สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 25
ปัญหาคือ คุณยังยึดหัวโขนของคุณไว้แน่นมาก อ่านตั้งแต่บรรทัดแรกก็รู้แล้ว (ขออภัยล่วงหน้าถ้าคำนี้จะแรงไป)
ที่คุณมาบ่น คือกำลังเครียด สับสน จิตตก ต้องการหาทางออก ...
คนทุกคนไม่ว่าจะเรียนจบแค่ป.4 หรือ จบ ph.D จาก บอสตั้น ทุกคนต้องเจอกับปัญหาในชีวิตทั้งนั้น
ถ้าคุณคิดว่าการที่เรียนจบสูงๆ แล้วได้ทำงานดีๆ เงินเดือนสูงๆ นั่นหมายถึง ชีวิตจะต้องเจอแต่เรื่องดีๆ ไปตลอดชีวิต
นั่นแสดงว่ามหาลัยที่คุณเรียนจบมาเค้าคงพลาดสอนอะไรคุณไปหลายอย่าง
อะไรคือความสุขของชีวิต คุณน่าจะหาคำตอบได้ด้วยตนเอง
สุดแต่ที่ว่าคุณจะยอม ถอดหัวโขนของคุณหรือเปล่า ถ้าคุณถอดไม่ลง มันก็จะเข้าวงจรเดิมๆ
เงินเดือนสูงๆ ตำแหน่งใหญ่โต แต่ทำงานทุกวันมีแต่ปัญหา ความเครียดสะสม สุดท้ายสุขภาพกายและจิตก็ย่ำแย่
นี่คือสิ่งที่มหาลัยส่วนใหญ่ในโลกไม่เคยสอนหรอก ...
ที่คุณมาบ่น คือกำลังเครียด สับสน จิตตก ต้องการหาทางออก ...
คนทุกคนไม่ว่าจะเรียนจบแค่ป.4 หรือ จบ ph.D จาก บอสตั้น ทุกคนต้องเจอกับปัญหาในชีวิตทั้งนั้น
ถ้าคุณคิดว่าการที่เรียนจบสูงๆ แล้วได้ทำงานดีๆ เงินเดือนสูงๆ นั่นหมายถึง ชีวิตจะต้องเจอแต่เรื่องดีๆ ไปตลอดชีวิต
นั่นแสดงว่ามหาลัยที่คุณเรียนจบมาเค้าคงพลาดสอนอะไรคุณไปหลายอย่าง
อะไรคือความสุขของชีวิต คุณน่าจะหาคำตอบได้ด้วยตนเอง
สุดแต่ที่ว่าคุณจะยอม ถอดหัวโขนของคุณหรือเปล่า ถ้าคุณถอดไม่ลง มันก็จะเข้าวงจรเดิมๆ
เงินเดือนสูงๆ ตำแหน่งใหญ่โต แต่ทำงานทุกวันมีแต่ปัญหา ความเครียดสะสม สุดท้ายสุขภาพกายและจิตก็ย่ำแย่
นี่คือสิ่งที่มหาลัยส่วนใหญ่ในโลกไม่เคยสอนหรอก ...
ความคิดเห็นที่ 17
เวลาที่เราลำบากให้นึกถึงคนที่ไม่มีทางเลือกและลำบากกว่าเรา
มีอีกเยอะแยะครับ แล้วมานึกว่าตัวเราลำบากจริง ๆ รึเปล่า ถ้าเทียบกับคนเหล่านั้น
คนที่ทำงานแลกรายได้ขั้นต่ำ ต้องทำงานเกือบทุกวันถึงจะมีกิน ไม่สบายก็หยุดไม่ได้เพราะจะไม่มีรายได้
คนพิการ ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือตาบอด บางคนแค่กิจวัตรประจำวันยังเป็นเรื่องลำบากในสายตาเรา
ผมเป็น single dad อยู่กับลูกสาวสองคน นอกจากงานประจำก็ต้อง ทำงานบ้านดูแลลูกด้วย
เรื่องมีเวลาเป็นของตัวเอง หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ลืมได้เลย เลิกงานกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์อยู่กับลูก
ภาระค่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายในบ้าน แถมยังต้องส่งเงินให้ตายายที่เลี้ยงลูกชายอีก
ไมเกรน ความดันหรือว่าเครียด เรื่องปกติเลย ความดันนี่ตัวบนเคยขึ้นไปเกือบสองร้อย ตัวล่างร้อยสี่สิบกว่า
ทุกวันนี้กินยาความดันทุกวัน
ผมอายุ 40 เพิ่งเปลี่ยนงานมาเดือนเศษ ๆ งานหนักนิดหน่อยตามสายงานบัญชี ชนิดที่คนเก่าเป็น CPA ยังไม่สู้
แต่ผมมีความสุขดีกับชีวิต
มีอีกเยอะแยะครับ แล้วมานึกว่าตัวเราลำบากจริง ๆ รึเปล่า ถ้าเทียบกับคนเหล่านั้น
คนที่ทำงานแลกรายได้ขั้นต่ำ ต้องทำงานเกือบทุกวันถึงจะมีกิน ไม่สบายก็หยุดไม่ได้เพราะจะไม่มีรายได้
