US Box Office December 11-13, 2015

(ที่มา www.boxoffice.com. www.boxofficemojo.com
การจับคู่กันหนสองของผู้กำกับ-นักแสดง รอน โฮเวิร์ด และคริส เฮมสเวิร์ธ ไม่สามารถประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ ออฟฟิศได้เป็นคำรบสอง หลังหนังคำวิจารณ์ดีแต่รายได้แผ่ว Rush เมื่อปี 2013 โดย In the Heart of the Sea หนังเรื่องล่าของทั้งคู่ ทำได้ดีที่สุดแค่อันดับ 2 แพ้ The Hunger Games: Mockingjay - Part 2 ที่ครองอันดับ 1 เป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน โดยหนัง 12 เรื่องแรกในสัปดาห์นี้ ทำเงินรวมกันแค่ 68.7 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ ปี 1998 ที่ Star Trek: Insurrection ยึดอันดับหัวตารางเอาไว้ได้ และในสัปดาห์หน้า ก็จะเป็นการมาถึงของ Star Wars: The Force Awakens
ไม่ว่าจะเป็นเพราะคนดูไม่สนใจ หรือว่าคำวิจารณ์ไม่ได้ดีนัก แต่รายได้เปิดตัว 11 ล้านเหรียญของ In the Heart of the Sea คือความน่าผิดหวัง เมื่อมองไปถึงทุนสร้างระดับร้อยล้าน ซึ่งมาถึงตอนนี้คงไม่ใครกล้าบอกว่า หนังจะทำเงินผ่าน 30 ล้านเหรียญในอเมริกา กับคำวิจารณ์ B+ ของซีนีมาสกอร์ แสดงว่าคนดูพอใจกับหนังที่ได้ชม แต่การเจอคู่แข่งอย่าง Star Wars ในสัปดาห์หน้า ทำให้หนังน่าจะรายได้หล่นฮวบ
กับการครองอันดับ 1 เป็นสัปดาห์ที่สี่ ด้วยรายได้ 11.3 ล้านเหรียญ The Hunger Games: Mockingjay - Part 2 กลายเป็นหนังเรื่องที่สองในชุดที่ทำได้ และเป็นหนังเรื่องแรกของปีนี้ นับตั้งแต่ Fast & Furious 7 ที่ทำได้ซึ่งเป็นในช่วงต้นซัมเมอร์ โดยมีเพียงหนัง Hunger Games ภาคแรกเท่านั้นที่ครองอันดับ 1 ได้ถึง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน ขณะที่ Catching Fire หลุดไปตั้งแต่สัปดาห์ที่สาม ส่วน Mockingjay - Part 1 หล่นจากอันดับ 1 ในสัปดาห์ที่สี่ อย่างไรก็ตาม หนังยังทำรายได้ได้แค่เป็นอันดับสี่ของหนังชุดนี้ เมื่อดูจากรายได้ทั่วโลก ที่เพิ่งผ่าน 564 ล้านเหรียญ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันหนัง Mockingjay 1 ทำรายได้ไปแล้ว 610.8 ล้านเหรียญ แต่ที่ต่างกันก็คือ Mockingjay 2 ยังไม่ได้เปิดตัวในจีน
The Big Short เปิดตัวในวงจำกัดได้อย่างน่าพอใจ จาก 8 โรงฉาย หนังล่ารางวัลเรื่องสำคัญเรื่องนี้ ทำเงินไปถึง 720,000 เหรียญ คิดเป็น 90,000 เหรียญต่อโรง เป็นรายได้เฉลี่ยที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของปีนี้รองจาก 130,381 เหรียญของ Steve Jobs ที่เปิดตัวในเดือนตุลาคม ก่อนที่จะไปเหลวเป๋วตอนเปิดตัวในวงกว้างทั่วประเทศ ซึ่ง The Big Short