จอมใจอเวจี.....บทที่ 3 (ไนท์กับเฟรี่)

กระทู้สนทนา

ตอนที่แล้ว
http://pantip.com/topic/34592210

            “เห็นไหม...ข้าสร้างดวงดาวให้โลกของเจ้าแล้ว  สวยใช่ไหมล่ะ”
            ปีศาจหนุ่มแหงนหน้ามองท้องฟ้ามีดารารายสุกใสกระจ่างพร่างพรายอยู่นับสิบ เป็นครั้งแรกกับการมองเห็นท้องฟ้าอเวจีราตรีประดับดาว
           “ก็ได้ ข้าจะจำเอาไว้ว่าเจ้าเป็นคนแรกสร้างดวงดาวให้ท้องฟ้า ว่าแต่รีบเข้ามาในถ้ำ ก่อนจะมีตัวอะไรบินได้มาจับเจ้าไปเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าอีกดวง”



==================
จอมใจอเวจี  บทที่ 3
ไนท์ กับเฟรี่
==================
Psycho G.


             คำพูดของเพื่อนร่วมทางทำให้นางฟ้าตกสวรรค์ใจหายวาบ จะเป็นเพราะอุปาทานหรืออะไรก็เหลือเดาทำให้หญิงสาวผู้เพิ่งสร้างดวงดาวคล้ายมองเห็นอะไรแวบๆ ทางหางตากำลังโบยบินผ่านก้อนเมฆดำทะมืนเบื้องบนตรงเข้ามาอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญ หันไปมองคนกึ่งพูดกึ่งเตือนก็เห็นหันหลังก้าวเท้าตรงไปยังปากถ้ำราวกับไม่ใส่ใจ  ไม่ต้องรอพิจารณาให้มากเรื่องหลายความ รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามอีกฝ่ายไปทันที

             พอผ่านปากถ้ำเข้าไปได้ก็ถอนใจอย่างโล่งอกโล่งใจไปเปลาะหนึ่งหันไปมองทางปากถ้ำก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ทำให้คิดได้ว่าบรรยากาศคงทำให้รู้สึกหลอนไปเอง หญิงสาวพยายามสงบจิตใจตั้งหลักตั้งสติให้ความคิดสงบลง ค่อยก้าวเท้าลึกเข้าไปภายในถ้ำอย่างระมัดระวัง

            ด้านในของถ้ำขยายกว้างขวางมากกว่าที่คาดเอาไว้ เพดานโค้งขึ้นไปด้านบนสูงจากพื้นหลายช่วงตัว ภายในถ้ำมีแสงสว่างจากก้อนหินเรืองแสงวางตามบนพื้นหรือฝังตามผนังหินเรียงรายทั่วไปทำให้สามารถมองเห็นสภาพในถ้ำอย่างชัดเจน  สาวพลัดถิ่นกวาดตามองอย่างสนใจ ความรู้และวิทยาการร่ำเรียนมาทำให้พอจะเดาออกถึงพลังงานในก้อนหินเรืองแสง ทำให้ลืมเรื่องอื่นไปชั่วขณะ ก้มๆเงยๆ พิจารณาสิ่งรอบกายไปมาอยู่อย่างสนใจ
  
             “ไม่น่าเชื่อ”

             หญิงสาวพึมพำตาเป็นประกายวิบวับ ทรุดตัวลงนั่งพลางใช้มือหยิบหินเรืองแสงขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมาถือพิจารณาพลางจับหมุนดูรอบๆ ด้วยสายตาชื่นชม

             ปีศาจหนุ่มยืนพิงผนังถ้ำอยู่ก่อนชำเลืองมองก่อนส่ายหน้า พวกผู้หญิงเป็นแบบนี้กันหมดทุกคนไหมนะ อันตรายอยู่รายรอบยังสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง  แล้วเสียงใสๆ ก็เริ่มบรรยายเนื้อหาวิชาการ

              “มันเปล่งแสงด้วยพลังงานในตัวของมันเอง เป็นพลังงานระดับอนุภาคขนาดที่เล็กที่สุดของมัน และ......”