คนพิการ ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือตาบอด บางคนแค่กิจวัตรประจำวันยังเป็นเรื่องลำบากในสายตาเรา
ผมเป็น single dad อยู่กับลูกสาวสองคน นอกจากงานประจำก็ต้อง ทำงานบ้านดูแลลูกด้วย
เรื่องมีเวลาเป็นของตัวเอง หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ลืมได้เลย เลิกงานกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์อยู่กับลูก
ภาระค่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายในบ้าน แถมยังต้องส่งเงินให้ตายายที่เลี้ยงลูกชายอีก
ไมเกรน ความดันหรือว่าเครียด เรื่องปกติเลย ความดันนี่ตัวบนเคยขึ้นไปเกือบสองร้อย ตัวล่างร้อยสี่สิบกว่า
ทุกวันนี้กินยาความดันทุกวัน
ผมอายุ 40 เพิ่งเปลี่ยนงานมาเดือนเศษ ๆ งานหนักนิดหน่อยตามสายงานบัญชี ชนิดที่คนเก่าเป็น CPA ยังไม่สู้
แต่ผมมีความสุขดีกับชีวิต
ความคิดเห็นที่ 55
ดิฉันตกอยู่ในสภาพเดียวกับคุณเจ้าของกระทู้ค่ะ แต่มีเงินเก็บไม่มากเท่าคุณเจ้าของกระทู้ ขอชื่นชมเรื่องวินัยการเก็บออมของคุณ ดิฉันรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ ยังทำไมได้แบบคุณเลย
เรื่องการตัดสินใจลาออก ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อภาวะตกงานของคุณ ดิฉันเข้าใจดีค่ะ อนาคตเป็นอย่างไรในวันข้างหน้าไม่มีใครรู้ แต่รู้ว่าปัจจุบันเราทำอะไร และทำได้แค่ไหน อันนี้ก็ดีที่สุด ณ เวลาที่เราตัดสินใจแล้วค่ะ
ดิฉันเป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ แต่เห็นด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นต้องอดทนกับสิ่งที่ไม่ใช่ สิ่งที่เป็นภาระ และสิ่งที่กลืนกินจิตวิญญาณของเรา เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใช้ชีวิตได้เอง คนอื่นมีอิทธิพลต่อเรามากแค่ไหน สุดท้ายเราก็หนีตัวเองไม่พ้น
เมื่อตัดสินใจแล้ว ต้องเข้มแข็ง และเดินหน้าต่อไปค่ะ หนทางในการดำเนินชีวิตมีมากมาย ถ้าเราไม่เลือกมากนัก
วันก่อนดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "เดอะดาวน์ เป็นคนธรรมดามันง่ายไป" หนังสอนดิฉันหลายอย่างนะคะ หนังบอกว่ายังมีที่ยื่นให้เรามากมายค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะกล้าทำมันไหม? ถ้าเราตีกรอบให้ตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็คงติดอยู่ในกรอบของเราตลอดไป ติดกับดักความคิดของตัวเองตลอดกาล
วันนี้ดิฉันมีความคิดจะออกจากงานที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีหน้ามีตาในสังคม และเงินเดือนค่อนข้างสูง และอาจจะสุ่มเสี่ยงกลายเป็นบุคคลตกงานเหมือนคุณ
แต่ดิฉันคิดว่า ชีวิตฉันฉันเลือกเอง อาจมีคนซึ่งมีอิทธิพลต่อเราบ้าง เช่น พ่อและแม่ แต่เราต้องอดทนและกล้าที่จะทำมันค่ะ เกิดเหตุไม่ชอบมาพากลก็ต้องอดทนยอมรับมันให้ได้
ก็เราเป็นคนเลือกของเราเองนี่คะ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งหมดหวัง ก้าวต่อไป จนกว่าจะหมดลมหายใจค่ะ
ประโยคสุดท้าย อาจดูเชย แต่มันใช้กับตัวเองได้จริง ๆ นะคะ
สู้ ๆ ค่ะคุณเจ้าของกระทู้
เรื่องการตัดสินใจลาออก ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อภาวะตกงานของคุณ ดิฉันเข้าใจดีค่ะ อนาคตเป็นอย่างไรในวันข้างหน้าไม่มีใครรู้ แต่รู้ว่าปัจจุบันเราทำอะไร และทำได้แค่ไหน อันนี้ก็ดีที่สุด ณ เวลาที่เราตัดสินใจแล้วค่ะ