อาจจะต้องระวังว่าจะเจอชะตากรรมเช่นเดียวกันอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือ หนังมาพร้อมหนังแสดงฝีมือดี ชื่อเสียงดีกลุ่มใหญ่ และการเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 4 สาขา, เข้าชิงรางวัลสมาคมนักแสดง (SAG Wards) และได้มาหนึ่งรางวัลจากการแสดงเป็นทีมของ the National Board of Review หนังน่าจะมีข้อได้เปรียบมากกว่า โดย The Big Short จะเปิดตัวในวงกว้าง 23 ธันวาคม
พูดถึงหนังล่ารางวัล Spotlight ที่มองไปถึงเข้าชิงหนังยอดเยี่ยมออสการ์ ยืนระยะได้ดี รายได้ตกแค่ 10.4% เก็บรายได้มา 2.5 ล้านเหรียญ และรายได้รวมมากกว่า 20 ล้านไปแล้ว ขณะที่ Brooklyn แม้จะไม่เข้าท็อปเทน แต่ก็ไปได้ดีเช่นกัน รายได้ตกแค่ 19% ทำรายได้ 1.97 ล้านเหรียญ โดยฉายมาแล้ว 6 สัปดาห์
Creed ก็เดินหน้าเก็บเงินไปเรื่อยๆ รายได้ตกเพียง 32.5% ในสัปดาห์ที่สาม ทำเงินมาให้อีก 10.1 ล้านเหรียญ หนังตอนแยกของ Rocky เรื่องนี้ทำรายได้ผ่าน 79 ล้านเหรียญไปแล้ว โดยใช้ทุนสร้างแค่ 35 ล้านเหรียญ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรงเลย ซึ่งหนังจะเจอด่านทดสอบในสัปดาห์หน้า กับการมาถึงของ Star Wars หนังที่คนรักจริงๆ เท่านั้น ที่จะยืนระยะต่อไปได้
หนังอีกเรื่องที่ยืนระยะได้ดีก็คือ The Night Before ที่ไม่มีคู่แข่งมาแย่งเงินเลย รายได้ของหนังตกลงแค่ 22.5% ทำเงินมาอีก 3.9 ล้านเหรียญ สัปดาห์หน้าจะมีหนังของทินา เฟย์ และเอมี โพห์เลอร์ Sisters มาเป็นคู่ปรับตรงๆ ส่วน Krampus รายได้ตก 50% ในสัปดาห์ที่สอง หนังทำรายได้มาอีก 8 ล้านเหรียญ
กับการฉายในวงแคบ Carol ยังไปได้สวย เมื่อทำเงินมาอีก 336,924 เหรียญ โดยเพิ่มโรงมาอีก 12 โรง รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 21,058 เหรียญ แต่ Legend ที่ตอนแรกจะเปิดฉายในวงกว้าง กลับเปลี่ยนแผนมาเป็นเปิดโรงเพิ่มอีกแค่ 46 โรงกลายเป็น 107 โรง ทำเงินได้อีกแค่ 301,000 เหรียญ และน่าจะเป็นหนังลงแผ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สัปดาห์หน้า พายุ Star Wars น่าจะพัดกระหน่ำถล่มโรง โดยจะเป็นหนัง Star Wars คนแสดงเรื่องแรกในรอบ10 ปี ซึ่งสถิติเปิดหนัง 84.6 ล้านเหรียญในเดือนธันวาคมน่าจะถูกลบ แต่จะเป็นเท่าไหร่? โดยสถิติเปิดหนังด้วยรายได้มากที่สุดในตอนนี้ เป็นของ Jurassic World ที่ทำไว้ 208.8 ล้านเหรียญ และไม่ได้หมายความว่าหนัง Star Wars จะไม่มองไปถึงตรงนั้น
