กัมพูชา บูชากรรม ตอนที่ 10

อารัมภบท
ข้อมูลนี้เป็นการนำเอาเรื่องราวของความขัดเเย้งในการเมืองประเทศกัมพูชาและนำเสนอข้อมูลทางทหาร โดยมิได้มีเจตนาเพื่อการปลุกปั่นหรือยุยงให้เกิดความแตกแยกใดใด

ตอนที่ 11 สะท้านกัมพูชา

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

        ภายหลังจากเจ้าสีหนุสามารถเรียกร้องเอกราชให้กัมพูชาได้สำเร็จ พระองค์มีความพยายามที่จะนำประเทศกัมพูชาเลี่ยงจากภัยสงคราม แต่ด้วยปัจจัยบีบคั้นตามกระแสสังคมโลกในยุคนั้น กัมพูชาจึงตกเป็นเป้าหมายหนึ่ง ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกดึงเข้าสู่สงครามได้ อีกทั้งปัญหาความมั่นคงภายใน ที่ยังคงถูกสั่นคลอนด้วยกลุ่มกองกำลังต่างๆ ที่ยังคงมีความพยายามเข้ากุมแผ่นดินกัมพูชาแทนพระองค์ โดยช่วงแรกของการได้มาซึ่งเอกภาพภายใต้รัฐบาลเจ้าสีหนุนั้น นโยบายแรกของพระองค์คือ ต้องกำจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองให้หมด วิธีแรกคือ การเลือกตั้ง และรัฐบาลพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการเลือกตั้งของฝ่ายตรงข้ามเสมอมา และโดยผลของการเลือกตั้งนั้นเอง ยังผลให้เขมรกลุ่มต่างๆ ถูกลดบทบาททางการเมืองลง และง่ายต่อการถูกกดดันให้เป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ผิดกฎหมาย และต่อมาคือการกวาดล้าง โดยเจ้าสีหนุได้เชิญกลุ่มเขมรต่างๆที่แฝงอยู่ตามชนบท เข้าร่วมหารือเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งต่างๆ โดยมีผู้นำจากเขมรกลุ่มฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายเข้าร่วมถึง 34 คน แต่ภายหลังจากการหารือได้ข้อยุติลงด้วยผู้นำกลุ่มต่างๆยอมเข้าร่วมตามระบอบสังคมของสีหนุแล้ว ปรากฎว่าผู้นำกลุ่มนั้นถูกตำรวจลับกัมพูชาจับตามองอย่างมิคลาดสายตามาโดยตลอด และในช่วงนี้เองที่เจ้าสีหนุทรงเรียกเขมรฝ่ายนิยมซ้ายอย่างเย้ยหยันว่า พวกเขมรแดง ต่อมาไม่นานนักกลุ่มผู้นำต่างๆได้ถูกจับกุมโดยกำลังทหารของนายพล ลอน นอล โดยถูกตั้งข้อหาพยายามก่อรัฐประหาร และท้ายสุดจบลงด้วยการประหารชีวิตรวมถึง ดาบ ชวน ด้วยเช่นกัน แต่มีเพียงชาย 2 คนเท่านั้นที่สามารถหลบหนีการกวาดล้างออกไปได้ก่อนที่ทหารของ ลอน นอล จะมาถึงตัว ชายสองคนนั้นคือ จู เจต และอดีตนักศึกปัญญาชนจากปารีสผู้หนึ่ง.....?

        ในขณะเดียวกันที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีความพยายามเข้าแทรกแซงการเมืองของเจ้าสีหนุ โดยการใช้วิธีแฝงมาในรูปแบบองค์กรความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งผ่านความช่วยเหลือทางการทหารด้วย โดยแลกกับยอมให้สหรัฐเข้าใช้พื้นที่ปฏิบัติการทางทหารได้ แต่สีหนุกลับมีข้อแลกเปลี่ยน คือ ให้สหรัฐฯกดดันให้ไทยยอมรับเอกภาพของกัมพูชา แต่ไทยเรานั้นไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ ในทางกลับกันไทยเรายังคงให้การสนับสนุนกลุ่มเขมรเสรีของ เซิง ง็อกทัญ กลุ่มปฏิปักษ์ต่อสีหนุเพื่อใช้เป็นกันชนต่อภัยคอมมิวนิสต์นั่นเอง เมื่อความตกลงไม่เป็นที่ยุติ นโยบายความเป็นกลางของกัมพูชาเริ่มเอนเอียงไปยังจีนแผ่นดินใหญ่และเวียดนามเหนือ โดยเจ้าสีหนุได้ทำสัญญากับ โจว เอิน ไหล ในปี พ.ศ.2509 เกี่ยวกับความช่วยเหลือต่อเวียดนามเหนือ และพระองค์ทรงรับทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่ามีกองกำลังเวียดกงซ่องสุมกำลังอยู่ทางภาคตะวันออกกัมพูชา และเวียดนามเหนือได้ใช้ท่าเรือในสีหนุวิลล์ในการขนถ่ายยุทธปัจจัยเพื่อโจมตีเวียดนามใต้ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลสหรัฐฯจึงต้องแก้หมากของสีหนุ โดยการสรรหาบุคคลที่จะเข้ามาทานอำนาจของสีหนุ และใครคนนั้นต้องเป็นผู้ที่จงเกลียดจงชังคอมมิวนิสต์อย่างเข้าไส้ ใครคนนั้นคือ ลอน นอล นายพลผู้ค้ำราชบัลลังก์ของสีหนุนั้นเอง......

