นักรบจันทรา ตอนที่ 13

กระทู้สนทนา
ดาริอุสกำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ทั้งร่างเบาหวิวเหมือนถูกผูกติดไว้กับสายลม ไม่ต่างกับขนนกที่ถูกลมเหนือพัดเป่า เขาลอยขึ้นมาหลังผู้กล้าแสงตะวันไม่นานนัก ทั้งคู่ถูกส่งขึ้นมาบนท้องฟ้าโดยฝีมือคนๆเดียวกันไปยังทิศทางเดียวกัน หัวของเขาเบาโหวงเหมือนรอบด้าน ฉากความตายของเพื่อนยังติดตาไม่ยอมดับสูญ

    ย้อนเวลากลับไปตอนที่ไซเรน่าถูกสังหารอย่างเด็ดขาดพอดีกับอโฟเดลก้าวลงจากหน้าผาด้วยความตั้งใจของตัวเอง ดาริอุสขาแข็งด้วยความที่ได้ตระหนักว่าเสียคนสำคัญไปเหมือนตอนพ่อบุญธรรม ส่วนผู้กล้าแสงตะวันนั้นกรีดร้องด้วยความเศร้าโศก นางมังกรครึ่งมนุษย์คงตกลงไปตายทันที

    “ไม่ต้องเศร้าหรอกลูกเอ๋ย นางผู้นั้นจะอยู่ในใจของเจ้าตราบชั่วนิรันดร”

    ผู้ที่ปรากฏร่างขึ้นทันควันเหมือนเงาปิศาจเป็นหญิงสวยแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นมนุษย์ โครงหน้ารูปไข่ดวงตาดำขลับเหมือนผมที่สั้นแค่หู ดูราวกับยังไม่พ้นวัยเบญจเพสทั้งที่มีราศีแห่งความกรุณาเต็มเปี่ยม นางอยู่ในชุดเกราะเขียวเหลือบทองทั้งตัวดูหรูหรา กำลังมองผู้กล้าแสงตะวันด้วยความเห็นใจ

    “เจ้าเป็นใคร!” ผู้กล้าแสงตะวันร้อง อาวุธคู่มือแทนที่จะเป็นดาบอัคคีตามคำสั่งของเขา ขลุ่ยเทพวายุกลับยังคงสภาพขลุ่ยตามเดิมราวกับไม่ยินยอมตามคำสั่ง

    “อาวุธดีจะไม่ทำร้ายคนสองคน ผู้สร้างและผู้ถือ” สตรีนางนั้นไม่ได้มีท่าทีกริ้วโกรธใดๆเลย นางฉวยพัดที่คาดไว้กับเข็มขัดคู่กับกระบี่ออกมาคลี่ออกอย่างใจเย็น “หากพวกเจ้ายังไม่ไป คนที่ซ่อนตัวอยู่จะไม่ยอมออกมา จริงไหมเวเบอร์” นางหันไปทางเวเบอร์ที่กำลังยืนอย่างสำรวมเกินปกติ เขาก้มหน้าน้อยๆอย่างสุภาพ

    “เพราะฉะนั้นจงไปเสีย จุดหมายต่อไปของเจ้าคือเมืองแก้วผลึก ปลุกนางผู้หยั่งรู้ให้คืนชีพ!”

    สตรีผู้นั้นพูดอย่างองอาจแล้วโบกพัดมาทางไบรอัน แทนที่จะมีลมอ่อนๆกลับเป็นลมพายุหอบร่างผู้กล้าขึ้นไปบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ แต่แล้วนางก็หันมาทางดาริอุส ออกอุทานน้อยๆแล้วก็ทำอย่างเดียวกัน

    นั่นคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาทั้งคู่ล่องลอยไปกับสายลมราวก้อนเมฆ เพียงแต่ทิศทางที่ดาริอุสพุ่งไปนั้นผิดองศาไปนิดหนึ่งทำให้ไปคนละทางกับผู้กล้าแสงตะวัน ยิ่งไกลทั้งคู่ก็ยิ่งห่างกันจนสุดสายตา และมองไม่เห็นกันในที่สุด

