การเข้าคุกอย่างไรให้ถูกวิธี? และอยู่รอดปลอดภัย
การเดินทางเข้าเรือนจำหรือในภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือ คุก คงไม่มีใครอยากย่างกรายเข้าไปแน่นอนครับ เพราะนอกจากจะต้องถูกจำกัดอิสระภาพแล้วยังต้องถูกตัดขาดจากหลายๆอย่างที่คนทั่วๆไปจะทำได้ แต่ถ้าหากวันนั้นมาถึงก็ต้องเตรียมใจและยอมรับมัน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้มันเกิดก็ตาม บทความนี้เพียงเพื่อให้หลายๆท่านที่มีความตั้งใจต้องเข้าไปหรือยังไม่มีความตั้งใจแต่ต้องการเรียนรู้ไว้เผื่อตนเองหรือคนที่รู้จักเผื่อไว้เป็นภูมิ ถือเป็นวิทยาทานครับ
เรือนจำหรือคุก ทราบกันดีอยู่แล้วมีไว้สำหรับคนกระทำความผิดทางกฎหมายหรือที่คิดว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่ต้องคำตัดสินให้ผิดก็แล้วแต่การกระทำและความเข้าใจของแต่ละบุคคล บุคคลทั่วๆไปไม่ใช่ใครจะอยากเข้าไปโดยไม่ได้ทำอะไรผิดตามคำตัดสินของศาลจะเข้าไปได้นะครับ
ข้อมูลต่างๆที่ผมจะเสนอนั้นเป็นประสบการณ์จริงที่ช่วงนึงของชีวิตเคยวนเวียนเข้าออกคุกอยู่หลายรอบ หลายคุก จนรู้สึกขยาด จากการขาดอิสระภาพ และเป็นเพียงวิจารณญาณส่วนตัวของผมเอง ไม่มีประสงค์ให้กระทบต่อหน่วยงานหรือบุคคลใดทั้งสิ้น
เอาหล่ะเกริ่มมาเยอะหล่ะ เรามาเริ่มกันเลย สิ่งหลักๆที่ต้องเตรียมตัวก่อนเข้าคุกตามความคิดของผมมีหลักอยู่ 2 อย่างและสิ่งที่ต้องรู้ในสังคมคุกครับ
1.เตรียมใจ
มีอยู่ 2 กรณีครับ แบบแรกคือโดนจับ แล้วไม่มีเงินมาประกันตัว ต้องเข้าคุกภายใน 48 ชั่วโมง ตามกฎหมายที่ตำรวจจะควบคุมตัวไว้ได้ แต่ในบางกรณีถ้าคดีมีความซับซ้อน หรือต้องทำประกอบคำรับสารภาพ ทางตำรวจอาจขอตัวกลับโรงพักได้อีกตามวันที่ตำรวจขอ ก็มีเวลาทำใจเพิ่มขึ้นอีก แบบที่สอง มีเงินประกันตัว ก็มีเวลามากหน่อยสำหรับการทำใจหรือการได้ทำหลายๆอย่างได้ก่อนต้องเข้าไป หรือเรียกว่าทิ้งทวน แต่อย่าลืมเตือนตัวเองนะครับว่าเวลามีจำกัด หาเวลาทำบุญหน่อยก็ดี มีผลทางใจครับ ทั้ง 2 กรณีมีแนวทางการทำใจเหมือนๆกัน ต่างกันตรงระยะเวลา แบบแรกเวลาน้อยอาจจะต้องทำมากกว่าการทำใจคือต้องสะกดจิตตัวเองกันเลยทีเดียวครับ บอกตัวเองครับว่าเราทำผิดเราต้องรับผลของมัน ทำใจให้สบายๆครับคุกไม่มีอะไรที่น่ากลัวทุกคนที่อยู่ข้างในล้วนหัวอกเดียวกันเข้ามาเพื่อชดใช้การกระทำของตัวเอง มองโลกในแง่ดีไว้ครับ ไหนจะมีวันลดโทษตามชั้น ทำเรื่องพักโทษ และยังมีวาระพระราชทานอภัยโทษอีก สักวันนึงก็ต้องได้พ้นโทษ จริงๆครับเพราะทุกคนที่อยู่ข้างในส่วนใหญ่เค้าคิดบวกกัน แค่เรื่องคดี เรื่องวันจำคุก(วันที่ต้องอยู่ข้างใน)นั่นก็เครียดมากพอ ต้องพยายามคิดบวกไว้จะได้ไม่เครียดมากกว่าเดิม แต่ก็มีบางคนรับไม่ได้ เดินรั่ว(จิตหลุด)พูดคนเดียวก็เยอะครับ ฉะนั้นคิดบวกครับมองเป็นเรื่องบวกๆไว้ แล้วจะผ่านไปเอง เรื่องข้างนอกก็พยายามอย่าไปคิดครับ เพราะเราอยู่ข้างในแล้วแก้ไขอะไรก็ยาก ส่วนญาติก็ควรต้องกรองข่าวสารนิดหน่อยก่อนที่จะให้คนที่อยู่ข้างในรับรู้ เพราะนั่นอาจทำให้เค้าร้อนรน อยู่ไม่ติดพาจะเครียดหนัก สรุปคือถ้าใจพร้อมก็จะนำมาซึ่งความพร้อมในร่างกายครับ
