จขกท ก็อายุราว 30 กว่าๆ ชีวิตก็ไปได้เรื่อยๆ แต่ก็ผ่านอะไรมาบ้างไม่มากก็น้อยครับ ช่วงนี้เห็นเด็กจบปริญญาตรี โท เอกกันเยอะเลย วันนี้เลยจะขอแชร์ประสบการณ์ทำงานเล็กๆน้อยๆที่ได้จากการทำงานในองค์กรข้างนอกมา หากใครมีข้อโต้แย้งสามารถคุยกับผมได้เลยนะครับจะได้แชร์กันเป็นความรู้ใหม่ๆ
1. สิ่งที่เราเคยเรียนมาในมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการหรือด้านกิจกรรมรวมถึงการคบเพื่อน แทบจะไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตการทำงาน อย่างเช่น จขกท เคยทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ในรุ่น แน่นอนว่าจะต้องประสานงานกับผู้คนมากมาย สำหรับโลกในมหาวิทยาลัยมักสวยงามซึ่งผิดกับประชาสัมพันธ์ในชีวิตจริงๆครับ เพราะคนร้อยพ่อพันแม่ต้องการหลายหมื่นอย่าง
2. เราไม่สามารถไว้ใจใครได้อย่างสนิทใจในองค์กร(ทั้งเอกชนและรัฐบาล) เพราะต้องพึงระลึกในใจเสมอว่าเรามาทำงานไม่ได้มาคบใครเป็นการส่วนตัวหรือทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน (ถ้าเล็กน้อยคงพอให้อภัย) เพราะ "ชีวิตคือการแข่งขันและเวลาไม่เคยคอยใคร" อย่างไรก็ตามการสร้างสัมพันธ์ที่พอเหมาะและสร้างบรรยากาศรอบข้างที่ดีคงจะดีมากไม่น้อย
3. ความรู้จากชีวิตจริงนั้นมาจากการเรียนรู้ในหน้างาน ซึ่งทุกอย่าง (ยกเว้นที่เป็นเทคนิค) สามารถเรียนรู้กันได้จาก อินเตอร์เน็ต หนังสือทั่วไป เพื่อน สามารถหาอ่านหรือพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ เพราะปริญญานั้นมีอายุจำกัด และเมื่อเข้าสู่สนามการทำงานแล้ว คำว่า "ไม่รู้" ต้องเรียนเพื่อให้ "รู้" ในงานนั้นๆ
4. สิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้มักไม่เป็นดั่งที่หวังเสมอและอาจจะผิดหวัง เพราะเราอยู่ในรั้วขององค์กรนั้นๆต้องปฏิบัติตามองค์กร เรื่องบางเรื่องเช่น เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เราแทบจะไม่สามารถควบคุมได้ รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นสำคัญที่สุด
5. หัวใจที่สำคัญของการทำงานอีกอย่างคือ การแยกแยะให้ออกระหว่าง "งาน (ชีวิตเพื่อหาเงิน)" กับ "ชีวิตส่วนตัว" ให้ออก มีเพื่อนจขกท บางคนแยกแยะไม่ออกระหว่างสองเรื่องนี้จนกลายเป็นเรื่องบานปลายเกิดในองค์กร นอกจากนี้ เพื่อนร่วมเรียนหนังสือไม่ว่าจะตรี หรือ โท ก็จะเริ่มค่อยๆหายไปหรือเปลี่ยนแปลงกันไปตามสภาพและวุฒิภาวะ เราจึงต้องรู้จักอยู่กับตัวเองให้เป็นในบางเวลาและบางครั้งก็ต้องสร้างและหาสังคมใหม่ๆบ้าง
6. ไม่ควรทำอะไรเกินหน้าเจ้านายตัวเอง (แม้ว่าองค์กรข้ามชาติจะไม่แคร์ก็ตามอะไรมาก) เพราะอย่างไร มันก็ไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับหน้าตาเจ้านาย และจำเป็นต้องมีการรายงานให้หัวหน้าทุกๆครั้งแม้ว่าเจ้านายจะไม่ตามงานก็ตาม
7. ชีวิตการทำงานมีขึ้น มีลง มีคนรัก มีคนชัง มีลาภ มีเสื่อมลาภ มียศ มีเสื่อมยศ เป็นธรรมดาของชีวิต เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบเราได้ทั้งหมดซึ่งผิดจากตอนเรียนมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง (เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้มีอะไรวัดผลมากนอกจากเกรด มีเพื่อนที่พูดกันตตงๆ แต่สำหรับชีวิตทำงาน มีทั้งเนื้องาน คนรอบข้าง เจ้านาย ลูกน้อง การโกหก ฯลฯ)
