[CR] ++เจาะอิตาลีเองงบประหยัด 3 แคว้น 10 วัน++ Part 3 Final: Cinque Terre - Portovenere - Pisa - Florence

เหนื่อยจากคราวที่แล้วเราไปเที่ยวกันมาหลายเมือง ใครยังไม่อ่านตอน1-2 อ่านก่อนนะ
Part 1 http://pantip.com/topic/34186007
Part 2 http://pantip.com/topic/34190566

คราวนี้เราขอชิลๆ ชีวิตดี slowlife บ้างละกัน เราจะไม่สมบุกสมบันมาก
เริ่มเลย!pompom


Day 5: วันนี้เราต้องตื่นเช้าเตรียมตัวเป็นพิเศษ เราไปเมืองแสนสวยสุด popular กันที่ Cinque Terre นักท่องเที่ยวและคนอิตาเลี่ยนหลายๆคนพูดเป็นคำเดียวว่า Cinque Terre ควรจะเดินทางมาทางน้ำ ถึงจะเห็นเมืองได้ดีที่สุด! 1 เดือนก่อนมา เราทำ research ถ้าอยากเห็นเมืองจากทางน้ำ เค้ามีบริการเรือเฟอรี่ ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนเกาะที่ไป เข้าไปเช็คราคาได้ที่ http://www.navigazionegolfodeipoeti.it/

แต่คิดไปคิดมา ราคาก็สูงอยู่ พอดีเห็นรีวิวของบล็อกเกอร์ฝรั่งนั่งเรือใบ เราเลยลงทุนจอง Cinque Terre sailing trip 'The Azure Day' จาก viator.com ราคาประมาณ 210 ยูโรต่อคน อุตส่าห์ทำงานหนักกันทั้ง 2คนสามีภรรยา ให้ของขวัญตัวเองหน่อยยย
ราคานี้รวม
1. กะลาสีให้ 2 คนซึ่งทำหน้าที่ไกด์ด้วย
2. อาหารกลางวัน
3.เครื่องดื่มunlimited
4. คลาสสอนขับเรือ ชักเรือใบตัวต่อตัว
5. ระยะเวลาประมาณ 7 ชม.
6. ประกันภัย

กรุ๊ปนึงจะมีไม่เกิน 10คน แต่คราวนี้เรามีกันแค่ 4 รวม 2 กะลาสีเป็น 6
ขับรถจากบ้านพักใน Sesta Godano มาที่ท่าเรือในเมือง La Spezia ใช้เวลาประมาณ 20นาที เมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญของแคว้นลิกูเรียเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย เราเลยหาที่จอดฟรีไม่ได้ แต่ค่าจอดรถก็แค่ 9 ยูโร ต่อ 8 ชม. เลยยอมจ่าย

พอเราไปถึงท่าเรือที่เค้ากำหนดมาแล้ว ก็แนะนำตัวกันไป อีกคู่ที่มาเป็นลุงกับป้าชาวสวีดิช จากนั้นกะลาสีก็แนะนำแบบเรือแล้วต้อนเราลงเรืออย่างตรงเวลา เริ่มล่องเรือกันเลยพระอาทิตย์



เราเริ่มจาก La Spezia แล้วไปโผล่อีกเมืองคือ Le Grazie เพื่อรับกะลาสีอีกคน Le Grazie เป็นเมืองท่าเก่าแก่ คนอิตาเลี่ยนจะมาเที่ยวที่ซะมากกว่า


จากนั้นเรือจะล่องลงใต้ไปเรื่อยๆ จนผ่านเมือง Portovenere นี่ก็คือวิวทางน้ำของเมือง Portovenere


เห็นโบสถ์เซนต์ปีเตอร์จากอีกด้าน


ระหว่างทางเราจะเห็นธรรมชาติสวยๆมากมาย รวมไปถึงบ้านคน ไร่องุ่นเป็นขั้นๆที่อยู่ริมหน้าผาชันๆ เราสงสัยนะว่า ไม่กลัวลื่นลงมาหรอ เวลาเก็บผลผลิตต่างๆ อันนี้เป็นทางรถไฟเก่าค่ะ ไม่เปิดใช้แล้ว