    แล้วระดับการลอยตัวก็ลดวูบอย่างน่าใจหาย ดาริอุสที่ยังเหม่อลอยพุ่งกระแทกไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วร่วงสู่พื้นดิน เป็นโชคดีที่มีก้านใบหนาคอยรองรับไม่ให้กระแทกพื้นทันที หากยังคงทิ้งอาการปวดมึนแทบตายเอาไว้เป็นของฝาก

    “กำลังรออยู่เลยค่ะ ท่านนักรบจันทรา”

    ดาริอุสค่อยๆพยุงตัวขึ้นนั่งด้วยความยากลำบากแล้วมองหาต้นเสียง นางเป็นหญิงสาวอายุไม่ห่างจากเขามากนัก นางใส่เสื้อผ้าแปลกประหลาดสีเขียวขี้ม้า กางเกงเป็นผ้าหนาสีฟ้าอ่อนแบบที่เขาไม่เคยเห็น สวมหมวกสักหลาดสีน้ำตาลดำมีแถบคาดสีเหลืองคาดดำคล้ายหนังสัตว์

    ในมือของนางถือบางสิ่งเอาไว้ มันเป็นกระบอกยาวกว่าท่อนแขนเล็กน้อยสีดำขลับ ด้านที่มีนางจับอยู่เป็นคอดอดติดส่วนปลายด้านหนึ่งที่แบนราบมีสีคล้ายไม้เนื้อแข็ง ปลายอีกด้านที่ยืดออกมามีสีดำเหมือนเหล็กชั้นดี รังสีความแปลกประหลาดทำให้ขนของเขาลุกชั้นด้วยความกลัวระคนอยากรู้อยากเห็น

    “เจ้าเป็นใคร” ดาริอุสพูดด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม

    “ข้าชื่ออลิเซียค่ะ อลิเซียเฉยๆ ไม่มียศ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีคำนำหน้าชื่อ” หญิงสาวตอบอย่างร่าเริง ยิ้มให้เขาอย่างใสซื่อ ถึงตอนนี้เขาเพิ่งสังเกตนางชัดๆ หญิงสาวมีเส้นผมสีเหลืองยาวสยายปรกไหล่ ดวงตาสีมรกตดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

    “รู้ได้อย่างไรว่าข้าคือนักรบจันทรา” ดาริอุสหลุดปากถามออกมา

    “ข้าคือผู้นำทางของพวกท่านค่ะ จะพาไปยังปราสาทแก้วผลึกที่นางผู้หยั่งรู้หลับใหลอยู่” หญิงสาวตอบอย่างเป็นกันเองขีดสุด “ข้าเข้าใจว่าท่านเคยพบน้องข้าแล้ว นางเป็นนักท่องเวลาเหมือนข้า ชื่อของนางคือเซรีน่าค่ะ”

    “ใช่ เคยพบแล้ว” ดาริอุสพึมพำ พลันคิดถึงนางอัศวินมังกรไซเรน่าขึ้นมาน้ำตาที่เพิ่งหยุดไปก็ไหลออกมาอีกครั้ง

    พอคิดหาข้อแก้ตัวลูกแก้วเวทมนตร์ก็ปรากฏตรงหน้า ในนั้นมีใบหน้าผู้กล้าแสงตะวันอยู่ ท่าทางปกติเว้นแต่ดูหงอยๆจากที่เคย

    “เราอยู่ห่างกันไกลลิบเลยดาริอุส” ผู้กล้าแสงตะวันในลูกแก้วร้องบอกอย่างหัวเสีย ภาพเดี๋ยวชัดเดี๋ยวพร่าเลือนไม่หยุดนิ่ง “เจ้าอยู่กับใครหรือเปล่า มนตร์สื่อสารของข้าถูกรบกวนโดยบางสิ่งที่ทรงพลังกว่า”

    “สวัสดีค่ะท่านผู้กล้าแสงตะวัน” หญิงสาวที่มีนามว่าอลิเซียกระโจนออกมาหน้าลูกแก้วเวทมนตร์เพื่อทักทายโดยตรง “ข้าชื่ออลิเซียค่ะ ท่านพบกับน้องสาวข้าแล้วใช่ไหมคะ นางชื่อเซรีน่า”

