เผย กกต.ยุติสอบ ’มาร์ค’ ขาดคุณสมบัติ หน.พรรคหรือไม่ อ้าง คดียังไม่ถึงที่สุด
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณียื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้วินิจฉัยว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขาดคุณสมบัติการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ จากกรณีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ปลดนายอภิสิทธิ์ ออกจากราชการทหารชอบด้วยกฎหมาย ว่า ตนได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้วว่า กรณีดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์ จึงยังถือว่าคดีไม่สิ้นสุด กกต.ก็จะยุติเรื่องไว้ก่อน ส่วนตัวก็ไม่เป็นไร ก็จะรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่ถ้าหากในอนาคตมีการเลือกตั้ง และนายอภิสิทธิ์ เซ็นรับรองส่งตัวผู้สมัครส.ส. ก็คงต้องมาถกเถียงกันและอาจจะต้องมีการยื่นให้กกต.พิจารณากันใหม่
http://www.matichon.co.th/news/77828
กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า
หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 102 (6)
เมื่อกลาโหมมีคำสั่งที่ 1163/2555 ปลดอภิสิทธิ์ ออกจากราชการฐานทุจริต ประพฤติมิชอบในวงราชการ
ทำให้อภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร และคุณสมบัติการเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ทันที
ตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 11 และตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 102 (6)
เมื่อมีผู้ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ของอภิสิทธิ์ (ตาม รธน.50 มาตรา 102 (6) )
ผลก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ยอมวินิจฉัย อ้างว่าอภิสิทธิ์ร้องค้านต่อศาลปกครองอยู่ รอผลจากศาลปกครองก่อน
จนเมื่อนายกฯยิ่งลักษณ์ยุบสภาฯ ปลายปี 56 ศาลรัฐธรรมนูญก็จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบทันที
ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องเก็บเรื่องไว้วินิจฉัย
ต่อมา ก็มีการร้องไปยัง กกต. เพื่อให้พิจารณาสถานะความเป็นหัวหน้าพรรคของอภิสิทธิ์ (ตาม พรบ.พรรคการเมืองมาตรา 11)
ผลก็คือ กกต. บอกว่า คดียังไม่ถึงที่สุด อภิสิทธิ์ยังสู้เรื่องคำสั่งปลดออกอยู่ จึงยังไม่พิจารณา ยุติเรื่องไว้ก่อน
นี่แหละครับ ที่เรียกว่า กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ใช้เทคนิคทางข้อกฎหมายมุดหารูลอดไป แบบไม่อาย
ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ
อยู่ที่คำว่า ผลทางกฎหมาย กับ การเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายคืน
ผลทางกฎหมาย คือ เมื่อกลาโหมมีคำสั่งปลดอภิสิทธิ์ออกจากราชการฐานทุจริต ประพฤติมิชอบในวงราชการ
คำสั่งนั้น มีผลทางกฎหมายโดยสมบูรณ์ ทำให้อภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. เป็นหัวหน้าพรรคไปแล้ว
ศาลรัฐธรรมนูญต้องเดินตามข้อกฎหมาย กกต. ต้องเดินตามข้อกฎหมาย
ไม่ใช่เลี่ยงด้วยการอ้างคดียังไม่ถึงที่สุด
คำสั่งจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นคนละเรื่อง
แต่เมื่อมีคำสั่งออกมาแล้ว ก็ถือว่าคำสั่งนั้นมีผลทางกฎหมายแล้ว ต้องปฏิบัติตาม
ส่วนเรื่องที่อภิสิทธิ์จะสู้คดีว่าคำสั่งมิชอบนั้น เป็นเรื่องเรียกร้องสิทธิคืนของอภิสิทธิ์
หากศาลพิพากษาว่าคำสั่งปลดออกมิชอบ อภิสิทธิ์ก็ได้สิทธิการเป็น ส.ส. ได้สิทธิการเป็นหัวหน้าพรรคคืน
แต่ตอนนี้ ผลทางกฎหมายตามคำสั่งปลดออก คืออภิสิทธิ์หมดสิทธิ์เป็น ส.ส. ไม่มีสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค
หากใช้แนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางของ กกต. เป็นบรรทัดฐาน
ประเทศไทยคงไม่มีใครโดนให้ออก ปลดออก ไล่ออก จากราชการจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
เพราะโดนคำสั่งให้ออก ปลดออก ไล่ออก ก็ร้องต่อศาลว่าคำสั่งไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กว่าคดีจะสิ้นสุด ก็ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ต่อไป
หรือแม้กระทั่งคำสั่งย้าย
