มอร์นิ่งสตาร์ฯเผยกองทุน LTF 33 กองทุน บริหารผลตอบแทน "ติดลบ" กดดันผู้ที่ถือหน่วยลงทุนครบอายุจำยอมต้องถือต่อ บลจ.แอสเซทพลัส ปรับกลยุทธ์ลงทุนใหม่ บลจ.วรรณจับจังหวะหุ้นร่วงซื้อกลุ่มธนาคาร-อุปโภคบริโภค-ท่องเที่ยว
หุ้นขาลงฉุด 33 กอง LTF ติดลบ
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์ข้อมูล บริษัทมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วงต้นปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงครบกำหนดไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สำหรับนักลงทุนที่เริ่มซื้อตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งตามปกตินักลงทุนถือ LTF ครบกำหนด และมีกำไรจะขายออกมาก่อนเพื่อทำกำไร หลังจากนั้น ก็จะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง แต่สถานการณ์ปีนี้ค่อนข้างต่างจากปกติ พบว่ามีการขายหน่วยลงทุนค่อนข้างน้อย โดย ณ 15 ม.ค. 2559 ให้มียอดขายสุทธิเพียง 1,485 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ม.ค. 2558 ที่มียอดขายสุทธิของ LTF รวม 4,837 ล้านบาท
สาเหตุน่าจะเป็นเพราะนักลงทุนบางส่วน อาจยังมีผลขาดทุนจากการซื้อกองทุน LTF จึงยอมที่จะถือหน่วยลงทุนต่อไป เพื่อรอให้ราคาปรับตัวขึ้นก่อนแล้วค่อยขาย
นายกิตติคุณกล่าวว่า หากตั้งสมมุติฐานว่านักลงทุนเข้าซื้อ LTF วันที่ 28 ธ.ค. 2555 และขาย 15 ม.ค. 2559 (ถือกองทุนครบตามรอบ 5 ปีที่เกณฑ์กำหนด) จะพบว่ากองทุน LTF ที่มีทั้งหมดในอุตสาหกรรม 52 กองทุนนั้นมีถึง 33 กองทุนที่ผลตอบแทนติดลบโดยเฉลี่ย -2.38% ต่อปี (-0.12% ถึง -5.41%) และมีเพียง 19 กองทุนเท่านั้นที่สร้างผลตอบแทนเป็นบวกโดยเฉลี่ย 2.19% ต่อปี (0.06% ถึง 5.77%)
"สมมุติฐานโดยกำหนดช่วงเวลาเริ่มลงทุนครั้งแรกในช่วงท้ายปี ตามพฤติกรรมของนักลงทุนที่มักจะซื้อกองทุน LTF ปลายปี จะพบว่านักลงทุนมีโอกาสจะได้รับผลขาดทุน เนื่องจากช่วงนั้นดัชนีตลาดอยู่ที่ราว 1,300 จุด แต่ช่วงต้นปีนี้ดัชนีร่วงลงมาเหลือประมาณ 1,200 จุด ดังนั้น หาก บลจ.ใดมีนโยบายลงทุนโดยอ้างอิงหุ้นตามดัชนี SET50 ก็อาจได้รับความเสี่ยงได้" นายกิตติคุณกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ฯพบว่า กองทุน LTF 3 อันดับแรกที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุนในช่วง 28 ธ.ค. 2555-วันที่ 15 ม.ค. 2559 ได้แก่ กองทุนเปิดภัทรหุ้นระยะยาวปันผลให้ผลตอบแทนย้อนหลังต่อปีที่ 5.77% กองทุนเปิดยูโอบี บรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว 5.46% และกองทุนเปิดยูโอบี 70/30 ปันผลหุ้นระยะยาว 3.65%
นายกิตติคุณกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุน LTF นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป นักลงทุนจะต้องลงทุนระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากหลักเกณฑ์กำหนดให้ถือครองหน่วยลงทุนโดยห้ามขายเป็นเวลา 7 ปีปฏิทิน จากเดิมที่กำหนดให้ลงทุน 5 ปีปฏิทิน
"ที่ผ่านมานักลงทุนมักจะมองหากองทุนที่สร้างผลตอบแทนได้อันดับ 1 แบบรายปี ซึ่งการเลือกในลักษณะนั้นอาจไม่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนมาหากองทุนที่สร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ และสามารถควบคุมความเสี่ยงขาลงได้ดี" นายกิตติคุณกล่าว
บลจ.ปรับกลยุทธ์บริหารกองทุน
นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซทพลัสกล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะขาลงเนื่องจากมีปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น จึงทำให้ผลตอบแทนกองทุน LTF ของบริษัทไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ดีขึ้นในปี 2559 บริษัทจึงเตรียมปรับกลยุทธ์บริหาร LTF ด้วยการมาคัดเลือกหุ้นที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีขึ้น โดยหันมาใช้กลยุทธ์คัดเลือกหุ้นแบบรายตัว จากเดิมที่เน้นลงทุนหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม SET50 ในสัดส่วนค่อนข้างสูง