Cinque Terre หรือ The Five Lands ประกอบไปด้วย 5 หมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่เรียงกันแถมชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนี่ยน หมู่บ้านก็จะมีบ้านสีสดใส เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก สถานที่นี้โดนจารึกเป็น UNESCO World Heritage Site ด้วยนะ กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวหลายๆท่านชอบทำก็คทอ Hiking ไปตามหมู่บ้านต่างๆ ความยากง่ายก็แตกต่างกันไปด้วย ตอนแรก จขกท ว่าจะเดินข้ามเขาละ แต่ตอนนั้นมี trail บางแห่งปิด เนื่องจากหินถล่ม เลยเปลี่ยนมาเป็นล่องเรือแทน

นี่หมู่บ้านแรก และเป็นหมู่บ้านที่คนมาเยอะที่สุด ไกด์บอกเราว่า แถบนี้อาหารและที่พักราคาจะสูงลิบลิ่ว ทางที่ดีใช้พักที่อื่นแล้วเดินทางมาดีกว่า


อันนี้หมู่บ้านที่สองค่ะ เรียบๆ ไม่จัดจ้านเท่าหมู่บ้านแรก


หมู่บ้านที่สามเริ่มเล็กลงมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังสวยอยู่


หลังจากนั้นกะลาสีเราจอดเรือไว้กลางทะเลเพื่อให้เราทานอาหารกลางวันกันและเล่นน้ำกันค่ะ อาหารก็มีขนมปัง Foccaciaและเพสโต้ ที่ขึ้นชื่อของแคว้นนี้ ปลาแอนโชวี่หมักน้ำส้มสายชู มะกอกดอง พาเมซานชีสและไส้กรอกแห้งของอิตาเลี่ยน ทุกอย่างเค็มหมดค่ะ แต่กินรวมๆ กันจะช่วย balance รสชาติอาหาร ปลาแอนโชวี่เปรี้ยวๆช่วยแก้อาการเมาเรือเป็นอย่างดีเลย


555โชว์แผ่นหลังหนาๆอยู่บนเรือ วิวสวยจริงๆ #ชีวิตดี


จขกท ไม่ได้ลงรูปเกาะที่ 4-5นะคะ ถ่ายออกมาไม่ชัด ประมาณบ่าย 3 กะละสีเราก็ขับเรือไปกลางๆทะเลอีก ให้เราโดดน้ำ ว่ายน้ำเล่นอีกแปบ


นี่ก็กะลาสีชาวท้องถิ่นของเรา กำลังกางใบเรือ วันนั้นลมน้อยมาก เลยไม่ได้ล่องด้วยลมสักเท่าไหร่ แต่เค้าก็สอนว่าใบเรือมันทำงานยังไง แล้วเราควรจะบังคับมันยังไง จขกท งงค่ะ ให้สามีenjoyไป


และนี่คือหน้าตาเรือของเราค่ะ


เหนื่อและเพลียแดดมาก แต่ก็ยังต้องกิน เราขับรถกลับที่พักและไปซื้ออาหารจากตลาดข้างบ้านมาเตรียมเอง มื้อเย็นเรามีแฮมโพรชุตโตบางเฉียบ แตงเมลอนหวานๆ ขนมปัง Foccacia หน้าหัวหอม สลัดผักและล้างคอด้วยไวน์ขาว นี่สำหรับ 2คน ราคาไม่ถึง 10ยูโร


นี่จะเป็นคืนสุดท้ายที่เราอยู่ในแคว้นลิกูเรีย เช้าวันต่อมาเราจะขับรถแวะเมือง Portovenere กับปิซ่าแล้วกลับฟลอเรนซ์กันค่ะ หลิ่วตา