โดนสั่งย้าย ก็ร้องต่อศาล ก็ไม่ต้องย้าย จนกว่าคดีจะสิ้นสุด
จะเล่นกันอย่างนี้เหรอ หรือใช้เฉพาะกับอภิสิทธิ์คนเดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์
ส่วนตัวอภิสิทธิ์เอง
ไอ้คำหะรูหะราที่ว่า "
ความรับผิดชอบทางการเมือง ย่อมอยู่เหนือความรับผิดทางกฎหมาย"
ไม่รู้หายไปไหน
ดีแต่เรียกร้องต่อคนอื่น
อย่างเรียกร้องให้คุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความรับผิดชอบจากการที่โดน ป.ป.ช. ชี้มูล
กระทบกระเทียบ เหน็บแนมเสียดสี เรียกร้องหาความรับผิดชอบ อ้างเรื่องบรรทัดฐาน มาตราทางการเมือง
คุณยงยุทธเลยสนองตอบให้ ลาออกจากทุกตำแหน่ง ไม่ว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรค ตำแหน่งรัฐมนตรี
แล้วพอเป็นเรื่องของตัวเอง อภิสิทธิ์นั่งยันนอนยันด้านยัน ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด
คนอื่น แค่ ป.ป.ช. ชี้มูล ก็เรียกร้องให้เขารับผิดชอบ
แต่ตัวเอง ขนาดศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วว่าผิดจริง ยังด้านอ้างว่าคดียังไม่ถึงที่สุด
ความรับผิดชอบที่เรียกร้องต่อคนอื่นตลอดเวลา ไม่เคยมีสำหรับคนชื่ออภิสิทธิ์
สมกับฉายา "
แหลลงตับ" จริง ๆ
เปรียบเทียบเล่น ๆ กับคดีจำนำข้าว
ยังไม่รู้ว่าใครโกง โกงอย่างไร แต่ฟ้องนายกฯยิ่งลักษณ์แล้วว่าปล่อยปละละเลยให้มีการโกง
แต่กับเรื่องที่มีคำสั่งตามกฎหมายชัดเจน มีผลทางกฎหมายโดยสมบูรณ์
กลับบอกว่า คดียังไม่ถึงที่สุด ไม่วินิจฉัย ไม่พิจารณา
กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย
องค์กรที่มีหน้าที่สร้างความเป็นธรรม กลับเอาแต่สร้างความไม่เป็นธรรม
บรรทัดฐานทางการเมือง มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อ้างกันได้อ้างกันดี
มีไว้ชี้นิ้วใส่คนอื่นเท่านั้น
ดิส อิส ดัดจริตแลนด์
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้หากจะอุ้มอภิสิทธิ์ ก็ควรหาข้อกฎหมายมาอุ้ม ว่าไม่ผิดอย่างไร ให้มันชัด ๆ ไปเลย
ไม่ใช่ใช้วิธีฉ้อฉลตัวบทกฎหมาย ใช้วิธีบิดเบี่ยงเลี่ยงความผิดแบบนี้ ไม่เป็นธรรม สร้างความขัดแย้ง
กองทัพบกเอง ก็ไม่ยอมเดินเรื่องถอดยศ เรียกเบี้ยหวัดเงินเดือนคืน
ทั้งที่มีหลักฐานชัดแล้วว่า หนีทหาร เข้ารับรากชารโดยมิชอบ นายร้อยเก๊
ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฮ่า ฮ่า ฮ่า มันก็เป็นซะยังงี้แหละครับ ตัวบทกฎหมายไม่มีความหมาย บรรทัดฐานความรับผิดชอบทางการเมืองไม่ทำงาน
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณียื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้วินิจฉัยว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขาดคุณสมบัติการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ จากกรณีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ปลดนายอภิสิทธิ์ ออกจากราชการทหารชอบด้วยกฎหมาย ว่า ตนได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้วว่า กรณีดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์ จึงยังถือว่าคดีไม่สิ้นสุด กกต.ก็จะยุติเรื่องไว้ก่อน ส่วนตัวก็ไม่เป็นไร ก็จะรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่ถ้าหากในอนาคตมีการเลือกตั้ง และนายอภิสิทธิ์ เซ็นรับรองส่งตัวผู้สมัครส.ส. ก็คงต้องมาถกเถียงกันและอาจจะต้องมีการยื่นให้กกต.พิจารณากันใหม่
http://www.matichon.co.th/news/77828
กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า
หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 102 (6)
เมื่อกลาโหมมีคำสั่งที่ 1163/2555 ปลดอภิสิทธิ์ ออกจากราชการฐานทุจริต ประพฤติมิชอบในวงราชการ
ทำให้อภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร และคุณสมบัติการเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ทันที
ตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 11 และตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 102 (6)
เมื่อมีผู้ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ของอภิสิทธิ์ (ตาม รธน.50 มาตรา 102 (6) )
ผลก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ยอมวินิจฉัย อ้างว่าอภิสิทธิ์ร้องค้านต่อศาลปกครองอยู่ รอผลจากศาลปกครองก่อน
