อ้างอิง
https://www.facebook.com/174670492571704/photos/a.593457637359652.1073741825.174670492571704/1027972730574805/?type=3&theater
-------
น้ำปานะคือน้ำที่คั้นจากผลไม้ต่างๆที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ โดยไม่ผ่านการต้ม และปรุงรส เช่นใส่ พริก เกลือ น้ำตาล ผสมลงไป โดยอาจคั้นโดยวิธีการกรองด้วยผ้าสะอาดเพื่อไม่ให้มีเนื้อผลไม้ปะปนอยู่
พริกและเกลือ ตามวินัยแม้เก็บไว้ได้ตลอด แต่ก็อนุญาตให้เก็บเพื่อไว้เป็นส่วนประกอบในการทำยาเท่านั้น มิได้อนุญาตให้เก็บไว้เพื่อปรุงรส
ส่วนเภสัชทั้งห้า คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยนั้น แม้จะกำหนดให้สามารถฉันได้ตลอด แต่หลวงพ่อชา ได้วินิจฉัยไว้ว่า ฉันได้ด้วยเจตนาว่าฉันเป็นยา การนำมาทำเป็นปานะ เช่นใส่น้ำตาลทรายมาผสมน้ำร้อนแล้วดื่มฉัน ท่านว่าไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้เจตนาฉันเพื่อเป็นยาแก้โรค ตามที่ทรงกำหนดไว้ว่าเป็นเภสัชห้า
เมื่อมาพิจารณาข้อวินิจฉัยของท่านก็เห็นประโยชน์ที่ว่า พระที่มักฉันน้ำตาลเป็นประจำมักเป็นโรคต่างๆ เช่นโรคอ้วน โรคเบาหวานได้ง่าย
สรุปน้ำปานะ คือ ...
เครื่องดื่มที่คั้นจากลูกไม้ หรือ น้ำคั้นผลไม้
จัดเป็น "ยามกาลิก" คือ
ของที่พระภิกษุสงฆ์รับประเคนไว้แล้ว
ฉันในช่วงหลังเที่ยงไปได้ทั้งวันทั้งคืนก่อนรุ่งเช้า
ผู้ต้นบัญญัติให้เกิดมีการดื่มน้ำปานะขึ้นเป็นท่านแรกคือ เกณยชฎิล ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกพระวินัย
เล่มที่ 5 ข้อที่ 86 ว่า
- พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตน้ำปานะ
หรือน้ำดื่ม 8 ชนิดคือ
1. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลมะม่วง
2. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลหว้า
3. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลกล้วยมีเมล็ด
4. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลกล้วยไม่มีเมล็ด
5. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลมะซาง
6. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลจันทน์ หรือผลองุ่น
7. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลเหง้าบัว
8. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลมะปราง หรือผลลิ้นจี่
- และทรงอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด
ยกเว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก
- อนุญาตน้ำใบไม้ทุกชนิด
เว้นน้ำผักดอง
-อนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด
เว้นน้ำดอกมะซาง
- และทรงอนุญาตน้ำอ้อยสด
สรุปได้ว่า
ในเวลาวิกาลพระท่านสามารถดื่มน้ำผลไม้ได้ทุกชนิด
เว้นผลไม้ที่มีผลใหญ่กว่าผลมะตูม หรือผลมะขวิด ที่เรียกกันว่าเป็นมหาผล
วิธีทำก็ต้องคั้นเอาแต่น้ำ และกรองให้ไม่มีกาก
จะทำให้สุกด้วยแสงอาทิตย์ก็ได้
*.. แต่ห้ามผ่านการสุกด้วยไฟ .. *
*.....น้ำที่ห้ามพระสงฆ์ดื่มใน....ยามวิกาล
- น้ำจากมหาผล คือ...ผลไม้ใหญ่ 9 ชนิด คือ
ผลตาล ผลมะพร้าว ผลขนุน
ผลสาเก น้ำเต้า ฟักเขียว
แตงไทย แตงโม และฟักทอง
- น้ำที่ได้จากธัญชาติ 7 ชนิด มี
ข้าวสาลี ข้าวเปลือก หญ้ากับแก้
ข้าวละมาน ลูกเดือย ข้าวแดง ข้าวฟ่าง
- น้ำที่ได้จากพืชจำพวกถั่ว
มีถั่วเขียว ถั่วเหลือง เป็นต้น
รวมถึงน้ำนมสด ก็ไม่จัดเป็นน้ำปานะ เพราะนมสดถือเป็นโภชนะ (คืออาหาร) อันประณีต
ไม่ควรดื่มในเวลาวิกาล
- ส่วนโภชนะอันประณีตอีก 5 อย่าง คือ
เนยใส
เนยข้น
น้ำมัน
น้ำผึ้ง
น้ำอ้อย
แม้จะเป็นอาหาร - แต่ก็เป็นเภสัช คือ ยาด้วย
พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันได้ทั้งในกาลและวิกาล
คือฉันได้ไม่จำกัดเวลา
เครดิต สาขาวัดหนองป่าพง