(นายพล ลอน นอล)

        กัมพูชาในปีพุทธศักราช 2512 ตกเป็นเป้าการโจมตีทางอากาศโดยฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล B-52 ซึ่งบินตัดขอบฟ้ามาจากดินแดนไทย เป้าหมายการโจมตี คือ ภาคตะวันออกของกัมพูชา และประเทศลาว อันเป็นพื้นที่ซ่องสุมกำลังพลของเวียดนามเหนือและกองกำลังเวียดกง โดยเริ่มต้นปฏิบัติการโจมตีในวันที่ 18 มีนาคม สิ้นสุดลงเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2513 ภายใต้รหัสปฏิบัติการชื่อ "Operation Menu" ผลจากการทิ้งระเบิดจำนวน 3,630 เที่ยวบิน ด้วยจำนวนระเบิดน้ำหนักรวมกว่า 110,000 ตัน ยังผลให้ผืนป่าใหญ่ซึ่งเขียวขจี กลายมีรอย ด่าง โพลนไปทั่ว ด้วยร่องรอยระเบิดเต็มพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ในกัมพูชา และยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปอีกหลายปี จนกระทั่งเจ้าสีหนุได้เสด็จเยือนต่างประเทศเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี และนี่เองคือนิมิตหมายอันดีที่จะชิงอำนาจกุมกัมพูชามาไว้ในมือ

(ประธานาธิบดีสหรัฐ  Richard M. Nixon แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบถึงปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศกัมพูชา)


นายพล ลน นล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมกับเจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมตะ และเซิง งอกทัญ ก่อการรัฐประหารล้มอำนาจของสีหนุ และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ ขึ้น ในปี พ.ศ.2513 พร้อมกันนั้นยังได้รับการเลือกในที่ประชุมรัฐสภาหุ่นเชิดให้ดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งรัฐ ในขณะที่เจ้าสีหนุ ได้ประกาศตั้งรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาพลัดถิ่นขึ้นที่กรุงปักกิ่ง และทรงประกาศว่า "หากกลับคืนอำนาจยังกัมพูชาได้ สิริมตะ ลอน นอล และเซิง ง็อกทัญ คือสามคนแรกที่จะถูกจับประหาร"

(เจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมตะ ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าสีหนุ)

ตอนที่ 12 ศัตรูของศัตรู คือ มิตรของศัตรู


        กัมพูชาในปีพุทธศักราช 2513 ตกอยู่ในภาวะสงครามอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องด้วยสังคมโลก ณ เวลานั้น ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
ประเทศกัมพูชาภายใต้การนำของรัฐบาลหุ่นเชิดของนายพล ลอน นอล และ เจ้าสิริมตะ ผู้จงเกลียดจงชังเจ้าสีหนุเข้ากระดูกดำ ถึงขั้นเคยวางแผนให้ ลอน นอล ลอบสังหารเจ้าสีหนุเสีย แต่ลอน นอล ปฏิเสธที่จะทำตามแผนการอัปยศนั้น จนกระทั่งอำนาจของสิริมตะเพิ่มขึ้นเมื่อ ลอน นอล เพื่อนรักได้ขึ้นเป็นประมุขรัฐ และเจ้าสิริมตะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลหุ่นเชิดจึงได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงทางการค้าของเจ้าสีหนุต่อเวียดนาม ทั้งยังประกาศให้เวียดนามเหนือและเวียดกงถอนทหารออกจากกัมพูชา รัฐบาลนายพล ลอน นอล ได้ดำเนินนโยบายต่อต้านเวียดนาม สั่งปิดสถานทูตเวียดนามเหนือ ทั้งนี้ยังอนุมัติส่งกำลังรบลงพื้นที่ เข้ากวาดล้างคอมมิวนิสต์เขมรแดงและฝ่ายนิยมเจ้าอื่นๆ เพื่อกันมิให้สีหนุได้ใช้ฐานอำนาจนั้นกลับคืนยังดินแดนกัมพูชาได้อีก ยังผลให้ชาวบ้านกัมพูชาเชื้อสายเวียดนามถูกกวาดล้างอย่างหนัก จนถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่า ลอน นอล และเจ้าสิริมตะ คือผู้อยู่เบื้องหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเวียดนามในกัมพูชา.....


เมื่อจัดตั้งสาธารณรัฐเขมรหลังรัฐประหารนั้น ในครั้งแรก เจ้าสิริมตะวางแผนจะให้สมาชิกในสายราชสกุลสีสุวัตถิ์ของตน โดยเฉพาะบุตรเขยคือ พระองค์มจะ สีสุวัตถิ์ ดวงชีวิน ขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ต่อมา ลอน นอล ได้เปลี่ยนเป็นการสถาปนาสาธารณรัฐแทน แต่อำนาจของเจ้าสิริมตะนั้น กลับเริ่มแผ่ขยายและเป็นที่นิยมของชนเมืองซึ่งนิยมความคิดแบบชาวตะวันตก แต่ในทางกลับกัน ชาวชนบทยังคงมีความนิยมในตัวเจ้าสีหนุอยู่อย่างมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ นายพล ลอน นอล เองจึงเริ่มมีความระแวงเจ้าสิริมตะมากขึ้น และไม่นานนัก นายพลลอน นอล จึงสั่งกักบริเวณเจ้าสิริมตะไว้ในบ้านพัก........
บัดนี้นายพล ลอน นอล ได้ขึ้นเถลิงอำนาจเป็นประมุขรัฐ เต็มตัว ในระหว่างที่เซิง ง็อกทัญ ผู้นำกลุ่มเขมรเสรีได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นกลับถูกจับตามองจากตำรวจลับกัมพูชา เนื่องด้วยลอน นอล นั้นยังคงหวาดระแวงต่อการกลับมาของเจ้าสีหนุ และ อำนาจของเซิง ง็อกทัญซึ่งฉายแววความเป็นผู้นำในเวทีการเมือง ซึ่งไม่นานนักในปี พ.ศ.2515 เซิง ง็อกทัญถูกลอบวางระเบิด แต่ง็อกทัญนั้นกลับรอดชีวิต และลี้ภัยไปยังเวียดนามใต้ ยังผลให้ ซอน ซาน อดีตตัวกลางในการเจรจาระหว่างรัฐบาลลอน นอล กับรัฐบาลพลัดถิ่นของเจ้าสีหนุ ได้เข้ามามีบทบาทต่อกลุ่มเขมรเสรีแทน.....

(ซอน ซาน)

ในระหว่างนี้เองที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์เขมรแดง ได้หมายหัวขึ้นบัญชีดำผู้นำฝ่ายรัฐบาลไว้ ทั้งนี้เนื่องจากคอมมิวนิสต์เขมรแดงนั้นยังคงได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนืออยู่โดยตลอด อีกทั้งเจ้าสีหนุได้ลอบเข้าติดต่อกับกลุ่มเขมรแดง โดยผ่านมายังบริเวณชายแดนไทย เมื่อศัตรูของศัตรูคือมิตรของข้า เจ้าสีหนุจึงได้ร่วมมือกับกลุ่มคอมมิวนิสต์เขมรแดงเพื่อกู้เอกภาพของพระองค์กลับคืน

(สีหนุและนายเคียว สัมพัน)

ข่าวคราวการกลับมายังกัมพูชาของเจ้าสีหนุนั้น สร้างความปิติยินดีให้แก่ชาวนาในชนบทเป็นอย่างมาก และเริ่มหลั่งไหลเข้าร่วมขบวนการอย่างมิขาดสาย สมาชิกขบวนการเขมรแดงทุกคนจะได้รับการอบรมและข้อปฏิบัติถึงแนวทางกลยุทธต่างๆ เพื่อวางรากฐานสังคมในอุดมคติตามวิทยานิพนธ์ของฮู ยวนและเคียว สัมพัน ซึ่งแสดงถึงแนวคิดที่ต่อมาจะถูกปรับเป็นนโยบายของขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดง ซึ่งต่อมากลุ่มของอดีตนักศึกษาปัญาชนปารีสได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น"พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา"ซึ่งเป็นความลับอย่างยิ่งยวด สมาชิกในระดับล่าง และ เวียดนามเหนือผู้สนับสนุนมิเคยได้ทราบข้อเท็จจริงนี้เลย เพราะเนื่องจากเวียดนามเหนือมองว่ากลุ่มคอมมิวนิสต์เขมรแดง เป็นเพียงสาขาหนึ่งของระบบเท่านั้น มิใช่คอมมิวนิสต์โดยเนื้อแท้ แต่คอมมิวนิสต์จีนแผ่นดินใหญ่กลับให้การสนับสนุนเขมรแดงอย่างเต็มที่ เพราะ ณ เวลานั้น ความสัมพันธ์ระหว่างจีน และโซเวียตเริ่มร้าวฉาน เพราะแนวคิดระบอบสังคมนิยมนั้นต่างกัน ในระหว่างปี พ.ศ. 2511 นี้เองที่เขมรแดง คือ กองกำลังอันแข็งแกร่งที่สุดในกัมพูชาได้ประกาศยึดครองพื้นที่ในกัมพูชา อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจีนต่อเขมรแดงนั้น สร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อเวียดนามเหนือและได้หยุดการสนับสนุนเขมรแดงในที่สุด.....

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่