จนเมื่อนายกฯยิ่งลักษณ์ยุบสภาฯ ปลายปี 56 ศาลรัฐธรรมนูญก็จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบทันที
ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องเก็บเรื่องไว้วินิจฉัย
ต่อมา ก็มีการร้องไปยัง กกต. เพื่อให้พิจารณาสถานะความเป็นหัวหน้าพรรคของอภิสิทธิ์ (ตาม พรบ.พรรคการเมืองมาตรา 11)
ผลก็คือ กกต. บอกว่า คดียังไม่ถึงที่สุด อภิสิทธิ์ยังสู้เรื่องคำสั่งปลดออกอยู่ จึงยังไม่พิจารณา ยุติเรื่องไว้ก่อน
นี่แหละครับ ที่เรียกว่า กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ใช้เทคนิคทางข้อกฎหมายมุดหารูลอดไป แบบไม่อาย
ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ
อยู่ที่คำว่า ผลทางกฎหมาย กับ การเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายคืน
ผลทางกฎหมาย คือ เมื่อกลาโหมมีคำสั่งปลดอภิสิทธิ์ออกจากราชการฐานทุจริต ประพฤติมิชอบในวงราชการ
คำสั่งนั้น มีผลทางกฎหมายโดยสมบูรณ์ ทำให้อภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. เป็นหัวหน้าพรรคไปแล้ว
ศาลรัฐธรรมนูญต้องเดินตามข้อกฎหมาย กกต. ต้องเดินตามข้อกฎหมาย
ไม่ใช่เลี่ยงด้วยการอ้างคดียังไม่ถึงที่สุด
คำสั่งจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นคนละเรื่อง
แต่เมื่อมีคำสั่งออกมาแล้ว ก็ถือว่าคำสั่งนั้นมีผลทางกฎหมายแล้ว ต้องปฏิบัติตาม
ส่วนเรื่องที่อภิสิทธิ์จะสู้คดีว่าคำสั่งมิชอบนั้น เป็นเรื่องเรียกร้องสิทธิคืนของอภิสิทธิ์
หากศาลพิพากษาว่าคำสั่งปลดออกมิชอบ อภิสิทธิ์ก็ได้สิทธิการเป็น ส.ส. ได้สิทธิการเป็นหัวหน้าพรรคคืน
แต่ตอนนี้ ผลทางกฎหมายตามคำสั่งปลดออก คืออภิสิทธิ์หมดสิทธิ์เป็น ส.ส. ไม่มีสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค
หากใช้แนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางของ กกต. เป็นบรรทัดฐาน
ประเทศไทยคงไม่มีใครโดนให้ออก ปลดออก ไล่ออก จากราชการจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
เพราะโดนคำสั่งให้ออก ปลดออก ไล่ออก ก็ร้องต่อศาลว่าคำสั่งไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กว่าคดีจะสิ้นสุด ก็ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ต่อไป
หรือแม้กระทั่งคำสั่งย้าย
โดนสั่งย้าย ก็ร้องต่อศาล ก็ไม่ต้องย้าย จนกว่าคดีจะสิ้นสุด
จะเล่นกันอย่างนี้เหรอ หรือใช้เฉพาะกับอภิสิทธิ์คนเดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์
ส่วนตัวอภิสิทธิ์เอง
ไอ้คำหะรูหะราที่ว่า "ความรับผิดชอบทางการเมือง ย่อมอยู่เหนือความรับผิดทางกฎหมาย"
ไม่รู้หายไปไหน
ดีแต่เรียกร้องต่อคนอื่น
อย่างเรียกร้องให้คุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความรับผิดชอบจากการที่โดน ป.ป.ช. ชี้มูล
กระทบกระเทียบ เหน็บแนมเสียดสี เรียกร้องหาความรับผิดชอบ อ้างเรื่องบรรทัดฐาน มาตราทางการเมือง
คุณยงยุทธเลยสนองตอบให้ ลาออกจากทุกตำแหน่ง ไม่ว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรค ตำแหน่งรัฐมนตรี
แล้วพอเป็นเรื่องของตัวเอง อภิสิทธิ์นั่งยันนอนยันด้านยัน ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด
คนอื่น แค่ ป.ป.ช. ชี้มูล ก็เรียกร้องให้เขารับผิดชอบ
แต่ตัวเอง ขนาดศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วว่าผิดจริง ยังด้านอ้างว่าคดียังไม่ถึงที่สุด
ความรับผิดชอบที่เรียกร้องต่อคนอื่นตลอดเวลา ไม่เคยมีสำหรับคนชื่ออภิสิทธิ์
สมกับฉายา "แหลลงตับ" จริง ๆ
เปรียบเทียบเล่น ๆ กับคดีจำนำข้าว
ยังไม่รู้ว่าใครโกง โกงอย่างไร แต่ฟ้องนายกฯยิ่งลักษณ์แล้วว่าปล่อยปละละเลยให้มีการโกง
แต่กับเรื่องที่มีคำสั่งตามกฎหมายชัดเจน มีผลทางกฎหมายโดยสมบูรณ์
กลับบอกว่า คดียังไม่ถึงที่สุด ไม่วินิจฉัย ไม่พิจารณา
กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย
องค์กรที่มีหน้าที่สร้างความเป็นธรรม กลับเอาแต่สร้างความไม่เป็นธรรม
บรรทัดฐานทางการเมือง มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อ้างกันได้อ้างกันดี
มีไว้ชี้นิ้วใส่คนอื่นเท่านั้น
ดิส อิส ดัดจริตแลนด์
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้