    “เดี๋ยวก่อน ตาเจ้าสีเขียวหรือ เป็นไปไม่ได้น่า นอกจากข้าแล้วไม่น่ามีได้” ผู้กล้าแสงตะวันรำพึงกับตัวเอง แล้วก็หน้าแดงเมื่อคิดถึงนักท่องเวลาผู้นั้น “เจ้าคงเป็นนักท่องเวลาด้วยสินะ”

    “ถูกต้องนะคะ ข้าเป็นนักท่องเวลาเหมือนกัน ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่มีข้อแตกต่างยิบย่อยระหว่างนางกับข้าอยู่ ไม่ขอพูดถึงเพราะมันน่าเบื่อ”

    “อย่างนั้นคงรู้ใช่ไหมว่าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน เมืองที่ใกล้ที่สุด จะรีบไปรวมตัวกัน” ผู้กล้าแสงตะวันดูอ่อนล้ากว่าที่เคย ราวกับการตายของนางมังกรครึ่งมนุษย์ฉกชิงบางอย่างไปจากเขา

    “ถ้าบอกว่าเขาพระศิวะจะไปถูกหรือเปล่าคะ” หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ ดาริอุสกับไบรอันมองตากันด้วยความงงงวย นางพูดถึงอะไรหรือ “ล้อเล่นค่ะ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองแก้วผลึก เราไปพบกันที่เมืองแก้วผลึกจะเร็วกว่านะคะ”

    “อยากบอกให้รีบไปเหมือนกัน” ไบรอันพูดเสียงหนัก “แต่ข้ายังไม่รู้จักเจ้าเลย แถมดวงตาสีนั้นนอกจากข้ากับคนผู้นั้น ก็ไม่น่ามีอีกแล้ว”

    “ในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้ค่ะ การผ่าตัดสมัยใหม่ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โคลนนิ่ง ตัดต่อพันธุกรรม ข้าพูดได้อีกเยอะแต่มันจะทำให้ท่านสับสนมากขึ้นเรื่อยๆเพราะไม่รู้จักสักอย่าง”

    ดาริอุสกับไบรอันพยักหน้าพร้อมกัน ทั้งคู่ยอมแพ้นางโดยดุษณี ไม่รู้ว่าแท้จริงนางเป็นใคร และกำลังพูดถึงอะไรอยู่

    “ตอนนี้รู้แค่ว่าข้าคือคนนำทางพวกท่านไปหานางผู้หยั่งรู้ หน้าที่ของข้าในยุคนี้มีมากกว่าหนึ่งอย่าง บอกไปหรือยังว่าข้าจะต้องจูบท่านด้วยผู้กล้าแสงตะวัน ดังนั้นเตรียมใจได้เลยพ่อหนุ่ม” หญิงสาวหัวเราะอย่างคึกคะนอง

    “ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน” ไบรอันตอบอย่างเสียไม่ได้ “เจอกันที่เมืองแก้วผลึกดาริอุส ข้าไม่เคยไปจึงใช้มนตร์เคลื่อนย้ายไปไม่ได้ หากนางพูดจริงเราคงเจอกันทันที ห้ามประมาทเด็ดขาด”

    แล้วลูกกลมเวทมนตร์ก็หายไปในอากาศ อลิเซียหัวเราะคิกคักที่ได้กวนประสาทผู้กล้าแสงตะวัน

    “ใกล้ค่ำแล้วท่านคงต้องการที่พัก ปางพักของข้าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ท่านคงอยากนอนพักหลังโศกนาฏกรรมบนหน้าผานั่น”

    ดาริอุสพยักหน้าแล้วควานหากระบี่ในกองใบไม้ข้างตัว ลุกขึ้นอย่างอิดโรยด้วยความเศร้าแล้วปัดเนื้อปัดตัวเอาเศษดินและใบไม้ออก