2.เตรียมร่างกาย
แน่นอนครับ สำคัญพอๆกันกับเตรียมใจ เมื่อเตรียมใจพร้อมแล้วก็มาต่อที่ร่างกายครับ ในกรณีที่ไม่มีคนมาประกันก็มีเวลาน้อยหน่อย แล้วยิ่งถ้ามีปัญหาเรื่องใช้ยาเสพติดก่อนเข้ามาหล่ะก็ ร่างกายอาจย่ำแย่ ที่ทำได้คือพยายยามกินครับ ที่โรงพักมีไรให้กินก็กินเข้าไปครับ อย่างน้อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูนิดหน่อยก็ยังดีถ้าพอไหวก็ออกกำลังกายในโรงพักนั่นหล่ะคุณตำรวจเค้าไม่ว่าหรอก ซิทอัพ สก๊อตจั้ม วิดพื้นหรืออะไรก็ว่าไปแล้วแต่สะดวก แต่อย่ารบกวนคนอื่นที่ร่วมห้องขังเข้าหล่ะ แล้วค่อยไปผจญโลกภายในคุกกันต่อ ส่วนคนที่ได้ประกันตัวออกไปใช้ชิวิตข้างนอกก่อน ก็อย่าชะล่าใจ ถ้าดูๆแล้วว่าต้องเข้าคุกจริงๆต้องหาเวลาออกกำลังกายและไปตรวจร่างกายหน่อยว่ามีโรคประจำตัวไรไหม ถ้ามีก็ต้องเตรียมใบสั่งยาไว้ให้ดีนะครับ เพราะพอเข้าไปวันแรกอาจจะเย็นแล้วคงยังไม่ได้ทำอะไรมาก ก็มีอาบน้ำ กินข้าว ตรวจร่างกาย(อาจเป็นเช้าของอีกวัน แล้วแต่การทำงานของเจ้าหน้าที่) เป็นอะไรก็แจ้งได้เลยครับตอนนี้ มีใบสั่งยาก็ให้หมอที่ตรวจเค้าไว้เลย แล้วก็ขึ้นนอน เช้าอีกวันก็ลงมาสอบประวัติ ตัดผม บ่ายๆอาจเริ่มมีการอบรมกฎระเบียบเรือนจำ ข้อห้ามแล้วก็ปล่อยไปอาบน้ำรอขึ้นเรือนนอน เช้าอีกวันเจอแน่ๆคือฝึกแถวเพื่อให้คนใหม่มีอะไรทำระหว่างรอจำแนกกองงาน บางคุกอาจฝึกแถวแบบจิ๊บๆ ซ้ายหันขวาหัน พอเหงื่อออกนิดๆ แต่บางคุกฝึกเอากล้ามเลยทีเดียว เราจึงต้องมีร่างก่ายที่พร้อมไว้ก่อน ไหนจะเป็นเรื่องของการอยู่ในหมู่คนมากมาย ใครเป็นอะไรกันบ้างก็ไม่มีใครรู้ครับ ร่างกายต้องแข็งแรงเอาไว้ก่อนเป็นดีครับ เพราะหากเป็นอะไรขึ้นมายุ่งยากครับเพราะระบบมีขั้นตอน เป็นหวัดเล็กๆน้อยๆก็ไม่เท่าไหร่พาราฯพอช่วยได้ แต่ถ้าเป็นอาการหนักๆ หล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลย จะรอดหรือไม่? ยิ่งถ้าเป็นตอนขึ้นเรือนนอนแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่จะเปิดห้องขังพาไปส่งโรงพยาบาล จากประสบการณ์ที่เคยเห็นคนร้องว่าหายใจไม่ออกช่วยมาพาไปหาหมอที เจ้าหน้าที่ก็เดินมาดูครับ ทำได้แค่ให้คนอื่นเว้นที่ให้เค้ากว้างๆหน่อย แต่ก็ไม่เปิดครับเรื่องนี้ผมเข้าใจครับ เพราะช่วงค่ำแล้วกำลังเจ้าหน้าที่น้อยลง สภาพแวดล้อมก็มืด หากเกิดเหตุการณ์ วางแผนหลอกให้เปิดแล้วทำร้ายเจ้าหน้าที่เพื่อการอะไรก็ตาม มันจะเป็นเรื่องใหญ่ในมุมรวมครับ พูดง่ายๆคือเค้าไม่เสี่ยงเปิดแน่นอนครับ พอเช้าค่อยมาดูแล้วส่งแดนพยาบาล ให้หมอประจำแดนตรวจก่อนค่อยส่งโรงพยาบาล ถ้าโชคดียังไม่ถึงฆาตก็รอดครับ