หันมาดูตลาดนอกอเมริกากันบ้าน หนังตลกทุนต่ำของจีน Surprise! ยึดอันดับหนึ่งหนังทำเงินในตลาดนอกอเมริกา เมื่อทำรายได้ไปถึง 17.5 ล้านเหรียญจากการฉายรอบพรีวิววันเสาร์และอาทิตย์ ก่อนจะเปิดตัวเต็มๆ ศุกร์ที่ 18 โดยมี The Hunger Games: Mockingjay - Part 2 ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายได้ 15.4 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้รวมนอกอเมริกาตอนนี้เพิ่มเป็น 320.1 ล้านเหรียญ และทำรายได้รวมทั่วโลก 564.6 ล้านเหรียญจากการฉายครบ 1 เดือน
The Good Dinosaur ทำเงินอีก 14.3 ล้านเหรียญในสัปดาห์ที่สามของการฉายในตลาดต่างประเทศ โดยมี 47 พื้นที่ที่ฉาย ซึ่งเท่ากับ 61% ของตลาดต่างประเทศทั้งหมด รายได้รวมในตอนนี้หนังทำไปแล้ว 78.2 ล้านเหรียญ และถ้ารวมรายได้ในอเมริกาจะเพิ่มเป็น 167.8 ล้านเหรียญ
Spectre ได้เงินเพิ่มอีก 12.9 ล้านเหรียญจาก 5,282 จอใน 94 ตลาด รายได้นอกอเมริกาขยับเป็น 629.8 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้รวมทั่วโลกเพิ่มเป็น 820.6 ลเานเหรียญ โดยหนังทำเงินอันดับ 1 ในญี่ปุ่นเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันแล้ว และทำเงินมาถึง 2.3 ล้านเหรียญจากการฉาย 588 จอรายได้ตกแค่ 22%
In the Heart of the Sea ทำเงินมาอีก 12.6 ล้านเหรียญจาก 52 ตลาดต่างประเทศ รายได้รวมตอนนี้อยู่ที่ 39.4 ล้านเหรียญ ต่อให้รวมกับรายได้ในอเมริกา รายได้ของหนังถือว่าน่าผิดหวัง โดยรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 50.4 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ขณะที่ Point Break ก็ได้เงินมาอีก 12.3 ล้านเหรียญ จากอีก 8 ตลาดในเอเชีย รายได้รวมนอกอเมริกาของหนังตอนนี้เท่ากับ 34.5 ล้านเหรียญ โดยหนังเปิดตัวในจีนไปแล้ว 2 สัปดาห์
The Martian เก็บเงินได้ 8.1 ล้านเหรียญจาก 10 ตลาด ซึ่งเป็นรายได้จากจีนถึง 7.7 ล้านเหรียญทำให้รายได้ที่นี่ของหนังเขยิบเป็น 86.8 ล้านเหรียญ ตอนนี้หนังทำรายได้ในตลาดต่างประเทศไปแล้ว 366.3 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 589.1 ล้านเหรียฯ
Krampus หลอนจนได้เงินมาอีก 3.6 ล้านเหรียญใน 38 พื้นที่ รายได้นอกอเมริกาเพิ่มเป็น 8.8 ล้านเหรียญ รายได้รวมทั่วโลกเท่ากับ 37.0 ล้านเหรียญ
The Peanuts Movie ก็ยังเก็บเงินมาได้ 2.7 ล้านเหรียญใน 15 ตลาด โดยในญี่ปุ่นรายได้ของหนังตกลงแค่ 22% จากสัปดาห์ก่อน หนังทำรายได้นอกอเมริกาแล้ว 16.6 ล้านเหรียญ รวมรายได้ทั่วโลกตอนนี้จะอยู่ที่ 141.6 ล้านเหรียญ ขณะที่ Victor Frankenstein ทำเงิน 2.7 ล้านเหรียญใน 30 ตลาด พารายได้นอกอเมริกาขยับเป็น 24.8 ล้านเหรียญ และรายได้รวมทั่วโลกถือว่าน่าผิดหวังอย่างแรงเมื่อทำไปได้แค่ 30.4 ล้านเหรียญ
อ่านแล้วชอบกดไลค์เพจกันได้ที่
www.facebook.com/Sadaos