    หญิงสาวยิ้มอย่างมั่นใจแล้วพยักหน้าเป็นความหมายว่าให้เดินตามนางไป พวกเขาลัดเลาะผ่านพุ่มไม้น้อยใหญ่ถึงตอนหนึ่งของแม่น้ำไหลเอื่อย สัมภาระของนางคือกระเป๋าสะพายแปลกตาสีดำสนิท และกล่องแปลกๆติดสายสะพาย ตั้งอยู่ข้างๆกองไฟที่ดับแล้ว

    “ข้ามารอท่านได้สองคืนแล้วค่ะ กะช่วงเวลาผิดไปนิดหน่อย” หญิงสาวนามอลิเซียวางท่อนเหล็กลงด้านหน้าแล้วชวนนั่งอย่างไม่มีพิธีรีตอง “กินอะไรก่อนไหมคะ ข้ามีเนื้อกับข้าวเหลือเฟือ หรืออยากได้อาหารท้องถิ่นบนยอดไม้นั่น” นางชี้ไปยังนกตัวหนึ่งที่เกาะกิ่งไม้อยู่ไกลออกไป

    ดาริอุสนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก เหมือนคราวพ่อบุญธรรมของเขาเสียชีวิต สติของเขาล่องลอยเคว้งคว้าง จำเป็นต้องหาสิ่งเกาะยึดเพื่อให้ใจสงบ อาจเป็นท่อนเหล็กที่หญิงสาวถือติดมืออยู่ก็ได้

    “นั่นอะไรหรือ ดูไม่เหมือนดาบเลยนะ” ดาริอุสถาม พยายามเก็บความเศร้าไว้ภายในให้เวลาเยียวยามันเอง หญิงสาวพลันตาเป็นประกายเหมือนรอให้ถามอยู่

    “สิ่งนี้เรียกว่าปืนค่ะ เป็นอาวุธร้ายแรงในโลกที่ข้าเคยไปอาศัยอยู่เพื่อทำภารกิจของตัวเอง มันส่งเสียงดังราวสายฟ้า มีอำนาจพุ่งทะลวงมหาศาลจนไม่มีอะไรหยุดได้ ความจริงข้าใช้เวทมนตร์ได้ แต่เห็นว่าต้องมาเดินป่าพาท่านไปเมืองแก้วผลึก ดังนั้นพกเจ้านี่ไปด้วยจะดูดีกว่า เหมือนเป็นอลิซในแดนมหัศจรรย์ ทั้งที่ข้าก็เติบโตบนที่แห่งนี้นั่นล่ะ”

    “เหมือนที่เป่าลูกดอกหรือ” ดาริอุสตั้งคำถาม

    “ระบบการทำงานคล้ายกันแต่สิ่งนี้ต่างกับที่เป่าลูกดอกโดยสิ้นเชิง” เหมือนดาริอุสพูดอะไรผิด หญิงสาวตาเป็นประกายพูดสิ่งที่เขาฟังไม่รู้เรื่องต่อเนื่องไม่หยุดปาก “นี่คือไรเฟิลขนาด .300 เวเธอบีแม็กนั่ม ความเร็วต้นเกือบ 3,000 ฟุตต่อวินาที แรงปะทะกว่า 4,000 ฟุตปอนด์ มันทั้งเร็วและแรงกว่าที่เป่าลูกดอกอย่างเทียบกันไม่ได้ ขนาดไอ้แหว่งยังม่องเท่งด้วยปืนขนาดนี้เลย แต่นั่นมันในนิยาย ความจริงมันติดศูนย์กล้องขยายสี่เท่า ข้าเอาออกเอง”

    “ไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ฟังดูดี” ดาริอุสยอมแพ้หญิงสาวราบคาบแก้ว

    “ไม่เป็นไรค่ะข้าชอบพูดไปเรื่อยเปื่อยแบบนี้ล่ะ...ข้ากำลังเศร้าอยู่เหมือนกันค่ะ ดังนั้นข้าจึงอยากพูดไปเรื่อยๆ ความเศร้าจะได้ลดลงแล้วหายไปในที่สุด” ดวงตาสีมรกตของหญิงสาวมีแววเศร้าเจืออยู่ นางละจากอาวุธปริศนาคู่มือแล้วคว้ากล่องแปลกๆออกมา มันคือที่เก็บเสบียงอาหาร