ขณะที่นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณกล่าวว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทเริ่มนำเงินสดที่มีทยอยสะสมซื้อหุ้นเพิ่ม ส่งผลให้เงินสดของกอง LTF เหลือไม่ถึง 5% จากปีก่อนที่มีสัดส่วน 15% เนื่องจากประเมินว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะหุ้นหลายบริษัทปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ หุ้นที่ LTF ของ บลจ.วรรณเข้าซื้อ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งราคาปรับตัวลดลงเกินกว่าความเป็นจริง กลุ่มอุปโภคบริโภค และกลุ่มท่องเที่ยว
"หุ้นหลายบริษัทราคาปรับตัวลดลงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ดังนั้น เราจึงอาศัยจังหวะช่วงต้นปีทยอยเข้าสะสมหุ้น แต่หุ้นที่เราซื้อส่วนใหญ่จะเน้นบริษัทพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลดลงมาก และมีโอกาสสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานได้ดีในอนาคต"
ตลาดหุ้นไทยปี 2559 เหวี่ยงหนัก
นายวินกล่าวต่อว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปีนี้จะแกว่งตัวผันผวนอย่างมากในกรอบ 1,200-1,500 จุด โดยปีนี้ปัจจัยในประเทศ เช่น นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ เช่น ความเสี่ยงเศรษฐกิจจีน และราคาน้ำมันที่ผันผวนจะสร้างความเสี่ยงให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ขณะที่กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซทพลัสกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในปีนี้ยังเผชิญความผันผวนสูง จากนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้ คาดว่าในไตรมาส 1-2 ของปีตลาดมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ ราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ การแข็งและอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและเงินหยวน รวมถึงพัฒนาการความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งส่งผลต่อปริมาณและความถี่ของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ขณะเดียวกัน ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจะยังทรงตัวในระดับต่ำต่อไปเพื่อเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นไทยปลายปีที่ 1,380-1,450 จุด
JJNY : นักลงทุนมึน! LTF เกินครึ่ง ตลาดรีเทิร์น บริหารผลตอบแทน "ติดลบ"
หุ้นขาลงฉุด 33 กอง LTF ติดลบ
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์ข้อมูล บริษัทมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วงต้นปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงครบกำหนดไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สำหรับนักลงทุนที่เริ่มซื้อตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งตามปกตินักลงทุนถือ LTF ครบกำหนด และมีกำไรจะขายออกมาก่อนเพื่อทำกำไร หลังจากนั้น ก็จะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง แต่สถานการณ์ปีนี้ค่อนข้างต่างจากปกติ พบว่ามีการขายหน่วยลงทุนค่อนข้างน้อย โดย ณ 15 ม.ค. 2559 ให้มียอดขายสุทธิเพียง 1,485 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ม.ค. 2558 ที่มียอดขายสุทธิของ LTF รวม 4,837 ล้านบาท
สาเหตุน่าจะเป็นเพราะนักลงทุนบางส่วน อาจยังมีผลขาดทุนจากการซื้อกองทุน LTF จึงยอมที่จะถือหน่วยลงทุนต่อไป เพื่อรอให้ราคาปรับตัวขึ้นก่อนแล้วค่อยขาย
นายกิตติคุณกล่าวว่า หากตั้งสมมุติฐานว่านักลงทุนเข้าซื้อ LTF วันที่ 28 ธ.ค. 2555 และขาย 15 ม.ค. 2559 (ถือกองทุนครบตามรอบ 5 ปีที่เกณฑ์กำหนด) จะพบว่ากองทุน LTF ที่มีทั้งหมดในอุตสาหกรรม 52 กองทุนนั้นมีถึง 33 กองทุนที่ผลตอบแทนติดลบโดยเฉลี่ย -2.38% ต่อปี (-0.12% ถึง -5.41%) และมีเพียง 19 กองทุนเท่านั้นที่สร้างผลตอบแทนเป็นบวกโดยเฉลี่ย 2.19% ต่อปี (0.06% ถึง 5.77%)
"สมมุติฐานโดยกำหนดช่วงเวลาเริ่มลงทุนครั้งแรกในช่วงท้ายปี ตามพฤติกรรมของนักลงทุนที่มักจะซื้อกองทุน LTF ปลายปี จะพบว่านักลงทุนมีโอกาสจะได้รับผลขาดทุน เนื่องจากช่วงนั้นดัชนีตลาดอยู่ที่ราว 1,300 จุด แต่ช่วงต้นปีนี้ดัชนีร่วงลงมาเหลือประมาณ 1,200 จุด ดังนั้น หาก บลจ.ใดมีนโยบายลงทุนโดยอ้างอิงหุ้นตามดัชนี SET50 ก็อาจได้รับความเสี่ยงได้" นายกิตติคุณกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ฯพบว่า กองทุน LTF 3 อันดับแรกที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุนในช่วง 28 ธ.ค. 2555-วันที่ 15 ม.ค. 2559 ได้แก่ กองทุนเปิดภัทรหุ้นระยะยาวปันผลให้ผลตอบแทนย้อนหลังต่อปีที่ 5.77% กองทุนเปิดยูโอบี บรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว 5.46% และกองทุนเปิดยูโอบี 70/30 ปันผลหุ้นระยะยาว 3.65%
นายกิตติคุณกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุน LTF นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป นักลงทุนจะต้องลงทุนระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากหลักเกณฑ์กำหนดให้ถือครองหน่วยลงทุนโดยห้ามขายเป็นเวลา 7 ปีปฏิทิน จากเดิมที่กำหนดให้ลงทุน 5 ปีปฏิทิน
"ที่ผ่านมานักลงทุนมักจะมองหากองทุนที่สร้างผลตอบแทนได้อันดับ 1 แบบรายปี ซึ่งการเลือกในลักษณะนั้นอาจไม่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนมาหากองทุนที่สร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ และสามารถควบคุมความเสี่ยงขาลงได้ดี" นายกิตติคุณกล่าว
บลจ.ปรับกลยุทธ์บริหารกองทุน
นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซทพลัสกล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะขาลงเนื่องจากมีปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น จึงทำให้ผลตอบแทนกองทุน LTF ของบริษัทไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ดีขึ้นในปี 2559 บริษัทจึงเตรียมปรับกลยุทธ์บริหาร LTF ด้วยการมาคัดเลือกหุ้นที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีขึ้น โดยหันมาใช้กลยุทธ์คัดเลือกหุ้นแบบรายตัว จากเดิมที่เน้นลงทุนหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม SET50 ในสัดส่วนค่อนข้างสูง
ขณะที่นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณกล่าวว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทเริ่มนำเงินสดที่มีทยอยสะสมซื้อหุ้นเพิ่ม ส่งผลให้เงินสดของกอง LTF เหลือไม่ถึง 5% จากปีก่อนที่มีสัดส่วน 15% เนื่องจากประเมินว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะหุ้นหลายบริษัทปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ หุ้นที่ LTF ของ บลจ.วรรณเข้าซื้อ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งราคาปรับตัวลดลงเกินกว่าความเป็นจริง กลุ่มอุปโภคบริโภค และกลุ่มท่องเที่ยว
"หุ้นหลายบริษัทราคาปรับตัวลดลงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ดังนั้น เราจึงอาศัยจังหวะช่วงต้นปีทยอยเข้าสะสมหุ้น แต่หุ้นที่เราซื้อส่วนใหญ่จะเน้นบริษัทพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลดลงมาก และมีโอกาสสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานได้ดีในอนาคต"
ตลาดหุ้นไทยปี 2559 เหวี่ยงหนัก
นายวินกล่าวต่อว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปีนี้จะแกว่งตัวผันผวนอย่างมากในกรอบ 1,200-1,500 จุด โดยปีนี้ปัจจัยในประเทศ เช่น นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ เช่น ความเสี่ยงเศรษฐกิจจีน และราคาน้ำมันที่ผันผวนจะสร้างความเสี่ยงให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ขณะที่กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซทพลัสกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในปีนี้ยังเผชิญความผันผวนสูง จากนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้ คาดว่าในไตรมาส 1-2 ของปีตลาดมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ ราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ การแข็งและอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและเงินหยวน รวมถึงพัฒนาการความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งส่งผลต่อปริมาณและความถี่ของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ขณะเดียวกัน ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจะยังทรงตัวในระดับต่ำต่อไปเพื่อเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นไทยปลายปีที่ 1,380-1,450 จุด