สิ่งที่ต้องรู้กับการเข้าสังคมคุก
อย่างที่บอกครับทุกคนในคุกล้วนหัวอกเดียวกันครับ แต่...เค้าไม่ใช่พวกเดียวกับเรา จำไว้ให้ดีดีนะครับ เค้าไม่ใช่พวกเดียวกับเรา นอกจากจะเข้าไปเจอญาติพี่น้องแท้ๆ นั่นหล่ะวางใจได้ เพื่อนที่ว่าซี้ๆกันข้างนอก ถ้าเจอในคุกไว้ใจไม่ได้เลย ก็มีเยอะไป คนคุกส่วนใหญ่ถือตัว เรียกง่ายๆคือวางฟอร์มครับ คือจะไม่ค่อยเริ่มเข้าหาคนอื่น สนใจแต่เรื่องของตัวเอง เว้นระยะห่างจากคนอื่น ถ้าไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อกันก็ไม่เข้าหากันหรอก ต่างคนต่างอยู่ นั่นก็หมายความว่า ถ้ามีใครเข้าหาเรานั่นก็ต้องระวังครับ ว่าจะมาไม้ไหน ส่วนมากเวลาเข้าไปใหม่ๆญาติจะแรง คือญาติยังมาเยี่ยมบ่อย แทบทุกวันก็มี เลยทำให้คนคุกที่ไม่ค่อยมีญาติจะเข้ามานำเสนอความช่วยเหลือต่างๆให้ ชวนพูดคุย ถามโน่นนี่นั่น โดนคดีไรมา บ้านอยู่ที่ไหน ไปเรื่อย ตอบให้น้อยที่สุดครับ ถ้าคุณไม่อยากได้รับอะไรจากเค้า ไม่ต้องรีบครับ ค่อยๆดูคนเก่าๆเค้าทำยังไง เพราะในคุกเค้าจะอยู่กันเป็นบ้าน ไม่ใช่มีบ้านนะครับ แต่จะใช้เรียกกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกันว่าบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่เคยอยู่ละแวกเดียวกันตอนอยู่ข้างนอก บ้านละ 5 คน 10 คน ก็แล้วแต่ครับไม่มีกำหนด แต่พวกที่ชอบมีเรื่องมีราวก็มักจะหาคนเข้าบ้านเยอะๆหาพวกตัวแสบๆเข้ามา เผื่อมีเรื่องจะได้เปรียบเรื่องคนเยอะ จริงๆคุกอยู่คนเดียวไม่ต้องมีบ้านก็อยู่ได้นะ แต่จะต้องมั่นใจว่าบริหารการใช้ ของใช้ สบู่ ยาสีฟัน แฟ๊ป อะไรพวกนี้ให้ดีครับ เพราะถ้าเราไม่ยุ่งกับใคร นั่นก็หมายความว่า เค้าก็ไม่ยุ่งกับเรา ไปยืม ไปขอใครไม่ได้ แต่ถ้าอยู่เป็นบ้านจะวุ่นวายครับ มากคนมากความ ดูๆเอาครับ คนนิสัยดี พอคบได้ก็มีไม่น้อยครับ เลือกคบเอา
ต่อมาก็เป็นพื้นฐานทั่วไปของคนที่จะได้รับครับ
การกิน ต้องเตรียมตัวเลยครับ ให้เป็นคนกินง่าย เพราะอาหารที่คุกในแต่ละมื้อ ไม่มีสิทธิ์เลือกครับ เช้า กลางวัน บ่าย เรือนจำทำไรมาให้กิน ก็ต้องกินครับ นอกจากจะมีเงินเลือกซื้อเองที่ร้านค้า จะมีแกงถุงวางขาย ควรจะหัดกินอาหารคุกไว้ครับ เพราะเผื่อเงินหมดต้องกินได้ครับ ที่สำคัญอาหารของเรือนจำก็สะอาด รสชาติก็ไม่ขี้เหร่ครับ แต่เนื้อสัตว์น้อยไปนิดเน้นผัก ถ้าติดน้ำปลา น้ำพริก(หาซื้อที่ร้านค้าได้) ไปกินด้วย ช่วยได้เยอะครับหรือจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่น้ำร้อนไปร่วมด้วยก็โอเคครับ การใช้เงินในเรือนจำ ไม่ได้ใช้เงินสดนะครับ ถ้าเรามีเงินติดตัวเข้าไปทางเรือนจำจะทำบันทึก แล้วทำเป็นบัญชีให้เรา และจะได้บัตรเบิกมาใบหนึ่ง เหมือนๆ เอทีเอ็ม ใช้รูดได้ในร้านค้า สะดวกมาก แต่มีจำกัดห้ามใช้เกิน 300 บาท ต่อวัน ของในร้านค้าก็มีมากมายครับ เรียกได้ว่า ร้านสะดวกซื้อเลยทีเดียว บางเรือนจำอาจยังใช้ระบบเก่าใช้คูปอง คือต้องแจ้งเขียนเบิก แล้ววันรุ่งขึ้น มารับเป็นคูปอง ถึงนำคูปองไปแลกของเอาครับ แต่คนคุกเองก็มีการกำหนด สกุลเงินของตัวเอง เพื่อจะได้มีการใช้จ่ายได้มากกว่า การจำกัดวันละ 300 เพราะคนคุกบางคนใช้เงินเยอะครับ เริ่มต้นที่ บุหรี่ และกาแฟ ถือเป็น สกุลใหญ่สุดมีค่าที่สุด แลกกับใครก็ได้ เปรียบราคาก็ใกล้เคียงกับข้างนอก เช่น บุหรี่ข้างนอกซองละ 68 บาท กาแฟห่อละ 110 บาท ในคุกจะตีค่า บุหรี่ 70 บาท กาแฟ 100 บาท ส่วนย่อยๆก็จะเป็น น้ำกระป๋องได้ 10 บาท บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ 5 บาท
การนอน ต้องหัดนอนพัดลมและเปิดไฟนอนบ้างนะครับ แน่นอนไม่มีแอร์ในเรือนนอนและเปิดไฟตลอดทั้งคืนเพื่อความปลอดภัยครับ ส่วนพื้นที่การนอน อันนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณคนนะครับว่าเยอะเกินไปไหม ถ้าเจอเยอะๆอาจประสาทเสียได้ ต้องนอนสลับฟันปลาเลยคือหัวเราไขว้กับเท้าของคนข้างๆแถมต้องตะแครงตัวนอนอีก ก็ต้องทนช่วงแรกๆครับ พอสักพักแยกแดนแล้ว ก็อาจได้นอนดีขึ้น บนพื้นที่ 1 ศอก กับ 4 นิ้วชิด นั่นคือ มาตรวัดครับ กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวก็ตามตัว อย่าไปงงครับ ว่าทำไมคนเก่าได้นอนดีกว่า มีที่นอน(เอาผ้าห่มหลายๆผืนมาเย็บให้หนาแล้วปูนอน) ด้วย เค้าอยู่มานานครับและต้องอยู่อีก ให้เค้ามานอนแบบคนใหม่ไม่ไหวครับ อันนี้ผมเข้าใจ ตอนมาใหม่เค้าก็ลำบากแบบนี้ครับและที่สำคัญห้ามเดินเหยียบที่นอนคนอื่นเด็ดขาดครับ ถือเป็นเรื่องใหญ่เลย ทำไมหรอครับ เท่าที่ผมเข้าใจคือ อย่างแรก เรื่องความสะอาด ต่อมาคือ เรื่องของความเคารพ เพราะที่นอนถือเป็นที่ส่วนตัว ส่วนตัวที่สุด ที่คนคุกจะมีได้ในเวลานี้ เป็นที่ที่เค้าจะใช้พักผ่อน เขียนจดหมาย ถึงคนที่รัก อ่านจดหมายจากแฟนสาว นอนอ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมส่วนตัวตามใจตัวเอง หลังจากที่ผ่านเวลาการชดใช้กรรมใน 1 วัน เพื่อที่จะขับเคลื่อนส่งท้ายวันนี้ด้วยการให้รางวัลกับตัวเอง และที่สำคัญอาจจะโชคดี ได้ฝันถึงอิสระ ฝันถึงคนที่รัก ได้หลุดจากพันธนาการสักช่วงก็ยังดี ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะเหยียบให้ยกมือขอโทษเค้าครับ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