             “จะมาบรรยายวิชาการอะไรแถวนี้ ไม่เอา...ไม่อยากฟังหรอก”

             อีกฝ่ายตัดบทขึ้นมาดื้อๆเหมือนรำคาญขณะทำท่าเหมือนกำลังเดินสำรวจอะไรสักอย่างไปมารอบบริเวณภายในถ้ำ คนถูกตัดบทอารมณ์วิชาการฉุนกึกขึ้นมาทันที

              “ข้าไม่ได้พูดกับเจ้าสักหน่อย”

             “อ้าว...แล้วพูดกับใคร ก็มีแค่ข้ากับเจ้าเท่านั้น”

             “พูดกับใครก็ได้ ไม่ใช่เจ้าก็แล้วกัน” น้ำเสียงของนางฟ้าตกสวรรค์เริ่มออกอารมณ์ไม่พอใจ ทรุดตัวลงนั่งพิงผนังถ้ำด้านตรงกันข้าม มือยังคงจับก้อนหินเรืองแสงหมุนพลิกเล่นด้วยประกายตาแวววาวราวมีเกล็ดแก้วแพรวพราวอยู่ภายใน

             มีเสียงหัวเราะในลำคอจากอีกฝ่าย แต่เนื่องจากปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากสีขาวเย็นชาไร้ความรู้สึกจึงไม่อาจสังเกตสีหน้าได้ ยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก แต่ก็พยายามข่มความพลุ่งพล่านอย่างลำบากยากเย็นเพราะรู้ว่าโวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

             ปีศาจหนุ่มเดินหายเข้าไปภายในถ้ำด้านในราวกับจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ หญิงสาวแดนสรวงมองตามร่างสูงก้าวลับเหลี่ยมมุมโค้งของผนังถ้ำด้วยความรู้สึกวิตกกังวลว่าถ้าอีกฝ่ายไม่กลับมาจะทำอย่างไร ใจหนึ่งนึกอยากจะตามไปดูก็กลัวว่าจะเป็นการตามง้อมากเกินไปเลยนั่งเฉยอยู่ ในที่สุดปีศาจนักล่าก็เดินกลับออกจากโค้งหักศอกด้านลึกเข้าไปของถ้ำ ออกมานั่งพิงผนังฝั่งตรงกันข้าม วางดาบคู่ใจพิงผนังพลางบอกว่า

             “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นอนให้หลับ พักผ่อนเอาแรงไว้ก่อน”

             หญิงสาวหันไปทางปากถ้ำเป็นเชิงถาม อีกฝ่ายพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจเอ่ยว่า

             “สบายใจได้ ไม่มีอะไรเข้ามาหรอกน่า”

             “ปลอดภัยแน่นะ”

             “คงจะอย่างนั้นมั้ง”

             หญิงสาวนั่งกอดเข่า จนบัดนี้จึงเริ่มรู้สึกถึงอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าขึ้นมาอย่างจับใจ และนึกขอบใจตัวเองว่าในชุดยาวรุ่มร่ามยังมีเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นสวมอยู่อีกตัวหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงทุลักทุเลกว่านี้เพราะชายกระโปรงยาวมีร่องรอยฉีกขาดหลายแห่ง

              “เจ้าชื่ออะไร”

              ในที่สุดหลังจากพากันเงียบไปพักหนึ่ง ผู้มาเยือนจากเบื้องบน เป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน แม้จะรู้สึกว่าเป็นการเสียเชิงอย่างไรชอบกล

              “เรียกข้าว่าไนท์ก็แล้วกัน แล้วเจ้าเองก็คงมีชื่อกับเขาเหมือนกันนะ”

              “ใครๆ ก็มีชื่อทั้งนั้นล่ะ ข้าชื่อเฟรี่... ว่าแต่เจ้ามาทำอะไร”

              “ข้าตามไล่ล่าพวกปีศาจหลุดหนีออกมาจากนรก”

             “อ้าว...”   หญิงสาวพลัดถิ่นเลิกคิ้วถามประกายตามีแววพิศวงเอียงคอ มองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ มือยังหมุนก้อนหินเรืองแสงเล่นไปมา
              “แล้วทำไมต้องทำลายพวกเดียวกันเองด้วย”

             “พวกเดียวกัน.”