In the Heart of the Sea แล่นหาฝั่งไม่เจอ ส่ง Mockingjay 2 คว้าอันดับ 1 สัปดาห์ที่ 4 หนังทำเงินอเมริกาสัปดาห์นี้
(ที่มา www.boxoffice.com. www.boxofficemojo.com
การจับคู่กันหนสองของผู้กำกับ-นักแสดง รอน โฮเวิร์ด และคริส เฮมสเวิร์ธ ไม่สามารถประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ ออฟฟิศได้เป็นคำรบสอง หลังหนังคำวิจารณ์ดีแต่รายได้แผ่ว Rush เมื่อปี 2013 โดย In the Heart of the Sea หนังเรื่องล่าของทั้งคู่ ทำได้ดีที่สุดแค่อันดับ 2 แพ้ The Hunger Games: Mockingjay - Part 2 ที่ครองอันดับ 1 เป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน โดยหนัง 12 เรื่องแรกในสัปดาห์นี้ ทำเงินรวมกันแค่ 68.7 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ ปี 1998 ที่ Star Trek: Insurrection ยึดอันดับหัวตารางเอาไว้ได้ และในสัปดาห์หน้า ก็จะเป็นการมาถึงของ Star Wars: The Force Awakens
ไม่ว่าจะเป็นเพราะคนดูไม่สนใจ หรือว่าคำวิจารณ์ไม่ได้ดีนัก แต่รายได้เปิดตัว 11 ล้านเหรียญของ In the Heart of the Sea คือความน่าผิดหวัง เมื่อมองไปถึงทุนสร้างระดับร้อยล้าน ซึ่งมาถึงตอนนี้คงไม่ใครกล้าบอกว่า หนังจะทำเงินผ่าน 30 ล้านเหรียญในอเมริกา กับคำวิจารณ์ B+ ของซีนีมาสกอร์ แสดงว่าคนดูพอใจกับหนังที่ได้ชม แต่การเจอคู่แข่งอย่าง Star Wars ในสัปดาห์หน้า ทำให้หนังน่าจะรายได้หล่นฮวบ
กับการครองอันดับ 1 เป็นสัปดาห์ที่สี่ ด้วยรายได้ 11.3 ล้านเหรียญ The Hunger Games: Mockingjay - Part 2 กลายเป็นหนังเรื่องที่สองในชุดที่ทำได้ และเป็นหนังเรื่องแรกของปีนี้ นับตั้งแต่ Fast & Furious 7 ที่ทำได้ซึ่งเป็นในช่วงต้นซัมเมอร์ โดยมีเพียงหนัง Hunger Games ภาคแรกเท่านั้นที่ครองอันดับ 1 ได้ถึง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน ขณะที่ Catching Fire หลุดไปตั้งแต่สัปดาห์ที่สาม ส่วน Mockingjay - Part 1 หล่นจากอันดับ 1 ในสัปดาห์ที่สี่ อย่างไรก็ตาม หนังยังทำรายได้ได้แค่เป็นอันดับสี่ของหนังชุดนี้ เมื่อดูจากรายได้ทั่วโลก ที่เพิ่งผ่าน 564 ล้านเหรียญ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันหนัง Mockingjay 1 ทำรายได้ไปแล้ว 610.8 ล้านเหรียญ แต่ที่ต่างกันก็คือ Mockingjay 2 ยังไม่ได้เปิดตัวในจีน
