ตัวตนของเขาช่างเลือนราง หัวใจไร้ซึ่งแสงแห่งความหวังใด
มีเพียงนางยึดมั่นในดวงใจ ฤๅจะพ่ายพันธนาการแห่งมนตรา
บทก่อนหน้า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้บทที่ 1
http://pantip.com/topic/32588396
บทที่ 2
http://pantip.com/topic/32925155
บทที่ 3
http://pantip.com/topic/32957999
บทที่ 4
http://pantip.com/topic/32979343
บทที่ 5
http://pantip.com/topic/33028343
บทที่ 6
http://pantip.com/topic/33075795
บทที่ 7
http://pantip.com/topic/33263154
บทที่ 8
http://pantip.com/topic/33358014
บทที่ 9
http://pantip.com/topic/33654131
ติดตามข่าวสารได้ที่เพจ https://www.facebook.com/AMA.de.bluemoon ค่ะ
วันฟ้าใสกับไอศกรีม
“ร้อนนน!”
ชาร์ล็อตส่งเสียงยานคางขณะแหงนหน้ามองท้องนภาสีฟ้าสดที่ไร้เมฆบดบัง แสงแดดยามบ่ายจัดจ้าร้อนแรงจนทำให้คนที่นั่งแผ่กินพื้นที่บนเก้าอี้ยาวใต้ร่มไม้ในสวนสาธารณะแทบจะละลาย
“เรมิเรส ข้าอยากกินไอศกรีม” ชายหนุ่มเอ่ยพลางสะบัดผมเปียของตนต่างใบพัด
“ไอศกรีม?” คนถูกเรียกหันมาเลิกคิ้ว เขาขยับแว่นกรอบหนาพลางซับเหงื่อตามใบหน้าอยู่ใต้ร่มไม้อีกต้นหนึ่ง “เรากำลังจะไปทำงานไม่ใช่หรือครับ แล้วมาเสียเวลาหาของกินเล่นระหว่างทางแบบนี้มันจะดีหรือ”
ชาร์ล็อตตั้งคอจ้องหน้าศิษย์ทันใด และส่งสายตาเชิงบังคับ
“ข้าบอกว่าอยากกินไอศกรีม ข้าก็จะกิน เจ้าไปซื้อมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ เอาแบบไหนก็ได้”
ผู้เป็นศิษย์มองตามนิ้วที่อาจารย์ชี้สั่ง จึงเห็นร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนักขึ้นป้ายโฆษณาว่าขายไอศกรีม เขาถอนหายใจแผ่วเบา หากก็ยอมทำตามที่คนสูงวัยกว่าทว่ายังเอาแต่ใจเหมือนเด็กต้องการ ครั้นก้าวขาออกไปเพียงสองก้าวก็ได้ยินเสียงสำทับมา
“เวลาอยู่ข้างนอก อยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ข้า เจ้าน่าจะหัดยิ้มให้มันดูสดใสน่ามองเสียหน่อยนะ”
เรมิเรสมุ่นคิ้ว
ยิ้มรึ...แล้วที่เขายิ้มอยู่นี่ยังใช้ไม่ได้หรือไร ยิ้มให้ดูสดใสน่ามองต้องยิ้มแบบไหนล่ะ
จอมเวทหนุ่มน้อยนึกถึงใบหน้าตอนยิ้มแย้มของอาจารย์ยามถูกห้อมล้อมด้วยผู้คน ซึ่งส่วนมากที่เขาเห็นมักเป็นอิสตรี เป็นตอนที่เหมือนอาจารย์ของเขาจะอารมณ์ดีที่สุด
แล้วเรมิเรสก็คิดได้ว่าควรยึดแบบอย่างจากผู้ใด
“ขอโทษครับ ข้าอยากจะขอซื้อไอศกรีมสักหน่อย”
“รับรสไหนดีคะ” สาวขายไอศกรีมส่งเสียงถามขณะละวางมือจากการเช็ดและจัดอุปกรณ์ก่อนเงยหน้าขึ้นมองลูกค้า ดวงตาของนางแทบพร่าเลือนเมื่อพบกับรอยยิ้มอันสดใสเจิดจ้าจากหนุ่มน้อยสวมแว่นหน้าตาหล่อเหลาใสกระจ่างซึ่งยืนอยู่หน้าร้าน