การทำงาน ในคุกมีงานให้ทำครับ แบ่งความความถนัด ความสนใจและเส้นสาย แน่นอนครับ เพราะแต่ละเรือนจำมีงานให้ทำต่างกันไป บางกองงานก็หนัก บางกองงานก็เบา ถ้าไม่มีถนัดเฉพาะทางอย่าง ช่างไม้ ช่างเชื่อม ช่างคอมพ์ พ่อครัว หรือที่ตรงกับงานจริง ก็จะได้ไปอยู่ตามงานทั่วๆไปที่ต้องการคน แต่ถ้ามีเส้นสายพวกพ้องก็อาจดึงไปกองงานที่สบายได้ ค่าตอบแทนในการทำงานก็มีครับเรียกว่าปันผลแต่ไม่มาก พอได้ซื้อแฟ๊ป ซื้อสบู่ จุดประสงค์สำคัญคือต้องการให้เรามีอะไรทำไม่ฟุ้งซ่านและพอมีทักษะติดตัว หากจะนำไปประกอบอาชีพ หรือถ้าใครจะสนใจเรียนต่อก็ทำได้ครับ มีรับสมัครเรียน กศน.และ มหาลัยที่เรียนทางไปรษณีย์อยู่ครับ เตรียมเอกสารการเรียนต่อให้พร้อมหล่ะกันครับ
การเข้าคุกอย่างไรให้ถูกวิธี ? แลัวอยู่รอดปลอดภัย
การเดินทางเข้าเรือนจำหรือในภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือ คุก คงไม่มีใครอยากย่างกรายเข้าไปแน่นอนครับ เพราะนอกจากจะต้องถูกจำกัดอิสระภาพแล้วยังต้องถูกตัดขาดจากหลายๆอย่างที่คนทั่วๆไปจะทำได้ แต่ถ้าหากวันนั้นมาถึงก็ต้องเตรียมใจและยอมรับมัน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้มันเกิดก็ตาม บทความนี้เพียงเพื่อให้หลายๆท่านที่มีความตั้งใจต้องเข้าไปหรือยังไม่มีความตั้งใจแต่ต้องการเรียนรู้ไว้เผื่อตนเองหรือคนที่รู้จักเผื่อไว้เป็นภูมิ ถือเป็นวิทยาทานครับ
เรือนจำหรือคุก ทราบกันดีอยู่แล้วมีไว้สำหรับคนกระทำความผิดทางกฎหมายหรือที่คิดว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่ต้องคำตัดสินให้ผิดก็แล้วแต่การกระทำและความเข้าใจของแต่ละบุคคล บุคคลทั่วๆไปไม่ใช่ใครจะอยากเข้าไปโดยไม่ได้ทำอะไรผิดตามคำตัดสินของศาลจะเข้าไปได้นะครับ
ข้อมูลต่างๆที่ผมจะเสนอนั้นเป็นประสบการณ์จริงที่ช่วงนึงของชีวิตเคยวนเวียนเข้าออกคุกอยู่หลายรอบ หลายคุก จนรู้สึกขยาด จากการขาดอิสระภาพ และเป็นเพียงวิจารณญาณส่วนตัวของผมเอง ไม่มีประสงค์ให้กระทบต่อหน่วยงานหรือบุคคลใดทั้งสิ้น
เอาหล่ะเกริ่มมาเยอะหล่ะ เรามาเริ่มกันเลย สิ่งหลักๆที่ต้องเตรียมตัวก่อนเข้าคุกตามความคิดของผมมีหลักอยู่ 2 อย่างและสิ่งที่ต้องรู้ในสังคมคุกครับ
1.เตรียมใจ
มีอยู่ 2 กรณีครับ แบบแรกคือโดนจับ แล้วไม่มีเงินมาประกันตัว ต้องเข้าคุกภายใน 48 ชั่วโมง ตามกฎหมายที่ตำรวจจะควบคุมตัวไว้ได้ แต่ในบางกรณีถ้าคดีมีความซับซ้อน หรือต้องทำประกอบคำรับสารภาพ ทางตำรวจอาจขอตัวกลับโรงพักได้อีกตามวันที่ตำรวจขอ ก็มีเวลาทำใจเพิ่มขึ้นอีก แบบที่สอง มีเงินประกันตัว ก็มีเวลามากหน่อยสำหรับการทำใจหรือการได้ทำหลายๆอย่างได้ก่อนต้องเข้าไป หรือเรียกว่าทิ้งทวน แต่อย่าลืมเตือนตัวเองนะครับว่าเวลามีจำกัด หาเวลาทำบุญหน่อยก็ดี มีผลทางใจครับ ทั้ง 2 กรณีมีแนวทางการทำใจเหมือนๆกัน ต่างกันตรงระยะเวลา