Day 6: อาหารเช้าวันต่อมา เราพึ่งบาร์ใกล้ๆ เจ้าของเดียวกันกับที่พัก สั่ง cafe macchiato และเพสตรี้มา จริงๆสั่งกาแฟผิด (ยอมรับว่าไม่ชินกับชื่อกาแฟ) อยากสั่ง latte macchiato แต่จำสลับกัน แต่ก้ไม่เป็นไร กาแฟแค่ 80 cents เองงะ ขนมก็อันละ 1 ยูโร


เราผ่านเมือง Portovenere ตอนอยู่บนเรือ นี่เราขึ้นบกสวยไม่แพ้กัน สามารถจอดรถฟรีได้ตามทางถนนขาลงเข้าเมือง แต่จขกท ประหม่า เลยต้องเสียค่าจอดตั้ง 2 ยูโรสำหรับ 2 ชม ไม่เป็นไร

เราเดินไปรอบๆเมือง สวยมั้ยยยย ไกด์เคยบอกเราว่าเมืองชายฝั่งเมื่อก่อนจะไม่มีหน้าต่าง จะมีแค่หน้าต่างเล็กๆฝั่งหันเข้าหาเมือง เพราะผู้คนจะปกป้องตัวเองจากเรือรบสงคราม


นี่ประตูเข้าเมืองเล็ก ชัน และแคบมากเพื่อชลอข้าศึกบุกเข้าไปในเมือง


โบสถ์ St. Peter สไตล์ gothic แสนสวย หัวมุมหน้าผา ใครอยากแต่งงานที่นี่จองคิวล่วงหน้า 2-3 ปีนะจ๊ะ



วิวเมืองทั่วไปของ Portovenere



เต็มอิ่มกับเมืองทะเลกันรึยัง ถึงเวลาต้องขับรถกลับทัสคานีแล้ว เราไปกับต่อที่เมืองปิซ่าอันคุ้นเคยกันดีกว่ายิ้ม

ขับรถประมาณเกือบ 2 ชม. เราก็ถึงปิซ่า เราจอดรถไว้ที่ปั้มน้ำมันแห่งใหญ่ใกล้เมือง สถานที่นี้จะมีรถทัวร์เอานักท่องเที่ยวมาลงเยอะมาก เราก็เดินตามเค้าไป ประมาณ 10นาทีก็ถึง หอเอนปิซ่า

ถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอ ให้รู้ว่า ชั้นมาอิตาลีแล้วนะ!



แล้วเราก็ลองเดินสำรวจเมืองรอบๆ นิดหน่อย เอาจริงๆ 2 ชม. ก็เดินทั่วปิซ่าแล้ว



เดินทางกลับฟลอเรนซ์ดีกว่า  ขากลับเป็นช่วงพี้ครถติดเพราะคนเพิ่งเลิกงาน พอเริ่มเข้าสู่ในเมืองเริ่มมันส์ละสิ รถติด ถนนแคบ ป้ายทางเล็กแถบเบลอ แล้วมอไซต์เยอะมากๆๆๆ เหมือนหลุดมาอยู่ดงแว้นซ์เลย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูป มัวแต่ช่วยคนขับมองทางผสมตื่นเต้นว่ารถจะถูกชนรึเปล่า

เรามุ่งไปสู่ piazza michelangelo เพื่อไปจอดรถฟรี คืนนี้เรานอนกันในรถค่ะ!! จ่ายค่า slowlife แล่นเรือวันก่อน เลยคิดหาทางประหยัดใหม่ ขับๆแล้วก็หลงไปไหนไม่รู้ ก็อยู่แถวนั้นอะแหละ เลยตัดสินใจจอดนั่นละกัน เงียบด้วย แล้วเราก็เดินลงเขามากินข้าวเย็น มื้อนี้ขอกินดีที่ร้านอาหาร แต่เรามีเหตุผลนะ 5555
เราหาร้านกินแถวๆ Duomo เพราะขี้เกียจเดินหาแล้ว ร้านอยู่ในตรอกหน่อย จำชื่อไม่ได้ อาหารที่สั่งก็พาสต้าเนื้อกระต่าย ที่นี่เค้าเลี้ยงฟาร์มกระต่ายเพื่อทำอาหาร เป็นอาหารปกติของชาวฟลอเรนซ์  