8. ภาษาอังกฤษสำคัญมาก เวลาสัมภาษณ์ควรพูดให้คล่องๆ เพราะจะช่วยให้หางานได้ง่ายขึ้น รวมถึงทักษะภาษาอังกฤษสำหรับการเขียนอีเมล ประชุม คุยกับลูกค้าต่างชาติ และการเจรจาต่อรอง โดยเฉพาะองค์กรฝรั่งจะชอบมากถ้าคนกล้าแสดงออกโดยเฉพาะทักษะการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ดังนั้นควรหาภาพยนตร์ หรือ เว็บไซต์อย่าง ted มาฝึกฝนอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้แล้ว ภาษาที่สามเช่น ภาษาจีนกลาง (จขกท ฟัง พูด อ่าน ได้) ภาษาญี่ปุ่น (ได้นิดหน่อย) ก็มีจำเป็นไม่น้อย
9.สำหรับองค์กรที่มีประชากรเยอะ นั้นก็หมายถึงเรื่องราวเยอะตาม ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี เพราะคนคือสิ่งที่น่าปวดหัวมากกว่าระบบและงาน ดังนั้น การสื่อสารที่สั้นและกระชับจึงจำเป็นมาก และรับสารเฉพาะเรื่องราวที่จำเป็นและมีประโยชน์เท่านั้น
10. บางครั้งชีวิตอาจจะไม่ได้ง่ายเสมอ การลองเปลี่ยนเส้นทางอาชีพที่แปลกแหวกแนวก็น่าสนใจมิใช่น้อย (ดูปัจจัยหลายๆอย่างด้วยนะครับ) รวมถึงการทำอาชีพเสริมก็จะดีมากๆ เพราะในโลกขององค์กรไม่มีอะไรที่แน่นอน เช่นวันนี้ได้เป็นใหญ่เป็นโต วันหน้าอาจจะบีบให้ออก ก็เป็นได้
11. งาน คน เงิน ระบบ ในทุกองค์กรไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และทุกที่ก็มีปัญหาคอยท้าทายเราตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้อาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ครับเพราะเป็นแค่แง่คิดโดยส่วนตัว ถ้าใครมีอะไรเพิ่มเติมสามารถแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ
ข้อคิดดีๆจากประสบการณ์จริงหลังทำงานมานาน
1. สิ่งที่เราเคยเรียนมาในมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการหรือด้านกิจกรรมรวมถึงการคบเพื่อน แทบจะไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตการทำงาน อย่างเช่น จขกท เคยทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ในรุ่น แน่นอนว่าจะต้องประสานงานกับผู้คนมากมาย สำหรับโลกในมหาวิทยาลัยมักสวยงามซึ่งผิดกับประชาสัมพันธ์ในชีวิตจริงๆครับ เพราะคนร้อยพ่อพันแม่ต้องการหลายหมื่นอย่าง
2. เราไม่สามารถไว้ใจใครได้อย่างสนิทใจในองค์กร(ทั้งเอกชนและรัฐบาล) เพราะต้องพึงระลึกในใจเสมอว่าเรามาทำงานไม่ได้มาคบใครเป็นการส่วนตัวหรือทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน (ถ้าเล็กน้อยคงพอให้อภัย) เพราะ "ชีวิตคือการแข่งขันและเวลาไม่เคยคอยใคร" อย่างไรก็ตามการสร้างสัมพันธ์ที่พอเหมาะและสร้างบรรยากาศรอบข้างที่ดีคงจะดีมากไม่น้อย
3. ความรู้จากชีวิตจริงนั้นมาจากการเรียนรู้ในหน้างาน ซึ่งทุกอย่าง (ยกเว้นที่เป็นเทคนิค) สามารถเรียนรู้กันได้จาก อินเตอร์เน็ต หนังสือทั่วไป เพื่อน สามารถหาอ่านหรือพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ เพราะปริญญานั้นมีอายุจำกัด และเมื่อเข้าสู่สนามการทำงานแล้ว คำว่า "ไม่รู้" ต้องเรียนเพื่อให้ "รู้" ในงานนั้นๆ
4. สิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้มักไม่เป็นดั่งที่หวังเสมอและอาจจะผิดหวัง เพราะเราอยู่ในรั้วขององค์กรนั้นๆต้องปฏิบัติตามองค์กร เรื่องบางเรื่องเช่น เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เราแทบจะไม่สามารถควบคุมได้ รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นสำคัญที่สุด
5. หัวใจที่สำคัญของการทำงานอีกอย่างคือ การแยกแยะให้ออกระหว่าง "งาน (ชีวิตเพื่อหาเงิน)" กับ "ชีวิตส่วนตัว" ให้ออก มีเพื่อนจขกท บางคนแยกแยะไม่ออกระหว่างสองเรื่องนี้จนกลายเป็นเรื่องบานปลายเกิดในองค์กร นอกจากนี้ เพื่อนร่วมเรียนหนังสือไม่ว่าจะตรี หรือ โท ก็จะเริ่มค่อยๆหายไปหรือเปลี่ยนแปลงกันไปตามสภาพและวุฒิภาวะ เราจึงต้องรู้จักอยู่กับตัวเองให้เป็นในบางเวลาและบางครั้งก็ต้องสร้างและหาสังคมใหม่ๆบ้าง
6. ไม่ควรทำอะไรเกินหน้าเจ้านายตัวเอง (แม้ว่าองค์กรข้ามชาติจะไม่แคร์ก็ตามอะไรมาก) เพราะอย่างไร มันก็ไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับหน้าตาเจ้านาย และจำเป็นต้องมีการรายงานให้หัวหน้าทุกๆครั้งแม้ว่าเจ้านายจะไม่ตามงานก็ตาม
7. ชีวิตการทำงานมีขึ้น มีลง มีคนรัก มีคนชัง มีลาภ มีเสื่อมลาภ มียศ มีเสื่อมยศ เป็นธรรมดาของชีวิต เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบเราได้ทั้งหมดซึ่งผิดจากตอนเรียนมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง (เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้มีอะไรวัดผลมากนอกจากเกรด มีเพื่อนที่พูดกันตตงๆ แต่สำหรับชีวิตทำงาน มีทั้งเนื้องาน คนรอบข้าง เจ้านาย ลูกน้อง การโกหก ฯลฯ)
8. ภาษาอังกฤษสำคัญมาก เวลาสัมภาษณ์ควรพูดให้คล่องๆ เพราะจะช่วยให้หางานได้ง่ายขึ้น รวมถึงทักษะภาษาอังกฤษสำหรับการเขียนอีเมล ประชุม คุยกับลูกค้าต่างชาติ และการเจรจาต่อรอง โดยเฉพาะองค์กรฝรั่งจะชอบมากถ้าคนกล้าแสดงออกโดยเฉพาะทักษะการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ดังนั้นควรหาภาพยนตร์ หรือ เว็บไซต์อย่าง ted มาฝึกฝนอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้แล้ว ภาษาที่สามเช่น ภาษาจีนกลาง (จขกท ฟัง พูด อ่าน ได้) ภาษาญี่ปุ่น (ได้นิดหน่อย) ก็มีจำเป็นไม่น้อย
9.สำหรับองค์กรที่มีประชากรเยอะ นั้นก็หมายถึงเรื่องราวเยอะตาม ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี เพราะคนคือสิ่งที่น่าปวดหัวมากกว่าระบบและงาน ดังนั้น การสื่อสารที่สั้นและกระชับจึงจำเป็นมาก และรับสารเฉพาะเรื่องราวที่จำเป็นและมีประโยชน์เท่านั้น
10. บางครั้งชีวิตอาจจะไม่ได้ง่ายเสมอ การลองเปลี่ยนเส้นทางอาชีพที่แปลกแหวกแนวก็น่าสนใจมิใช่น้อย (ดูปัจจัยหลายๆอย่างด้วยนะครับ) รวมถึงการทำอาชีพเสริมก็จะดีมากๆ เพราะในโลกขององค์กรไม่มีอะไรที่แน่นอน เช่นวันนี้ได้เป็นใหญ่เป็นโต วันหน้าอาจจะบีบให้ออก ก็เป็นได้
11. งาน คน เงิน ระบบ ในทุกองค์กรไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และทุกที่ก็มีปัญหาคอยท้าทายเราตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้อาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ครับเพราะเป็นแค่แง่คิดโดยส่วนตัว ถ้าใครมีอะไรเพิ่มเติมสามารถแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