***ว่าด้วยเรื่อง "น้ำปานะ" ***
https://www.facebook.com/174670492571704/photos/a.593457637359652.1073741825.174670492571704/1027972730574805/?type=3&theater
-------
น้ำปานะคือน้ำที่คั้นจากผลไม้ต่างๆที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ โดยไม่ผ่านการต้ม และปรุงรส เช่นใส่ พริก เกลือ น้ำตาล ผสมลงไป โดยอาจคั้นโดยวิธีการกรองด้วยผ้าสะอาดเพื่อไม่ให้มีเนื้อผลไม้ปะปนอยู่
พริกและเกลือ ตามวินัยแม้เก็บไว้ได้ตลอด แต่ก็อนุญาตให้เก็บเพื่อไว้เป็นส่วนประกอบในการทำยาเท่านั้น มิได้อนุญาตให้เก็บไว้เพื่อปรุงรส
ส่วนเภสัชทั้งห้า คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยนั้น แม้จะกำหนดให้สามารถฉันได้ตลอด แต่หลวงพ่อชา ได้วินิจฉัยไว้ว่า ฉันได้ด้วยเจตนาว่าฉันเป็นยา การนำมาทำเป็นปานะ เช่นใส่น้ำตาลทรายมาผสมน้ำร้อนแล้วดื่มฉัน ท่านว่าไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้เจตนาฉันเพื่อเป็นยาแก้โรค ตามที่ทรงกำหนดไว้ว่าเป็นเภสัชห้า
เมื่อมาพิจารณาข้อวินิจฉัยของท่านก็เห็นประโยชน์ที่ว่า พระที่มักฉันน้ำตาลเป็นประจำมักเป็นโรคต่างๆ เช่นโรคอ้วน โรคเบาหวานได้ง่าย
สรุปน้ำปานะ คือ ...
เครื่องดื่มที่คั้นจากลูกไม้ หรือ น้ำคั้นผลไม้
จัดเป็น "ยามกาลิก" คือ
ของที่พระภิกษุสงฆ์รับประเคนไว้แล้ว
ฉันในช่วงหลังเที่ยงไปได้ทั้งวันทั้งคืนก่อนรุ่งเช้า
ผู้ต้นบัญญัติให้เกิดมีการดื่มน้ำปานะขึ้นเป็นท่านแรกคือ เกณยชฎิล ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกพระวินัย
เล่มที่ 5 ข้อที่ 86 ว่า
- พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตน้ำปานะ
หรือน้ำดื่ม 8 ชนิดคือ
1. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลมะม่วง
2. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลหว้า
3. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลกล้วยมีเมล็ด
4. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลกล้วยไม่มีเมล็ด
5. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลมะซาง
6. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลจันทน์ หรือผลองุ่น
7. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลเหง้าบัว
8. น้ำปานะ ที่ทำด้วยผลมะปราง หรือผลลิ้นจี่
- และทรงอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด
ยกเว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก
- อนุญาตน้ำใบไม้ทุกชนิด
เว้นน้ำผักดอง
-อนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด
เว้นน้ำดอกมะซาง
- และทรงอนุญาตน้ำอ้อยสด
สรุปได้ว่า
ในเวลาวิกาลพระท่านสามารถดื่มน้ำผลไม้ได้ทุกชนิด
เว้นผลไม้ที่มีผลใหญ่กว่าผลมะตูม หรือผลมะขวิด ที่เรียกกันว่าเป็นมหาผล
วิธีทำก็ต้องคั้นเอาแต่น้ำ และกรองให้ไม่มีกาก
จะทำให้สุกด้วยแสงอาทิตย์ก็ได้
*.. แต่ห้ามผ่านการสุกด้วยไฟ .. *
*.....น้ำที่ห้ามพระสงฆ์ดื่มใน....ยามวิกาล
- น้ำจากมหาผล คือ...ผลไม้ใหญ่ 9 ชนิด คือ
ผลตาล ผลมะพร้าว ผลขนุน
ผลสาเก น้ำเต้า ฟักเขียว
แตงไทย แตงโม และฟักทอง
- น้ำที่ได้จากธัญชาติ 7 ชนิด มี
ข้าวสาลี ข้าวเปลือก หญ้ากับแก้
ข้าวละมาน ลูกเดือย ข้าวแดง ข้าวฟ่าง
- น้ำที่ได้จากพืชจำพวกถั่ว
มีถั่วเขียว ถั่วเหลือง เป็นต้น
รวมถึงน้ำนมสด ก็ไม่จัดเป็นน้ำปานะ เพราะนมสดถือเป็นโภชนะ (คืออาหาร) อันประณีต
ไม่ควรดื่มในเวลาวิกาล
- ส่วนโภชนะอันประณีตอีก 5 อย่าง คือ
เนยใส
เนยข้น
น้ำมัน
น้ำผึ้ง
น้ำอ้อย
แม้จะเป็นอาหาร - แต่ก็เป็นเภสัช คือ ยาด้วย
พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันได้ทั้งในกาลและวิกาล
คือฉันได้ไม่จำกัดเวลา
เครดิต สาขาวัดหนองป่าพง