ดิฉันเป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ แต่เห็นด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นต้องอดทนกับสิ่งที่ไม่ใช่ สิ่งที่เป็นภาระ และสิ่งที่กลืนกินจิตวิญญาณของเรา เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใช้ชีวิตได้เอง คนอื่นมีอิทธิพลต่อเรามากแค่ไหน สุดท้ายเราก็หนีตัวเองไม่พ้น
เมื่อตัดสินใจแล้ว ต้องเข้มแข็ง และเดินหน้าต่อไปค่ะ หนทางในการดำเนินชีวิตมีมากมาย ถ้าเราไม่เลือกมากนัก
วันก่อนดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "เดอะดาวน์ เป็นคนธรรมดามันง่ายไป" หนังสอนดิฉันหลายอย่างนะคะ หนังบอกว่ายังมีที่ยื่นให้เรามากมายค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะกล้าทำมันไหม? ถ้าเราตีกรอบให้ตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็คงติดอยู่ในกรอบของเราตลอดไป ติดกับดักความคิดของตัวเองตลอดกาล
วันนี้ดิฉันมีความคิดจะออกจากงานที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีหน้ามีตาในสังคม และเงินเดือนค่อนข้างสูง และอาจจะสุ่มเสี่ยงกลายเป็นบุคคลตกงานเหมือนคุณ
แต่ดิฉันคิดว่า ชีวิตฉันฉันเลือกเอง อาจมีคนซึ่งมีอิทธิพลต่อเราบ้าง เช่น พ่อและแม่ แต่เราต้องอดทนและกล้าที่จะทำมันค่ะ เกิดเหตุไม่ชอบมาพากลก็ต้องอดทนยอมรับมันให้ได้
ก็เราเป็นคนเลือกของเราเองนี่คะ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งหมดหวัง ก้าวต่อไป จนกว่าจะหมดลมหายใจค่ะ
ประโยคสุดท้าย อาจดูเชย แต่มันใช้กับตัวเองได้จริง ๆ นะคะ
สู้ ๆ ค่ะคุณเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
ค่อยๆหาครับ 38 ยังไม่เยอะครับ
บางคนโชคดีได้ทำงานที่ไม่เครียด บางคนก็โชคไม่ดี (อย่างตัวผม) ทั้งเรื่องการเมือง ลูกน้อง เป้าหมาย เจ้านาย โดยเฉพาะอย่างหลังตัวทำไมเกรนขึ้น
ต้องทำใจครับ เคยมีคนบอกไว้ว่าเรารักงานได้ แต่อย่ารักบริษัท เพราะบริษัทจะรักเราเท่าที่เรายังทำประโยชน์ให้ได้
สุดท้ายต้องกลับมามองตัวเราครับ ว่าในชีวิตต้องการอะไร อะไรที่ทำได้และเป็นไปได้ หากมันไม่ได้ก็ต้องปล่อยวาง เพราะหากถึงที่สุดแล้วก็ต้องตัดสินใจครับ
อย่างตัวผม ลักษณะที่เจอคล้ายเจ้าของกระทู้ แต่มีเรื่องการเมืองและเจ้ามามาปนอยู่เยอะ ก็ตัดสินใจปล่อยวาง ที่เสียไปคืองานและรายได้ แต่ที่ได้กลับมาคือสุขภาพและทานยา น้อยลง เคลียดน้อยลง / บางครั้ง ชีวิตก็มาถึงจุดที่ต้องเลือกครับ ถอยออกมาแล้วอาจจะพบเจออะไรที่ดีขึ้นก็ได้ (แค่อาจจะนะครับ)
บางคนโชคดีได้ทำงานที่ไม่เครียด บางคนก็โชคไม่ดี (อย่างตัวผม) ทั้งเรื่องการเมือง ลูกน้อง เป้าหมาย เจ้านาย โดยเฉพาะอย่างหลังตัวทำไมเกรนขึ้น
ต้องทำใจครับ เคยมีคนบอกไว้ว่าเรารักงานได้ แต่อย่ารักบริษัท เพราะบริษัทจะรักเราเท่าที่เรายังทำประโยชน์ให้ได้
สุดท้ายต้องกลับมามองตัวเราครับ ว่าในชีวิตต้องการอะไร อะไรที่ทำได้และเป็นไปได้ หากมันไม่ได้ก็ต้องปล่อยวาง เพราะหากถึงที่สุดแล้วก็ต้องตัดสินใจครับ
