกลยุทธ์ได้อย่างไร ?

1. การเทรดชนข่าว (News Trading)
การเทรดชนข่าว คือ การเข้าเทรดในช่วงเวลาที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ โดยอาศัยความผันผวนสูงที่เกิดขึ้นในตลาด
ข้อดี : มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้จำนวนมากในระยะเวลาสั้น ๆ
ข้อควรระวัง : เป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากตลาดมีความผันผวนรุนแรงในช่วงที่ประกาศข่าว 
2. การวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาว
เป็นการใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อมองหาแนวโน้มเศรษฐกิจหลักของประเทศ แล้วทำการถือออเดอร์เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี เพื่อทำกำไรจากแนวโน้มดังกล่าว
ตัวอย่างเช่น : หากคุณวิเคราะห์แล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำ คุณอาจพิจารณาเข้าสถานะซื้อ (Long) ในคู่เงิน USD/JPY เพื่อทำกำไรจากแนวโน้มใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐาน

3. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเงิน (Currency Correlation)
คือการทำความเข้าใจว่าเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เชื่อมโยงกัน เช่น เศรษฐกิจแคนาดา (CAD) มักจะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือเศรษฐกิจออสเตรเลีย (AUD) มักจะได้รับผลกระทบจากข้อมูลเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เป็นต้น

สรุปการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน 
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานไม่ใช่แค่การไล่ตามตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือ การทำความเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วยให้คุณมองเห็นภาพใหญ่ สามารถแยกแยะระหว่างความผันผวนระยะสั้นกับแนวโน้มที่แท้จริง และตัดสินใจเทรดโดยมี "เหตุผล" รองรับ 
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้คุณสามารถหาจุดเข้าทำกำไรได้อย่างแม่นยำ 100% แต่ถ้าหากนำการวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้ามาใช้ร่วมด้วย ก็จะช่วยให้คุณสามารถหาจุดเข้าทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ :https://www.thaiforexreview.com/blog/fundamental-analysis

*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่