The Big Short เปิดตัวในวงจำกัดได้อย่างน่าพอใจ จาก 8 โรงฉาย หนังล่ารางวัลเรื่องสำคัญเรื่องนี้ ทำเงินไปถึง 720,000 เหรียญ คิดเป็น 90,000 เหรียญต่อโรง เป็นรายได้เฉลี่ยที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของปีนี้รองจาก 130,381 เหรียญของ Steve Jobs ที่เปิดตัวในเดือนตุลาคม ก่อนที่จะไปเหลวเป๋วตอนเปิดตัวในวงกว้างทั่วประเทศ ซึ่ง The Big Short อาจจะต้องระวังว่าจะเจอชะตากรรมเช่นเดียวกันอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือ หนังมาพร้อมหนังแสดงฝีมือดี ชื่อเสียงดีกลุ่มใหญ่ และการเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 4 สาขา, เข้าชิงรางวัลสมาคมนักแสดง (SAG Wards) และได้มาหนึ่งรางวัลจากการแสดงเป็นทีมของ the National Board of Review หนังน่าจะมีข้อได้เปรียบมากกว่า โดย The Big Short จะเปิดตัวในวงกว้าง 23 ธันวาคม
พูดถึงหนังล่ารางวัล Spotlight ที่มองไปถึงเข้าชิงหนังยอดเยี่ยมออสการ์ ยืนระยะได้ดี รายได้ตกแค่ 10.4% เก็บรายได้มา 2.5 ล้านเหรียญ และรายได้รวมมากกว่า 20 ล้านไปแล้ว ขณะที่ Brooklyn แม้จะไม่เข้าท็อปเทน แต่ก็ไปได้ดีเช่นกัน รายได้ตกแค่ 19% ทำรายได้ 1.97 ล้านเหรียญ โดยฉายมาแล้ว 6 สัปดาห์
Creed ก็เดินหน้าเก็บเงินไปเรื่อยๆ รายได้ตกเพียง 32.5% ในสัปดาห์ที่สาม ทำเงินมาให้อีก 10.1 ล้านเหรียญ หนังตอนแยกของ Rocky เรื่องนี้ทำรายได้ผ่าน 79 ล้านเหรียญไปแล้ว โดยใช้ทุนสร้างแค่ 35 ล้านเหรียญ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรงเลย ซึ่งหนังจะเจอด่านทดสอบในสัปดาห์หน้า กับการมาถึงของ Star Wars หนังที่คนรักจริงๆ เท่านั้น ที่จะยืนระยะต่อไปได้
หนังอีกเรื่องที่ยืนระยะได้ดีก็คือ The Night Before ที่ไม่มีคู่แข่งมาแย่งเงินเลย รายได้ของหนังตกลงแค่ 22.5% ทำเงินมาอีก 3.9 ล้านเหรียญ สัปดาห์หน้าจะมีหนังของทินา เฟย์ และเอมี โพห์เลอร์ Sisters มาเป็นคู่ปรับตรงๆ ส่วน Krampus รายได้ตก 50% ในสัปดาห์ที่สอง หนังทำรายได้มาอีก 8 ล้านเหรียญ
กับการฉายในวงแคบ Carol ยังไปได้สวย เมื่อทำเงินมาอีก 336,924 เหรียญ โดยเพิ่มโรงมาอีก 12 โรง รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 21,058 เหรียญ แต่ Legend ที่ตอนแรกจะเปิดฉายในวงกว้าง กลับเปลี่ยนแผนมาเป็นเปิดโรงเพิ่มอีกแค่ 46 โรงกลายเป็น 107 โรง ทำเงินได้อีกแค่ 301,000 เหรียญ และน่าจะเป็นหนังลงแผ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สัปดาห์หน้า พายุ Star Wars น่าจะพัดกระหน่ำถล่มโรง โดยจะเป็นหนัง Star Wars คนแสดงเรื่องแรกในรอบ10 ปี ซึ่งสถิติเปิดหนัง 84.6 ล้านเหรียญในเดือนธันวาคมน่าจะถูกลบ แต่จะเป็นเท่าไหร่? โดยสถิติเปิดหนังด้วยรายได้มากที่สุดในตอนนี้ เป็นของ Jurassic World ที่ทำไว้ 208.8 ล้านเหรียญ และไม่ได้หมายความว่าหนัง Star Wars จะไม่มองไปถึงตรงนั้น