               นักล่าปีศาจทวนคำแล้วหัวเราะในลำคอเหมือนขบขัน  

              “เจ้าน่าจะเข้าใจนะว่าปีศาจก็มีหลายระดับหลายแบบ มีการควบคุมกันเองเป็นระบบสังคมเหมือนทุกโลกทุกภพนั่นล่ะ ปีศาจจากการหลุดรั่วถ้ามันหลุดรอดขึ้นไปบนโลกมนุษย์ได้ก็จะก่อให้เกิดหายนะมากมาย ทั้งสงครามและการทำลายล้าง เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง จะกระทบถึงสังคมของพวกเจ้าด้วย”

              “คงเหมือนตอนเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพวกมนุษย์” หญิงสาวเอ่ยเสริมขึ้น แววตาแสดงความครุ่นคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายอย่างจริงจังและเริ่มรู้สึกว่าเรื่องจริงที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้เหมือนสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหรือการอ่านจากตำรา

               “ใช่.... ข้าถึงไล่ล่าตามจัดการพวกมันจนถึงที่นี่”

              “แล้วต่อไปทำยังไง” เฟรี่ถามอีก น้ำเสียงมีแววกังวลไม่สบายใจนักกับชะตาชีวิตของตนเอง

              “หมดภารกิจก็ต้องกลับบ้าน ขอบอเจวีไม่ใช่อาณาเขตบ้านเกิดของข้า”

              “อ้าว...แล้วข้าล่ะ” คนฟังทำตาโตร้องเสียงสูงทันควัน จ้องหน้ากากโลหะของคู่สนทนาอย่างไม่พอใจกึ่งขอความเห็นใจ

              “ข้าจะทำยังไงต่อไปล่ะ”

             “จะยากอะไร เจ้าก็กลับโลกของเจ้าสิ”

              “พูดง่ายๆ บ้าๆ มันง่ายแบบนั้นก็ดีสิ นี่ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะกลับออกไปได้ยังไง และสำคัญเจ้ารับปากข้าแล้วว่าจะไปส่งข้า”

             “รับปาก....ข้ารับปากตอนไหน” ไนท์มองหน้าคนพูดก่อนทวนคำด้วยอาการงงๆ

             “เอาเป็นว่าเจ้ารับปากไปแล้วก็แล้วกัน”

              หญิงสาวจากดวงดาวตัดบทสรุปรวบรัดตัดความเอาดื้อๆ ไนท์ทำท่ามองหน้าแบบไม่เข้าใจ แต่ไม่พูดอะไรอีกลุกขึ้นยืนเดินห่างออกไปทางปากถ้ำแล้วทรุดตัวพิงผนังวางดาบลงข้างตัวตำแหน่งพร้อมจะหยิบฉวยขึ้นมาง่ายๆ ยกมือขึ้นปิดหน้ากากเหมือนทำท่าหาวด้วยความง่วงและอ่อนเพลีย เฟรี่ลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ แล้วตัดสินใจเดินไปนั่งพิงผนังถ้ำด้านฝั่งตรงกันข้ามประจันหน้าแบบไม่ยอมให้หนีไปไหน นั่งมองหน้าคู่กรณีพักหนึ่งแล้วถามขึ้นอีกว่า

             “เจ้าเดินหนีข้าทำไม”

             “เปล่านี่...ข้ามาระวังหน้าปากถ้ำไม่ดีหรือ”

             “ไหนเจ้าบอกว่าไม่มีอะไรเข้ามาได้” ฝ่ายโจทก์ยังซักถามต่อไปให้คลายข้อสงสัย

             “แล้วถ้าเกิดมีตัวอะไรออกมาจากในถ้ำล่ะ”

             “เจ้าก็คอยระวังด้านนั้นก็แล้วกัน”

             “บ้า....ข้าจะเอาอะไรไปสู้รบตบมือได้”

             “ก็ระเบิดของเจ้าไง ปล่อยเข้าไปสักลูกสองลูกรับรองไม่มีอะไรเหลือ”