อย่างตัวผม ลักษณะที่เจอคล้ายเจ้าของกระทู้ แต่มีเรื่องการเมืองและเจ้ามามาปนอยู่เยอะ ก็ตัดสินใจปล่อยวาง ที่เสียไปคืองานและรายได้ แต่ที่ได้กลับมาคือสุขภาพและทานยา น้อยลง เคลียดน้อยลง / บางครั้ง ชีวิตก็มาถึงจุดที่ต้องเลือกครับ ถอยออกมาแล้วอาจจะพบเจออะไรที่ดีขึ้นก็ได้ (แค่อาจจะนะครับ)
ความคิดเห็นที่ 35
ตอบในฐานะคนเคยมีประสบการณ์
1. ต้องปรับวิธีคิด ทำงานคือทำงาน จบจากที่ทำงาน ต้องปล่อยวาง ถ้าเครียดจนต้องหาหมอนี่ ถือว่ามากไปมาก หัดนั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ
2. คุณไม่มีภาระ หลังจากพักแล้ว ปรับวิธีคิดแล้ว ลองหางานใหม่ที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า อย่าสนใจเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่องหลัก ให้ดูที่งานและภาพรวมของที่ทำงานว่าตรงกับตัวเองมั้ย แต่อย่าลืม ลูกจ้างคือลูกจ้าง คหสต. รู้สึกว่าสังคมไทย ลูกจ้างเสียเปรียบต่อการถูกให้ออกจากงาน เมื่ออายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นดูบริษัทและหัวหน้างานที่ดีและมีคุณธรรมจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ไปได้บ้าง
3. ชีวิตคนเรามีอะไรมากกว่าเรื่องทำงาน ช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณน่าจะลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำอะไรเล็ก ๆ ท่ีไม่ต้องลงทุนมาก สอนหนังสือ หรือเข้ากลุ่มกิจกรรมบางอย่าง เข้าวัด ปฏิบัติธรรม ฯลฯ
4. อายุ 38 ไม่ถือว่าเยอะ แต่ที่เยอะคือความสับสนในใจ อย่ายึดติดมาก ทำได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ชีวิตจะง่ายขึ้นมาก
ขอให้ค้นพบตัวเอง และเจอทางที่เหมาะสม
1. ต้องปรับวิธีคิด ทำงานคือทำงาน จบจากที่ทำงาน ต้องปล่อยวาง ถ้าเครียดจนต้องหาหมอนี่ ถือว่ามากไปมาก หัดนั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ
2. คุณไม่มีภาระ หลังจากพักแล้ว ปรับวิธีคิดแล้ว ลองหางานใหม่ที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า อย่าสนใจเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่องหลัก ให้ดูที่งานและภาพรวมของที่ทำงานว่าตรงกับตัวเองมั้ย แต่อย่าลืม ลูกจ้างคือลูกจ้าง คหสต. รู้สึกว่าสังคมไทย ลูกจ้างเสียเปรียบต่อการถูกให้ออกจากงาน เมื่ออายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นดูบริษัทและหัวหน้างานที่ดีและมีคุณธรรมจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ไปได้บ้าง
3. ชีวิตคนเรามีอะไรมากกว่าเรื่องทำงาน ช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณน่าจะลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำอะไรเล็ก ๆ ท่ีไม่ต้องลงทุนมาก สอนหนังสือ หรือเข้ากลุ่มกิจกรรมบางอย่าง เข้าวัด ปฏิบัติธรรม ฯลฯ
4. อายุ 38 ไม่ถือว่าเยอะ แต่ที่เยอะคือความสับสนในใจ อย่ายึดติดมาก ทำได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ชีวิตจะง่ายขึ้นมาก
ขอให้ค้นพบตัวเอง และเจอทางที่เหมาะสม
แสดงความคิดเห็น
เครียด...ลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ ตอนอายุ 38