“ว่าอย่างไรคะ จะรับอะไรดี” หญิงสาวถามย้ำพลางบิดตัวน้อย ๆ อย่างเขินอายเมื่ออีกฝ่ายยังจ้องนางอยู่เงียบ ๆ
ที่จริงแล้วเป็นเพราะเรมิเรสไม่รู้ว่าควรสั่งอะไร เขาไม่รู้จักไอศกรีม ยิ่งไม่อาจรู้ว่าอาจารย์ชอบทานแบบไหน ครั้นมองป้ายเมนูซึ่งมีหลากหลายรายการอยู่ครู่หนึ่งจึงหันกลับมายังผู้ค้าสาว และยิ้ม
“ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมครับ”
ชาร์ล็อตมองเรมิเรสซึ่งเดินกลับมาพร้อมไอศกรีมสองถ้วย เขาคว้าถ้วยสีม่วงซึ่งเป็นไอศกรีมรสผลไม้ชนิดหนึ่งมาตักจ้วงใส่ปากแล้วจึงเอ่ยถามถึงความยุ่งยากที่ปรากฏบนใบหน้าอ่อนเยาว์หากหล่อเหลาน่ามองของผู้เป็นศิษย์
“ข้าตั้งใจจะซื้อไอศกรีมให้อาจารย์แค่ถ้วยเดียว แต่คนขายกลับให้ข้ามาอีกถ้วยโดยไม่คิดเงิน การที่ข้ายอมรับสิ่งของมาโดยไม่มีสิ่งใดแลกเปลี่ยนให้นางอย่างนี้มันจะดีหรือครับ”
ชาร์ล็อตเพียงยกยิ้มมุมปาก บทบัญญัติแห่งกิล์มิสทิคว่าไว้อย่างนั้น การจะรับหรือมอบสิ่งใดย่อมต้องมีอีกสิ่งแลกเปลี่ยนตอบแทน เพียงแต่บางครั้งอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาหรือสัมผัสได้โดยการแตะต้อง
มันไม่ได้เป็นแค่กฎบทบัญญัติ หากมันคือพื้นฐานของชีวิต เด็กที่ได้แต่ศึกษาทุกอย่างจากตำราอย่างเรมิเรส ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากจากโลกภายนอก
แต่จะว่าไป...เรมิเรสก็เคยใช้ชีวิตอยู่นอกองค์กรแห่งเวทมนตร์ ถึงจะนานมาแล้วก็เถอะ ลืมการใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกไปหมดแล้ว...หรือมันไม่มีอะไรให้อยากจดจำ
ท่าทางเขาคงต้องปรับสมองเจ้าเด็กคนนี้อีกมาก
จอมเวทหนุ่มใหญ่เห็นพ่อมดหนุ่มน้อยยังยืนมองไอศกรีมที่ถืออยู่จนมันเริ่มละลาย เขาตักคำสุดท้ายของตนเข้าปากแล้วจึงพูด
“เจ้ากินเถอะ ยังไม่เคยกินไอศกรีมใช่ไหม มันอร่อยนะ”
ศิษย์หนุ่มมองอาจารย์รับประทานไอศกรีมอย่างเอร็ดอร่อยแล้วจึงลองลิ้มชิมรสไอศกรีมที่ตนถืออยู่บ้าง
เพียงปลายลิ้นสัมผัสกับเนื้อไอศกรีมสีนวลนุ่ม เขาก็ถึงกับเลิกคิ้วอย่างแปลกใจในความหวานละมุนผสมผสานกับรสเปรี้ยวของผลไม้เข้ากันอย่างกลมกล่อม ความเย็นชุ่มฉ่ำสร้างความชุ่มชื่นให้ฟื้นขึ้นมาในอกท่ามกลางอากาศอันแสนร้อนอบอ้าว
เรมิเรสเคลิบเคลิ้มกับความหอมหวานแสนอร่อยของไอศกรีมที่ได้ลองชิมเป็นครั้งแรกอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งรู้สึกถึงสายตาของชาร์ล็อตที่จ้องมองมา มันทอประกายอ่อนโยนและเมตตาอยู่เจือจาง
“ชอบใช่ไหม ตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ยังมีโอกาสที่ทำได้ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าต้องการ ข้าจะพาเจ้ามากินทุกครั้ง”
...เพราะอย่างนั้น จงอย่าได้ท้อถอยถอดใจจากโชคชะตา อาจมีอนาคตอันสดใสในวันหน้าที่รออยู่....