              ฟังแล้วฉุนกึกขึ้นมาทันที  รู้ว่าระเบิดมหาวินาศมันทรงอานุภาพขนาดไหนยังมีหน้ามาแนะนำบ้าบอคอแตกอีก เฟรี่สะกดความขุ่นเคืองสูดลมหายใจลึกยาวก่อนถามอีกว่า

              “แล้วเราจะทำยังไงต่อไป”

              “นอนให้หลับ”

              ไนท์ตอบสั้นๆ แล้วกอดอกทำท่าเหมือนจะหลับ เฟรี่มองอย่างไม่พอใจแต่ไม่รู้จะจัดการกับชีวิตตนเองอย่างไร สถานการณ์ที่เป็นอยู่บังคับต้องจำใจพึงพาอาศัยนักล่าปีศาจเท่านั้น

             ด้านนอกยังแว่วเสียงเห่าของเหล่าหมาภูตนรกแบบไม่ยอมเลิกรา หรือพวกมันจะรอกินเนื้อเราให้ได้ หญิงสาวคิดในใจอย่างกังวลและทุกข์ร้อนกับการตกมาอยู่ในดินแดนอันน่ากลัว อย่างไรก็ตามเธอก็พยายามข่มใจเก็บรักษาอาการหวาดวิตกเอาไว้ไม่ให้อับอายเสียเชิงให้กับคนเบื้องล่างผู้นั่งทำท่าเหมือนหลับสนิท เริ่มนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้กินอะไรมานาน

             เฟรี่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบขวดใบเล็กขนาดโตกว่านิ้วหัวแม่มือเล็กน้อยออกมา เปิดฝาหยิบยาเม็ดสีขาวสองสามเม็ดส่งเข้าปากเคี้ยวเล็กน้อย สักพักสีหน้าท่าทางเริ่มสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง

             “ข้านึกว่าเจ้าจะอิ่มทิพย์เสียอีก”

              คนนั่งพิงผนังกอดอกทำท่าเหมือนจะหลับไปแล้วเอ่ยขึ้นมาโดยไม่เงยหน้า เฟรี่กลับเป็นฝ่ายหันไปมองแล้วอธิบายเสียงด้วยน้ำเสียงทั้งฉิวทั้งขบขันว่า

              “จะบ้าเหรอ...อิ่มทิพย์มีที่ไหนกันเรื่องแบบนั้นเห็นมีแต่ในนิยาย ข้ายังไม่เคยเห็นใครอิ่มทิพย์สักคน อาหารเม็ดเป็นอาหารฉุกเฉินสำหรับพวกเราเมื่อออกมาจากขอบเขตของเบื้องบน มันจะให้พลังงานและคุณค่าทางอาหารได้มากพอๆ กับอาหารจานใหญ่ และยังช่วยเพิ่มน้ำให้ร่างกายได้ด้วย ว่าแต่หิวบ้างไหม....ข้าจะแบ่งให้สักเม็ด”

             พูดจบก็เอียงคอมองหน้าคู่สนทนาครู่หนึ่งแล้วหัวเราะเบาๆ พูดต่อไปว่า

            “แต่เจ้าคงกินอะไรไม่ได้หรอก เพราะว่าใส่หน้ากาก ว่าแต่เวลากินอาหารเจ้าทำยังไง”

             “นั่นเป็นปัญหาของข้า ไม่ใช่ปัญหาของเจ้า”

            “ก็ได้...ก็ได้ ...ปัญหาของเจ้าข้าจะไม่สนใจ แต่เจ้าต้องสนใจปัญหาของข้าเพราะเจ้าเป็นสาเหตุให้ข้ามาติดอยู่ที่นี่ ว่าแต่จะทำอย่างไรต่อไป”

             ไม่รอให้อีกฝ่ายแก้ตัวหรืออธิบายอะไร เฟรี่ฉวยโอกาสเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแบบหน้าตาเฉยนั่งทำท่ากอดอกบ้างแต่ท่าทางเหมือนจะไม่ยอมนอนหลับพักผ่อนง่ายๆ




.......................
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่