สงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้า ควรทำอย่างไร

จขกท. เป็นผู้ชาย มีความสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้าสะสมเป็นเวลานาน รู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเองมาตั้งแต่เรียน ม.3 ตอนอายุ 15 มาเรื่อยถึงปัจจุบัน อายุ 26 เราได้คุยกับคนใน pantip คนนึง เค้าก็ให้ความเห็นว่าเราน่าจะเป็นโรคซึมเศร้าจริง ควรจะหาเวลาไปพบจิตแพทย์บ้าง น่าจะดีขึ้น ทีนี้เราลองเขียนปัญหาของตัวเองมาทีละข้อ โดยเขียนเป็นความคิดของตัวเอง สรุปเป็นข้อได้ประมาณนี้

- ปัญหาเกี่ยวกับส่วนสูงของตัวเอง ส่วนสูงปัจจุบัน 166 เซนติเมตร (พ่อสูง 165 แม่สูง 158) เริ่มมีอาการผิดหวังเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่เรียนอยู่ ม.3 ตอนตรวจสุขภาพประจำปี ณ ตอนนั้น จขกท. สูงเพียง 161 เซนติเมตร ซึ่งเตี้ยกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนส่วนมากในช่วงนั้น สูงกันประมาณ 165-170 เซนติเมตรกันหมดแล้ว เลยคิดว่าร่างกายของตัวเองนั้นผิดปกติ ไม่เหมือนคนอื่น บวกกับโดนเพื่อนผู้หญิงคนนึงล้อเลียนเรื่องส่วนสูงมาเป็นเวลานานตั้งแต่ ม.1-ม.6 ซึ่งก็ไม่ทราบเจตนาของผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน คนรอบข้างก็ทักว่าทำไมตัวเตี้ยจัง ไม่เหมือนผู้ชายคนอื่น เลยกลายเป็นปมด้อยขึ้นมาตั้งแต่วันนั้น แต่ก็สูงขึ้นมาเรื่อยๆ มาหยุดที่ 166 เซนติเมตร ทุกวันนี้ทำงานที่ไหนก็มีแต่คนล้อว่าตัวเตี้ยเสมอ คนอื่นทั่วไปมักจะพูดว่า ผู้ชายมาตรฐานต้อง 170 ขึ้นไปถึงจะดูดี ทุกวันนี้ไปไหนมาไหน เจอคนหมู่มาก ก็คิดแต่เรื่องส่วนสูงที่น้อยของตัวเองอยู่เสมอ และเวลาเจอผู้หญิงตัวสูงกว่า มักไม่ชอบและไม่อยากไปยืนใกล้ๆ มักถอยออกมา และไม่ค่อยมีความมั่นใจในการหาแฟน เพราะคิดว่าส่วนสูงของตัวเองเป็นปมด้อยเสมอ เลยไม่คิดว่าจะมีคนรักได้เหมือนผู้ชายคนอื่นที่ตัวสูงๆ

- ความผิดหวังเกี่ยวกับการเรียนในอดีต จขกท.เคยเรียนในระดับมัธยมทั้งมัธยมต้นและมัธยมปลาย ได้เกรดเฉลี่ย 3.9-4.00 ทุกเทอม มีโอกาสได้รับทุนการศึกษาพิเศษจากองค์กรแห่งหนึ่ง ส่งเรียนตั้งแต่มัธยมปลายจนจบปริญญาตรี พอมาเรียนมหาวิทยาลัย จขกท. เป็นคนนึงที่เกลียดกิจกรรมรับน้องเป็นชีวิตจิตใจ เพราะได้ฟังข่าวมาเยอะ ต้องมีการด่า ว่า และว๊ากรุ่นน้อง ก็เลยไม่ได้ไปรับน้อง ทำให้เพื่อนๆรวมกลุ่มต่อต้าน บวกกับการเรียนในสาขาที่ไม่ถนัด ทำให้เรียนได้ไม่ค่อยดี พอคะแนนวิชาแรกออกมา ได้คะแนนน้อย 8/100 จขกท. มีความผิดหวังมาก เพราะในชีวิตไม่เคยได้คะแนนน้อยระดับนี้ เลยสูญเสียกำลังใจในการเรียนอย่างมาก บวกกับโดนเพื่อนในคณะด่าว่า เรื่องไม่ไปรับน้อง ทำให้ไม่ได้รุ่นซักที เป็นเพราะเราคนเดียว(คนอื่นบางคนก็ไม่เข้า ไม่โดนว่า) ก็เลยไม่ค่อยชอบเพื่อนในคณะบวกกับโกรธที่เค้าด่าว่าเราแรงๆ ก็เลยไม่ยุ่งอะไรกับใคร แล้วก็ไม่ค่อยมีใครคบมาตลอดสี่ปีที่เรียน เหมือนเรียนคนเดียว คนที่พอคุยด้วยได้ก็พอมี แต่เห็นเรียนอ่อนเลยไม่ค่อยอยากคบหาหรือเอาเข้ากลุ่มทำงานด้วย

ตอนเรียนปี 1 ดร็อปไป 4 วิชา ซึ่งเยอะมาก คิดว่าคงจบไม่ทัน 4 ปีแน่นอน ที่ดร็อปเพราะพิจารณาแล้วว่าคงติด F แน่ๆ เรียนไม่ไหว คนอื่นก็ชอบพูดกับเราแนวดูถูกว่า ไม่ได้เรื่อง ไม่จบแน่นอน ตอนนั้นทุกข์มากครับ เคยบอกทางบ้านอยากลาออกไปเรียนสาขาใหม่ ที่ใหม่มาก แต่ครอบครัวบอกว่าฐานะยากจน ไม่มีปัญญาส่งเราตอนไปเรียนที่ใหม่หรอก เราก็เลยต้องอดทนเรียนจนจบ 4 ปีตามกำหนด ยอมรับว่ายากเหมือนกัน นอกจากเรียนปกติแล้ว ยังต้องมาไล่เก็บวิชาที่ดร็อปทิ้งไปตอนปีหนึ่งด้วย แต่ก็จบสี่ปีตามกำหนด เกรด 2.3 คณะวิศวะ แต่ความรู้สึกที่เกิดจากความผิดหวังในการเรียนและความรู้สึกแย่ๆที่เกิดกับคนในคณะตอนเรียน ก็ยังไม่หายไปจากความทรงจำ ทุกวันนี้เวลาผิดหวังอะไรหรือผิดพลาดอะไรก็มักจะคิดแต่เรื่องความผิดหวังเรื่องการเรียนในอดีตเสมอ พยายามเลิกคิด พยายามลบออกจากหัว เหมือนจะยังไม่ยอมออกง่ายๆ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเหมือนตอนสมัยมัธยมที่เรียนเก่ง คิดว่าตัวเองที่แท้จริงนั่นโง่ไม่ได้ฉลาดอะไรมาก

- เรื่องงานที่ทำปัจจุบัน ปัจจุบันทำงาน it support ยอมรับว่าไม่ได้ตรงกับสาขาที่จบมา แต่จะให้ทำสาขาที่จบมา ก็ไม่ชอบ เพราะว่าไม่ถนัด บวกกับลักษณะงานส่วนมากเป็นงานโรงงานออกต่างจังหวัดหรืองานออนไซต์หาลูกค้าเรื่อยๆ ซึ่งไม่เข้ากับบุคลิกของตัวเอง ปกติเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อย active หรือออกแนวลุยๆผจญภัยเท่าไหร่ เลยชอบงานแบบนิ่งๆ อยู่ออฟฟิศกับที่ ไม่ได้ออกไปไหน ซึ่งก็ได้งานปัจจุบันที่ทำ ยอมรับว่าค่อนข้างชอบงานที่ทำปัจจุบัน ได้ซ่อมคอม ซ่อม notebook ถึงจะเป็นงานที่ไม่ค่อยก้าวหน้านัก แต่ก็เป็นงานที่พอทำได้ ไม่กดดันมาก เลิกงานตามเวลาปกติ ไม่ดึก หยุดเสาร์-อาทิตย์