หันมาดูตลาดนอกอเมริกากันบ้าน หนังตลกทุนต่ำของจีน Surprise! ยึดอันดับหนึ่งหนังทำเงินในตลาดนอกอเมริกา เมื่อทำรายได้ไปถึง 17.5 ล้านเหรียญจากการฉายรอบพรีวิววันเสาร์และอาทิตย์ ก่อนจะเปิดตัวเต็มๆ ศุกร์ที่ 18 โดยมี The Hunger Games: Mockingjay - Part 2 ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายได้ 15.4 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้รวมนอกอเมริกาตอนนี้เพิ่มเป็น 320.1 ล้านเหรียญ และทำรายได้รวมทั่วโลก 564.6 ล้านเหรียญจากการฉายครบ 1 เดือน
The Good Dinosaur ทำเงินอีก 14.3 ล้านเหรียญในสัปดาห์ที่สามของการฉายในตลาดต่างประเทศ โดยมี 47 พื้นที่ที่ฉาย ซึ่งเท่ากับ 61% ของตลาดต่างประเทศทั้งหมด รายได้รวมในตอนนี้หนังทำไปแล้ว 78.2 ล้านเหรียญ และถ้ารวมรายได้ในอเมริกาจะเพิ่มเป็น 167.8 ล้านเหรียญ
Spectre ได้เงินเพิ่มอีก 12.9 ล้านเหรียญจาก 5,282 จอใน 94 ตลาด รายได้นอกอเมริกาขยับเป็น 629.8 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้รวมทั่วโลกเพิ่มเป็น 820.6 ลเานเหรียญ โดยหนังทำเงินอันดับ 1 ในญี่ปุ่นเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันแล้ว และทำเงินมาถึง 2.3 ล้านเหรียญจากการฉาย 588 จอรายได้ตกแค่ 22%
In the Heart of the Sea ทำเงินมาอีก 12.6 ล้านเหรียญจาก 52 ตลาดต่างประเทศ รายได้รวมตอนนี้อยู่ที่ 39.4 ล้านเหรียญ ต่อให้รวมกับรายได้ในอเมริกา รายได้ของหนังถือว่าน่าผิดหวัง โดยรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 50.4 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ขณะที่ Point Break ก็ได้เงินมาอีก 12.3 ล้านเหรียญ จากอีก 8 ตลาดในเอเชีย รายได้รวมนอกอเมริกาของหนังตอนนี้เท่ากับ 34.5 ล้านเหรียญ โดยหนังเปิดตัวในจีนไปแล้ว 2 สัปดาห์
The Martian เก็บเงินได้ 8.1 ล้านเหรียญจาก 10 ตลาด ซึ่งเป็นรายได้จากจีนถึง 7.7 ล้านเหรียญทำให้รายได้ที่นี่ของหนังเขยิบเป็น 86.8 ล้านเหรียญ ตอนนี้หนังทำรายได้ในตลาดต่างประเทศไปแล้ว 366.3 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 589.1 ล้านเหรียฯ
Krampus หลอนจนได้เงินมาอีก 3.6 ล้านเหรียญใน 38 พื้นที่ รายได้นอกอเมริกาเพิ่มเป็น 8.8 ล้านเหรียญ รายได้รวมทั่วโลกเท่ากับ 37.0 ล้านเหรียญ
The Peanuts Movie ก็ยังเก็บเงินมาได้ 2.7 ล้านเหรียญใน 15 ตลาด โดยในญี่ปุ่นรายได้ของหนังตกลงแค่ 22% จากสัปดาห์ก่อน หนังทำรายได้นอกอเมริกาแล้ว 16.6 ล้านเหรียญ รวมรายได้ทั่วโลกตอนนี้จะอยู่ที่ 141.6 ล้านเหรียญ ขณะที่ Victor Frankenstein ทำเงิน 2.7 ล้านเหรียญใน 30 ตลาด พารายได้นอกอเมริกาขยับเป็น 24.8 ล้านเหรียญ และรายได้รวมทั่วโลกถือว่าน่าผิดหวังอย่างแรงเมื่อทำไปได้แค่ 30.4 ล้านเหรียญ
อ่านแล้วชอบกดไลค์เพจกันได้ที่ www.facebook.com/Sadaos