แบบแรกเวลาน้อยอาจจะต้องทำมากกว่าการทำใจคือต้องสะกดจิตตัวเองกันเลยทีเดียวครับ บอกตัวเองครับว่าเราทำผิดเราต้องรับผลของมัน ทำใจให้สบายๆครับคุกไม่มีอะไรที่น่ากลัวทุกคนที่อยู่ข้างในล้วนหัวอกเดียวกันเข้ามาเพื่อชดใช้การกระทำของตัวเอง มองโลกในแง่ดีไว้ครับ ไหนจะมีวันลดโทษตามชั้น ทำเรื่องพักโทษ และยังมีวาระพระราชทานอภัยโทษอีก สักวันนึงก็ต้องได้พ้นโทษ จริงๆครับเพราะทุกคนที่อยู่ข้างในส่วนใหญ่เค้าคิดบวกกัน แค่เรื่องคดี เรื่องวันจำคุก(วันที่ต้องอยู่ข้างใน)นั่นก็เครียดมากพอ ต้องพยายามคิดบวกไว้จะได้ไม่เครียดมากกว่าเดิม แต่ก็มีบางคนรับไม่ได้ เดินรั่ว(จิตหลุด)พูดคนเดียวก็เยอะครับ ฉะนั้นคิดบวกครับมองเป็นเรื่องบวกๆไว้ แล้วจะผ่านไปเอง เรื่องข้างนอกก็พยายามอย่าไปคิดครับ เพราะเราอยู่ข้างในแล้วแก้ไขอะไรก็ยาก ส่วนญาติก็ควรต้องกรองข่าวสารนิดหน่อยก่อนที่จะให้คนที่อยู่ข้างในรับรู้ เพราะนั่นอาจทำให้เค้าร้อนรน อยู่ไม่ติดพาจะเครียดหนัก สรุปคือถ้าใจพร้อมก็จะนำมาซึ่งความพร้อมในร่างกายครับ
2.เตรียมร่างกาย
แน่นอนครับ สำคัญพอๆกันกับเตรียมใจ เมื่อเตรียมใจพร้อมแล้วก็มาต่อที่ร่างกายครับ ในกรณีที่ไม่มีคนมาประกันก็มีเวลาน้อยหน่อย แล้วยิ่งถ้ามีปัญหาเรื่องใช้ยาเสพติดก่อนเข้ามาหล่ะก็ ร่างกายอาจย่ำแย่ ที่ทำได้คือพยายยามกินครับ ที่โรงพักมีไรให้กินก็กินเข้าไปครับ อย่างน้อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูนิดหน่อยก็ยังดีถ้าพอไหวก็ออกกำลังกายในโรงพักนั่นหล่ะคุณตำรวจเค้าไม่ว่าหรอก ซิทอัพ สก๊อตจั้ม วิดพื้นหรืออะไรก็ว่าไปแล้วแต่สะดวก แต่อย่ารบกวนคนอื่นที่ร่วมห้องขังเข้าหล่ะ แล้วค่อยไปผจญโลกภายในคุกกันต่อ ส่วนคนที่ได้ประกันตัวออกไปใช้ชิวิตข้างนอกก่อน ก็อย่าชะล่าใจ ถ้าดูๆแล้วว่าต้องเข้าคุกจริงๆต้องหาเวลาออกกำลังกายและไปตรวจร่างกายหน่อยว่ามีโรคประจำตัวไรไหม ถ้ามีก็ต้องเตรียมใบสั่งยาไว้ให้ดีนะครับ เพราะพอเข้าไปวันแรกอาจจะเย็นแล้วคงยังไม่ได้ทำอะไรมาก ก็มีอาบน้ำ กินข้าว ตรวจร่างกาย(อาจเป็นเช้าของอีกวัน แล้วแต่การทำงานของเจ้าหน้าที่) เป็นอะไรก็แจ้งได้เลยครับตอนนี้ มีใบสั่งยาก็ให้หมอที่ตรวจเค้าไว้เลย แล้วก็ขึ้นนอน เช้าอีกวันก็ลงมาสอบประวัติ ตัดผม บ่ายๆอาจเริ่มมีการอบรมกฎระเบียบเรือนจำ ข้อห้ามแล้วก็ปล่อยไปอาบน้ำรอขึ้นเรือนนอน เช้าอีกวันเจอแน่ๆคือฝึกแถวเพื่อให้คนใหม่มีอะไรทำระหว่างรอจำแนกกองงาน บางคุกอาจฝึกแถวแบบจิ๊บๆ ซ้ายหันขวาหัน พอเหงื่อออกนิดๆ แต่บางคุกฝึกเอากล้ามเลยทีเดียว เราจึงต้องมีร่างก่ายที่พร้อมไว้ก่อน ไหนจะเป็นเรื่องของการอยู่ในหมู่คนมากมาย ใครเป็นอะไรกันบ้างก็ไม่มีใครรู้ครับ ร่างกายต้องแข็งแรงเอาไว้ก่อนเป็นดีครับ เพราะหากเป็นอะไรขึ้นมายุ่งยากครับเพราะระบบมีขั้นตอน เป็นหวัดเล็กๆน้อยๆก็ไม่เท่าไหร่พาราฯพอช่วยได้ แต่ถ้าเป็นอาการหนักๆ หล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลย จะรอดหรือไม่? ยิ่งถ้าเป็นตอนขึ้นเรือนนอนแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่จะเปิดห้องขังพาไปส่งโรงพยาบาล จากประสบการณ์ที่เคยเห็นคนร้องว่าหายใจไม่ออกช่วยมาพาไปหาหมอที เจ้าหน้าที่ก็เดินมาดูครับ ทำได้แค่ให้คนอื่นเว้นที่ให้เค้ากว้างๆหน่อย แต่ก็ไม่เปิดครับเรื่องนี้ผมเข้าใจครับ เพราะช่วงค่ำแล้วกำลังเจ้าหน้าที่น้อยลง สภาพแวดล้อมก็มืด หากเกิดเหตุการณ์ วางแผนหลอกให้เปิดแล้วทำร้ายเจ้าหน้าที่เพื่อการอะไรก็ตาม มันจะเป็นเรื่องใหญ่ในมุมรวมครับ พูดง่ายๆคือเค้าไม่เสี่ยงเปิดแน่นอนครับ พอเช้าค่อยมาดูแล้วส่งแดนพยาบาล ให้หมอประจำแดนตรวจก่อนค่อยส่งโรงพยาบาล ถ้าโชคดียังไม่ถึงฆาตก็รอดครับ
สิ่งที่ต้องรู้กับการเข้าสังคมคุก
อย่างที่บอกครับทุกคนในคุกล้วนหัวอกเดียวกันครับ แต่...เค้าไม่ใช่พวกเดียวกับเรา จำไว้ให้ดีดีนะครับ เค้าไม่ใช่พวกเดียวกับเรา นอกจากจะเข้าไปเจอญาติพี่น้องแท้ๆ นั่นหล่ะวางใจได้ เพื่อนที่ว่าซี้ๆกันข้างนอก ถ้าเจอในคุกไว้ใจไม่ได้เลย ก็มีเยอะไป คนคุกส่วนใหญ่ถือตัว เรียกง่ายๆคือวางฟอร์มครับ คือจะไม่ค่อยเริ่มเข้าหาคนอื่น สนใจแต่เรื่องของตัวเอง เว้นระยะห่างจากคนอื่น ถ้าไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อกันก็ไม่เข้าหากันหรอก ต่างคนต่างอยู่ นั่นก็หมายความว่า ถ้ามีใครเข้าหาเรานั่นก็ต้องระวังครับ ว่าจะมาไม้ไหน ส่วนมากเวลาเข้าไปใหม่ๆญาติจะแรง คือญาติยังมาเยี่ยมบ่อย แทบทุกวันก็มี เลยทำให้คนคุกที่ไม่ค่อยมีญาติจะเข้ามานำเสนอความช่วยเหลือต่างๆให้ ชวนพูดคุย ถามโน่นนี่นั่น โดนคดีไรมา บ้านอยู่ที่ไหน ไปเรื่อย ตอบให้น้อยที่สุดครับ ถ้าคุณไม่อยากได้รับอะไรจากเค้า ไม่ต้องรีบครับ ค่อยๆดูคนเก่าๆเค้าทำยังไง เพราะในคุกเค้าจะอยู่กันเป็นบ้าน ไม่ใช่มีบ้านนะครับ แต่จะใช้เรียกกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกันว่าบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่เคยอยู่ละแวกเดียวกันตอนอยู่ข้างนอก บ้านละ 5 คน 10 คน ก็แล้วแต่ครับไม่มีกำหนด แต่พวกที่ชอบมีเรื่องมีราวก็มักจะหาคนเข้าบ้านเยอะๆหาพวกตัวแสบๆเข้ามา เผื่อมีเรื่องจะได้เปรียบเรื่องคนเยอะ จริงๆคุกอยู่คนเดียวไม่ต้องมีบ้านก็อยู่ได้นะ แต่จะต้องมั่นใจว่าบริหารการใช้ ของใช้ สบู่ ยาสีฟัน แฟ๊ป อะไรพวกนี้ให้ดีครับ เพราะถ้าเราไม่ยุ่งกับใคร นั่นก็หมายความว่า เค้าก็ไม่ยุ่งกับเรา ไปยืม ไปขอใครไม่ได้ แต่ถ้าอยู่เป็นบ้านจะวุ่นวายครับ มากคนมากความ ดูๆเอาครับ คนนิสัยดี พอคบได้ก็มีไม่น้อยครับ เลือกคบเอา