ซึ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง พบว่าหลังจากไปปรึกษาจิตแพทย์ รับยาคลายเครียดมาทาน และพบระดับน้ำตาลในเลือด 138 ไขมันในเลือด 235 ความดัน140/106 ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความเครียด
ก่อนจะย้ายงานมาทำที่นี่ ที่เก่าอยู่มา 4 ปี เจอปัญหา Head quarter ที่ญี่ปุ่น ปรับโครงสร้างในปีที่ 3 จับรวมบริษัท ทำให้โครงสร้างภายในเปลี่ยน หัวหน้าเปลี่ยน วิธีการทำงานเปลี่ยน การเมืองภายในเปลี่ยน ระบบเปลี่ยน เข้าสู่ mode ที่ยากลำบาก ซึ่งพยายามอดทนอดกลั้นเรื่อยมาตลอด 1 ปีกว่าจนทนไม่ไหว จนในที่สุดได้งานใหม่ที่ล่าสุด
สุดท้ายก็กลับมาพบปัญหาใหม่ ที่อึดอัด จนแก้ไม่ตกอีก ทั้งที่ 3 เดือนแรกผ่านไปด้วยดีมาก แต่มาปะทุ และหนักช่วงเดือนที่ 4 -5 จนทนไม่ไหว
- ใครที่กำลังจะบอกว่าผมไม่สู้งาน หรือไม่รู้จักวิธีจัดการ จัดลำดับความสำคัญ หรือกระจายงานให้ลูกน้อง ผมกำลังจะพยายามบอกว่า ผมทำงานมาทั้งหมด 13 ปี อยู่ที่นึงนานที่สุด 6 ปี ซึ่งก็ผ่านอะไรมาพอสมควร โอเคมันก็อาจจะไม่มากมายอะไรถ้าเทียบกับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิต อายุ 60-70 ปี ทำนองนั้นนะครับ
-ตอนนี้ผมกังวลว่าจะหางานใน level และเงินเดือนเท่าเดิมไม่ได้ เพราะอายุก็เริ่มมาก
-การลาออก ครั้งนี้เพื่อมาหางานใหม่ อาจมีบางคนบอกว่า ทำไม่ไม่ได้งานก่อน ค่อยออก คืออายุงานแค่นี้ การลาไปสัมภาษณ์งาน มันมีลากิจ ไม่มีพักร้อน หรืออาจมีลาป่วย ซึ่งผมพยายามใช้มันไป 3 วันแล้ว....แน่นอน ผู้บริหาร... เค้าดูเป็นนะครับ ว่าเกิดอะไร และเราพยายามไปทำอะไร จนลาและกลับมาทำงานในวันรุ่งขึ้น สายตาแปลกๆ พุ่งมาที่ใบหน้าผมทันที และเมื่อผมตัดสินใจลาออก ทำให้ผมโล่งอย่างบอกไม่ถูก สบายใจมากที่วางภาระลง ถึงแม้ว่าจะเครียดที่ต้องเสี่ยงภาวะตกงาน
-ผมคิดว่าได้พยายามอดทนและแก้ปัญหา เท่าที่สมรรถนะผมจะทำได้แล้ว และเมื่อสุดกำลัง ผมจึงได้ตัดสินใจปล่อยมันลง
-ผมเชื่อว่าการทำงานทุกที่ย่อมมีปัญหา และมีความเครียด ซึ่งเราคนทำงานก็คงหนีไม่พ้น แต่การที่เราหาที่ใหม่ไปเจอปัญหาใหม่ เราอาจจะเจอที่ที่แก้ปัญหาได้ตก และผ่านมันไปได้ มากกว่าที่จะทนกับปัญหาและความกดดันที่แก้ไม่ตก
-ผมพยายามจะหาวิธีคิดและปรับ mode ให้ครองตัวเองอยู่ได้ อย่างไรก็ดี อยากรู้วิธีคิด ของเพื่อนๆ แต่ละคนมีหลักคิดในการทำงานอย่างไร ถ้าเจอแบบผม หรืออาจเป็นเพราะผมยังไม่เฮงที่เจองานที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งต้องค้นหาและก้าวต่อไป
-ความเครียดและความกดดันมันเป็นบันไดสู่การเป็นผู้บริหาร และ ทำให้เป็นผู้ใหญ่ แต่มันต้องมีจำกัด และมีขอบเขตของมัน
-บ่นมาเยอะ สรุปคืออยากรู้เพื่อนๆ เป็นยังไงกันบ้าง และถ้าเป็นแบบผม จะทำเช่นไร และการที่ผมตัดสินใจทั้งหมดคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดและเหมาะสมหรือยังครับ
ปล.จขกท.ยังโสด มีเงินเก็บที่ตัวเอง 1 ล้าน และที่แม่อีก 6-7แสน ไม่มีหนี้สิน ที่บ้านไม่มีภาระ เพราะครอบครัวพอจะมีอยู่บ้าง(พ่อแม่เป็นข้าราชการบำนาญ-ระดับ ซี9 มีคนนับหน้าถือตาพอควร) และไม่มีภาระทางบ้านและวงศ์ตระกูลแต่อย่างใด จึงคิดอยากจะพักสักระยะ หากยังหางานไม่ได้