    “สนใจหมูหยองหรือเปล่าคะ” หญิงสาวยกถุงใสๆให้เห็นบางอย่างเหมือนเนื้อสัตว์เป็นเส้นฝอยยุ่งเหยิงในถุงโปร่งแสง ดาริอุสถามทันทีว่ามันคืออะไร “หมูต้มตากแห้งที่เอามาทอดค่ะ เก็บไว้กินได้นาน อร่อยด้วย”

    หญิงสาวแกะยางรัดออกทำให้เปิดถุงใส่เนื้อดังกล่าวได้ นางเปิดปากถุงแล้วยื่นให้ดาริอุสลองหยิบกิน มันมีรสออกเค็มปะแล่ม เขาจึงขอเสียมารยาทกินต่อ เนื่องจากตัวเองไม่มีอะไรมาด้วยเลยนอกจากดาบและแหวนวิเศษ

    “เอามาจากดินแดนที่เจ้าไปทำงานหรือ” ดาริอุสถามเพื่อขจัดสิ่งไม่พึงประสงค์ในหัวสมองออกไป “เล่าให้ฟังได้ไหม”

    “เป็นดินแดนที่ต่างกับดินแดนของเราฟ้ากับเหว ที่นั่นไม่มีเวทมนตร์ มีแต่สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่องเหล็กเคลื่อนที่ได้เองบนล้อ เหินบินบนฟ้า ลงน้ำได้ก็มี มีศาสนาและความเชื่อหลากหลาย และมีภาษาต่างๆเยอะแยะ ทุกสิ่งตั้งอยู่บนหลักตรรกศาสตร์ ใช้เวทมนตร์มาเป็นเกณฑ์วัดไม่ได้”

    “ฟังเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ อยู่ได้โดยไม่มีเวทมนตร์ แล้วไปทำอะไรที่นั่นหรือ”

    “ในยุคของข้า ตัวข้าเข้ารับการทดสอบเป็นครูค่ะ ต้องหาวิธีเพาะกุหลาบแก้วโดยไม่ใช้ดิน ท่านอาของข้าช่วยเปิดมิติหาดินแดนและช่วงเวลาที่เหมาะสมให้ ข้าจึงไปที่นั่นเพื่อหาวิธีปลูกโดยใช้สารเคมีแทนดิน และไปหาของมาอีกสองสามอย่างเพื่อภารกิจในยุคนี้ สิ่งนี้ก็เป็นอย่างหนึ่งค่ะ เพื่อความสะดวกในการเดินทางของเรา” หญิงสาวยกกระบอกสายฟ้าขึ้นให้เห็น

    “พูดถึงความสะดวกสบาย...” ดาริอุสพลันนึกถึงสิ่งที่ช่วยย่นเวลาเดินทางได้ แต่ไม่อยากใช้เพราะอยากคุยกับหญิงสาวต่อ

    “ข้าจะทำเป็นไม่รู้ค่ะ เรื่องที่ท่านเรียกนกเพลิงออกมาเป็นพาหนะได้แต่ไม่เรียก ข้ารู้นิสัยท่านดี”

    ดาริอุสขมวดคิ้ว หมายความว่าอย่างไร นางรู้จักเขาแต่เขาไม่เคยพบนาง

    “แล้วในยุคของเจ้า เรารู้จักกันได้อย่างไร”

    “สปอย์เลอร์” หญิงสาวพูดศัพท์แปลกๆออกมาอีกแล้ว “เป็นหลักและกฎของนักท่องเวลาค่ะ ห้ามบอกเล่าอนาคตมั่วๆ คำพูดบางคำในที่ๆไม่สมควรไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะคะ”

    “ถ้าใช้กำลังบังคับล่ะ” ดาริอุสลองโยนหินถามทางทั้งที่ไม่มีหวัง เขาไม่รู้อานุภาพของอาวุธชิ้นนั้นเลย

(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่