เรมิเรสเงยหน้าจ้องชาร์ล็อตซึ่งกำลังทอดสายตามองกลับมาด้วยรอยยิ้ม เขาวางช้อนลงในถ้วยไอศกรีมที่ว่างเปล่า คลี่ยิ้มบางและหรี่ตาลง
“ท่านจะหาเรื่องหลอกใช้ข้า เพื่อหนีไปเที่ยวกับสาว ๆ เหมือนทุกครั้งสินะครับ ไม่มีทาง!"
Guildmystic มนตราพันธนาการ II ตอนพิเศษ วันฟ้าใสกับไอศกรีม
มีเพียงนางยึดมั่นในดวงใจ ฤๅจะพ่ายพันธนาการแห่งมนตรา
บทก่อนหน้า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วันฟ้าใสกับไอศกรีม
“ร้อนนน!”
ชาร์ล็อตส่งเสียงยานคางขณะแหงนหน้ามองท้องนภาสีฟ้าสดที่ไร้เมฆบดบัง แสงแดดยามบ่ายจัดจ้าร้อนแรงจนทำให้คนที่นั่งแผ่กินพื้นที่บนเก้าอี้ยาวใต้ร่มไม้ในสวนสาธารณะแทบจะละลาย
“เรมิเรส ข้าอยากกินไอศกรีม” ชายหนุ่มเอ่ยพลางสะบัดผมเปียของตนต่างใบพัด
“ไอศกรีม?” คนถูกเรียกหันมาเลิกคิ้ว เขาขยับแว่นกรอบหนาพลางซับเหงื่อตามใบหน้าอยู่ใต้ร่มไม้อีกต้นหนึ่ง “เรากำลังจะไปทำงานไม่ใช่หรือครับ แล้วมาเสียเวลาหาของกินเล่นระหว่างทางแบบนี้มันจะดีหรือ”
ชาร์ล็อตตั้งคอจ้องหน้าศิษย์ทันใด และส่งสายตาเชิงบังคับ
“ข้าบอกว่าอยากกินไอศกรีม ข้าก็จะกิน เจ้าไปซื้อมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ เอาแบบไหนก็ได้”
ผู้เป็นศิษย์มองตามนิ้วที่อาจารย์ชี้สั่ง จึงเห็นร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนักขึ้นป้ายโฆษณาว่าขายไอศกรีม เขาถอนหายใจแผ่วเบา หากก็ยอมทำตามที่คนสูงวัยกว่าทว่ายังเอาแต่ใจเหมือนเด็กต้องการ ครั้นก้าวขาออกไปเพียงสองก้าวก็ได้ยินเสียงสำทับมา
“เวลาอยู่ข้างนอก อยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ข้า เจ้าน่าจะหัดยิ้มให้มันดูสดใสน่ามองเสียหน่อยนะ”
เรมิเรสมุ่นคิ้ว
ยิ้มรึ...แล้วที่เขายิ้มอยู่นี่ยังใช้ไม่ได้หรือไร ยิ้มให้ดูสดใสน่ามองต้องยิ้มแบบไหนล่ะ
จอมเวทหนุ่มน้อยนึกถึงใบหน้าตอนยิ้มแย้มของอาจารย์ยามถูกห้อมล้อมด้วยผู้คน ซึ่งส่วนมากที่เขาเห็นมักเป็นอิสตรี เป็นตอนที่เหมือนอาจารย์ของเขาจะอารมณ์ดีที่สุด
แล้วเรมิเรสก็คิดได้ว่าควรยึดแบบอย่างจากผู้ใด
“ขอโทษครับ ข้าอยากจะขอซื้อไอศกรีมสักหน่อย”
“รับรสไหนดีคะ” สาวขายไอศกรีมส่งเสียงถามขณะละวางมือจากการเช็ดและจัดอุปกรณ์ก่อนเงยหน้าขึ้นมองลูกค้า ดวงตาของนางแทบพร่าเลือนเมื่อพบกับรอยยิ้มอันสดใสเจิดจ้าจากหนุ่มน้อยสวมแว่นหน้าตาหล่อเหลาใสกระจ่างซึ่งยืนอยู่หน้าร้าน
“ว่าอย่างไรคะ จะรับอะไรดี” หญิงสาวถามย้ำพลางบิดตัวน้อย ๆ อย่างเขินอายเมื่ออีกฝ่ายยังจ้องนางอยู่เงียบ ๆ
ที่จริงแล้วเป็นเพราะเรมิเรสไม่รู้ว่าควรสั่งอะไร เขาไม่รู้จักไอศกรีม ยิ่งไม่อาจรู้ว่าอาจารย์ชอบทานแบบไหน ครั้นมองป้ายเมนูซึ่งมีหลากหลายรายการอยู่ครู่หนึ่งจึงหันกลับมายังผู้ค้าสาว และยิ้ม
“ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมครับ”
ชาร์ล็อตมองเรมิเรสซึ่งเดินกลับมาพร้อมไอศกรีมสองถ้วย เขาคว้าถ้วยสีม่วงซึ่งเป็นไอศกรีมรสผลไม้ชนิดหนึ่งมาตักจ้วงใส่ปากแล้วจึงเอ่ยถามถึงความยุ่งยากที่ปรากฏบนใบหน้าอ่อนเยาว์หากหล่อเหลาน่ามองของผู้เป็นศิษย์
“ข้าตั้งใจจะซื้อไอศกรีมให้อาจารย์แค่ถ้วยเดียว แต่คนขายกลับให้ข้ามาอีกถ้วยโดยไม่คิดเงิน การที่ข้ายอมรับสิ่งของมาโดยไม่มีสิ่งใดแลกเปลี่ยนให้นางอย่างนี้มันจะดีหรือครับ”
ชาร์ล็อตเพียงยกยิ้มมุมปาก บทบัญญัติแห่งกิล์มิสทิคว่าไว้อย่างนั้น การจะรับหรือมอบสิ่งใดย่อมต้องมีอีกสิ่งแลกเปลี่ยนตอบแทน เพียงแต่บางครั้งอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาหรือสัมผัสได้โดยการแตะต้อง
มันไม่ได้เป็นแค่กฎบทบัญญัติ หากมันคือพื้นฐานของชีวิต เด็กที่ได้แต่ศึกษาทุกอย่างจากตำราอย่างเรมิเรส ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากจากโลกภายนอก
แต่จะว่าไป...เรมิเรสก็เคยใช้ชีวิตอยู่นอกองค์กรแห่งเวทมนตร์ ถึงจะนานมาแล้วก็เถอะ ลืมการใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกไปหมดแล้ว...หรือมันไม่มีอะไรให้อยากจดจำ
ท่าทางเขาคงต้องปรับสมองเจ้าเด็กคนนี้อีกมาก
จอมเวทหนุ่มใหญ่เห็นพ่อมดหนุ่มน้อยยังยืนมองไอศกรีมที่ถืออยู่จนมันเริ่มละลาย เขาตักคำสุดท้ายของตนเข้าปากแล้วจึงพูด
“เจ้ากินเถอะ ยังไม่เคยกินไอศกรีมใช่ไหม มันอร่อยนะ”
ศิษย์หนุ่มมองอาจารย์รับประทานไอศกรีมอย่างเอร็ดอร่อยแล้วจึงลองลิ้มชิมรสไอศกรีมที่ตนถืออยู่บ้าง
เพียงปลายลิ้นสัมผัสกับเนื้อไอศกรีมสีนวลนุ่ม เขาก็ถึงกับเลิกคิ้วอย่างแปลกใจในความหวานละมุนผสมผสานกับรสเปรี้ยวของผลไม้เข้ากันอย่างกลมกล่อม ความเย็นชุ่มฉ่ำสร้างความชุ่มชื่นให้ฟื้นขึ้นมาในอกท่ามกลางอากาศอันแสนร้อนอบอ้าว
เรมิเรสเคลิบเคลิ้มกับความหอมหวานแสนอร่อยของไอศกรีมที่ได้ลองชิมเป็นครั้งแรกอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งรู้สึกถึงสายตาของชาร์ล็อตที่จ้องมองมา มันทอประกายอ่อนโยนและเมตตาอยู่เจือจาง
“ชอบใช่ไหม ตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ยังมีโอกาสที่ทำได้ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าต้องการ ข้าจะพาเจ้ามากินทุกครั้ง”
...เพราะอย่างนั้น จงอย่าได้ท้อถอยถอดใจจากโชคชะตา อาจมีอนาคตอันสดใสในวันหน้าที่รออยู่....
เรมิเรสเงยหน้าจ้องชาร์ล็อตซึ่งกำลังทอดสายตามองกลับมาด้วยรอยยิ้ม เขาวางช้อนลงในถ้วยไอศกรีมที่ว่างเปล่า คลี่ยิ้มบางและหรี่ตาลง
“ท่านจะหาเรื่องหลอกใช้ข้า เพื่อหนีไปเที่ยวกับสาว ๆ เหมือนทุกครั้งสินะครับ ไม่มีทาง!"