เรื่องงานไม่สร้างปัญหาให้กับเราเท่าไหร่ แต่ที่หนักใจทุกวันนี้ก็คือ หัวหน้างานเป็นคนบุคลิกประมาณอารมณ์ศิลปิน เป็นผู้ชายนิ่งๆ บุคลิกตุ้งติ้งๆ เหมือนจะเป็นตุ๊ด เวลาพูดคุยงานก็พูดด้วยเสียงเบามาก ชอบกระซิบ จนบางครั้งเราต้องคอยย้ำว่าอะไรนะๆ ตลอดเวลาที่คุยเรื่องงาน ไม่เช่นนั้นไม่รู้เรื่องครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นนอกเหนือจากงาน ก็จะปล่อยๆ ไป ไม่รู้เรื่องก็พยักหน้ารับไป ปล่อยแกพูดคนเดียวหัวเราะคนเดียว เป็นประจำ โดยที่เราไม่รู้เรื่องด้วยเลยว่าเค้าคุยอะไรเพราะพูดเบามาก บางครั้งคิดว่าตัวเองมีปัญหาทางการได้ยิน ก็ไปปรึกษาแพทย์มา ก็ตรวจหูออกมาปกติ แล้วอีกอย่างคือหัวหน้ามีนิสัยเห็นแก้ตัว เจองานหนักแบบต้องทำเป็นทีม ถ้าดูว่าเค้าจะเดือดร้อน แกทำไม่ได้แกจะไม่ช่วยเลย แล้วชอบผลงานหรือโปรเจคที่เราทำตอนปลายปีเสมอ เพราะโปรเจคตัวเองไม่สำเร็จ ทำไม่ผ่าน ก็เลยเขียน report ทำนองว่าคุมเราทำโปรเจคของเราอีกที ทั้งๆที่เราก็ทำคนเดียว ยอมรับว่าทุกวันนี้รำคาญหัวหน้าเราจับใจ พยายามจะไม่คิดอะไรมาก แต่เค้าก็ทำอะไรไม่ค่อยจะดีให้เห็นตลอด นิสัยพูดเบาก็แก้ไม่หาย ชวนให้เราหงุดหงิดเสมอ อยากได้งานใหม่ทำครับ แต่ยังหาไม่ได้

- เรื่องปัญหาหนี้สินครอบครัว หนี้สินที่เกิดขึ้น เกิดจากการวางแผนครอบครัวไม่ดี คุณพ่อ จขกท เคยทำงานซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้ามาก่อน แต่เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกจากจีนเข้ามา ราคาพอๆกับค่าซ่อม ลูกค้าเลยเลือกที่จะซื้อใหม่มากกว่าซ่อม พ่อเลยตกงาน แต่ก็ยังทิฏฐิยึดงานเดิม รอลูกค้า แต่ก็ไม่มีใครมาซ่อม จนการเงินในครอบครัวมีปัญหา พ่อเราไม่ทำมาหากิน มีแต่แม่ที่ออกรับจ้าง ขายของ ต่างๆ แต่ก็ไม่พอ เลยไปกู้หนี้ยืมสินชาวบ้านมาเรื่อยๆ เป็นเวลาถึง 6 ปีที่พ่อไม่ออกทำงาน หนี้สินส่วนมากก็เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและหนี้ในส่วนลูกติดผัวเก่าแม่เรา ที่แม่ยังต้องอุปการะอยู่บ้าง (พี่ชายต่างพ่อ อายุ 33 มีครอบครัวแล้ว แต่เอาตัวไม่รอด ต้องผ่อนรถ ตามความต้องการของพ่อตาแม่ยายเค้า)