สามีสั่งสตูเนื้อ แกล้มด้วยไวน์แดง ทุกอย่าง อร่อยมาก


อ่ะกินแพงแล้วต้องเอาให้คุ้มสิ และแล้วเราก็ขอตัวเข้าห้องน้ำ ควักเจลล้างหน้าและแปรงสีฟันที่พกใส่เป้มา เริ่มกระบวนการทำความสะอาดร่างแบบพอดีๆ ไม่ได้สร้างความสกปรกให้ห้องน้ำร้านแต่อย่างใด สะอาดโอเคละ เราก็จ่ายเงิน
ออกไปเดินเล่นฟลอเรนซ์ยามค่ำคืน นิดๆ แล้วก็นั่งรถเมล์กลับที่จอดรถ นอนหลับ


Day 7: ตื่นแต่เช้า เพราะแดดส่องหน้า 555 เราล้างหน้าล้างตากันด้วยน้ำและทิชชู่เปียกที่พกมา ตอนนี้เราย้ายรถขึ้นไปจอดฟรีที่จุดชมวิว ไม่มีคนเลย ฟลอเรนซ์ยังหลับไหลกันอยู่ แพลนวันนี้เราจะไปดูเดวิด พิพิธภัณฑ์ La Specola และสวน Boboli กัน

เราจองตั๋วเดวิดทางอินเตอร์เนต florence-museum.com ก่อนวันเดินทางหลายวัน เว็ปนี้ราคาถูกสุด ตั๋วราคาแพงเหมือนกัน ราคาเกือบ 25 ยูโร เพราะมีค่าจอง จองตอนเช้าเลยเพราะสายๆบ่ายๆคนจะเยอะหน่อย เดินลงเขาแวะกินอาหารเช้าเติมพลังกันก่อน กาแฟ 1.3ยูโร เพราะอยู่ในเมืองแล้ว ขนมก็ 1 ยูโรเท่าเดิม คราวนี้จำชื่อกาแฟถูกละ latte macchiato


เราเดินผิดมาตรง Uffizi กว่าจะรู้ตัวก็เกือบถึงเวลาเข้าไปดูเดวิด ดีที่นึกได้ว่าไม่น่าจะใช่ เลยวิ่งหน้าตั้งไป Accademia Gallery ใช้เวลาวิ่ง 5นาที ดีนะที่ฟิต 5555 ไปถึงคนรอเยอะละ เรารอไม่นานเพราะจองมาก่อน

สุดหล่อแห่งฟลอเรนซ์ หล่อมั้ยคะ


ส่วนนี่ก็ห้องรูปปั้นจากศิลปินชื่อดังต่างๆ


เสร็จแล้วเราเดินไป La Specola กัน อยู่ระหว่าง Pitti Museum-Boboli Gardens ค่าเข้า 4ยูโรเอง ใครชอบพวก biology human anatomy มาที่นี่เลยนะ เป็นที่รวมสัตว์ แมลงสตัฟฟ์เกือบทุกสายพันธุ์ทั่วโลก มีสัตว์ที่สูญพันธ์ด้วย แต่ไม่มีไดโนเสาร์นะ หัวเราะ
ถ่ายรูปกับสิงโต


นกหลากหลายสายพันธ์


อันนี้ห้อง human anatomy เหมือนซีอุยศิริราช แต่Hardcore กว่าเยอะ ทุกอย่างคือหุ่นขี้ผึ้ง มีตั้งแต่เส้นเลือดสมองของผู้ชายยันกระดูกนิ้วก้อยเท้าเด็ก มีทุกส่วนจริงๆ
ชื่อสินค้า:   The Azure Day
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่