ช่วงเรียนมหาลัยปีหนึ่งพ่อเรายอมออกมาทำงาน เพราะว่าคงปล่อยแม่หาเงินคนเดียวไม่ไหว อีกอย่างทะเลาะกับแม่บ่อยมากในช่วงที่ จขกท. เรียนมหาลัย และยิ่งช่วงเวลาให้สอบ ยิ่งทะเลาะหนัก เราต้องลุกขึ้นมาปลอบแม่ยามดึก กว่าจะได้นอนตีสองตีสาม ทรมานมาก จนทำงานเราก็เรียกแม่มาเคลียร์เรื่องหนี้สิน ว่าติดใครอยู่บ้าง แม่พยายามหลบไม่ยอมบอกมาหลายครั้ง จนล่าสุดแม่ยอมเปิดเผยหนี้รวมทั้งหมดประมาณ เก้าแสน ไม่รวมดอกเบี้ย ส่วนพ่อก็มักจะบ่นชีวิตเค้าตั้งแต่หนุ่มยันแก่ยังไม่เคยสบายเหมือนคนอื่นๆเค้าเลย (ซึ่งเราก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าเพราะอะไร แต่เราไม่พูด เดี๋ยวพ่อด่า) ซึ่งคิดว่าต้องใช้เวลาปลดอยู่พอสมควร เราเครียดมาก ตอนนี้พยายามหางานเสริมสอนพิเศษอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะช่วยให้หมดหนี้ได้เร็วแค่ไหน

- เรื่องความรัก จขกท. เป็นคนขี้เหงา ไม่ชอบเข้าสังคม ค่อนข้างเก็บตัว แต่ก็ต้องการคนมาคุยด้วยบ้าง เป็นที่พึ่งทางใจบ้าง อาจจะทำให้เรามีความมั่นใจและกำลังใจมากขึ้น ก็มีตามหาจีบผู้หญิงในที่ทำงานใหม่บ้าง แต่เค้ามีแฟนหรือสามีอยู่แล้วเสียส่วนใหญ่ เลยยังไม่มีใคร เลยลองมาหาคนคบทาง social ก็ยังพบแต่คนหลอกลวง หรือพวกที่คุยด้วยไม่นานก็ไป บางครั้งก็รู้สึกผิดหวังและคิดว่าตัวเองไร้ค่าเสียจริงๆ

- เสพติดการช่วยตัวเองและดูหนังโป๊ จขกท. บำบัดความใคร่ด้วยตัวเองอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อวัน แต่จะทำทุกวันเสมอ บวกกับการเปิดหนังโป๊ดูไปด้วย ทำนองดูไปด้วยทำไปด้วย ยิ่งเป็นช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เรามักจะเสียเวลากับการช่วยตัวเองและดูหนังโป๊มาก ช่วยตัวเอง 2-3 ครั้งต่อวัน ในวันหยุด ยอมรับว่าทำแบบนี้จริงๆมาตลอด ตั้งแต่เรียนปี 1 จนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้าสมัยมัธยมไม่มีความต้องการเรื่องนี้เลย พอได้มารู้จักหนังโป๊ ก็มีความต้องการทุกวัน เลยทำมาทุกวันตลอดมา อยากเลิก เคยหาอย่างอื่นทำ แต่ก็ยังอดเลิกไม่ได้

ปัญหาชีวิตโดยสรุปประมาณนี้ครับ เราเองก็รู้สึกว่าเราค่อนข้างจะเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังหนักมาก อยากไปพบจิตแพทย์เหมือนกัน แต่ไม่กล้าไป ปรึกษาทางบ้านเค้าก็บอกว่าไม่ต้องไปหรอก จิตวิตกไปเองว่าเป็นหรือเปล่า เสียเวลาน่า เลยอยากรู้ว่าถ้าจะไปหาหมอคนเดียว โดยไม่มีใครไปด้วย จะเป็นอะไรมั้ยครับ ลองดูตามเว็ปไซต์ เค้าบอกว่ามีการให้ยามาทานด้วย อยากทราบว่ายาตัวนี้มีผลข้างเคียงที่จะเป็นอันตรายหรือเปล่า ควรจะไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกดีครับ จขกท. อยู่กรุงเทพครับ แล้วไม่ทราบว่าประกันสังคมครอบคลุมส่วนของจิตเวทย์ด้วยหรือเปล่า อยากขอคำแนะนำครับ ว่าควรทำอย่างไร
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่