ต่อมาก็เป็นพื้นฐานทั่วไปของคนที่จะได้รับครับ
การกิน ต้องเตรียมตัวเลยครับ ให้เป็นคนกินง่าย เพราะอาหารที่คุกในแต่ละมื้อ ไม่มีสิทธิ์เลือกครับ เช้า กลางวัน บ่าย เรือนจำทำไรมาให้กิน ก็ต้องกินครับ นอกจากจะมีเงินเลือกซื้อเองที่ร้านค้า จะมีแกงถุงวางขาย ควรจะหัดกินอาหารคุกไว้ครับ เพราะเผื่อเงินหมดต้องกินได้ครับ ที่สำคัญอาหารของเรือนจำก็สะอาด รสชาติก็ไม่ขี้เหร่ครับ แต่เนื้อสัตว์น้อยไปนิดเน้นผัก ถ้าติดน้ำปลา น้ำพริก(หาซื้อที่ร้านค้าได้) ไปกินด้วย ช่วยได้เยอะครับหรือจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่น้ำร้อนไปร่วมด้วยก็โอเคครับ การใช้เงินในเรือนจำ ไม่ได้ใช้เงินสดนะครับ ถ้าเรามีเงินติดตัวเข้าไปทางเรือนจำจะทำบันทึก แล้วทำเป็นบัญชีให้เรา และจะได้บัตรเบิกมาใบหนึ่ง เหมือนๆ เอทีเอ็ม ใช้รูดได้ในร้านค้า สะดวกมาก แต่มีจำกัดห้ามใช้เกิน 300 บาท ต่อวัน ของในร้านค้าก็มีมากมายครับ เรียกได้ว่า ร้านสะดวกซื้อเลยทีเดียว บางเรือนจำอาจยังใช้ระบบเก่าใช้คูปอง คือต้องแจ้งเขียนเบิก แล้ววันรุ่งขึ้น มารับเป็นคูปอง ถึงนำคูปองไปแลกของเอาครับ แต่คนคุกเองก็มีการกำหนด สกุลเงินของตัวเอง เพื่อจะได้มีการใช้จ่ายได้มากกว่า การจำกัดวันละ 300 เพราะคนคุกบางคนใช้เงินเยอะครับ เริ่มต้นที่ บุหรี่ และกาแฟ ถือเป็น สกุลใหญ่สุดมีค่าที่สุด แลกกับใครก็ได้ เปรียบราคาก็ใกล้เคียงกับข้างนอก เช่น บุหรี่ข้างนอกซองละ 68 บาท กาแฟห่อละ 110 บาท ในคุกจะตีค่า บุหรี่ 70 บาท กาแฟ 100 บาท ส่วนย่อยๆก็จะเป็น น้ำกระป๋องได้ 10 บาท บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ 5 บาท
การนอน ต้องหัดนอนพัดลมและเปิดไฟนอนบ้างนะครับ แน่นอนไม่มีแอร์ในเรือนนอนและเปิดไฟตลอดทั้งคืนเพื่อความปลอดภัยครับ ส่วนพื้นที่การนอน อันนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณคนนะครับว่าเยอะเกินไปไหม ถ้าเจอเยอะๆอาจประสาทเสียได้ ต้องนอนสลับฟันปลาเลยคือหัวเราไขว้กับเท้าของคนข้างๆแถมต้องตะแครงตัวนอนอีก ก็ต้องทนช่วงแรกๆครับ พอสักพักแยกแดนแล้ว ก็อาจได้นอนดีขึ้น บนพื้นที่ 1 ศอก กับ 4 นิ้วชิด นั่นคือ มาตรวัดครับ กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวก็ตามตัว อย่าไปงงครับ ว่าทำไมคนเก่าได้นอนดีกว่า มีที่นอน(เอาผ้าห่มหลายๆผืนมาเย็บให้หนาแล้วปูนอน) ด้วย เค้าอยู่มานานครับและต้องอยู่อีก ให้เค้ามานอนแบบคนใหม่ไม่ไหวครับ อันนี้ผมเข้าใจ ตอนมาใหม่เค้าก็ลำบากแบบนี้ครับและที่สำคัญห้ามเดินเหยียบที่นอนคนอื่นเด็ดขาดครับ ถือเป็นเรื่องใหญ่เลย ทำไมหรอครับ เท่าที่ผมเข้าใจคือ อย่างแรก เรื่องความสะอาด ต่อมาคือ เรื่องของความเคารพ เพราะที่นอนถือเป็นที่ส่วนตัว ส่วนตัวที่สุด ที่คนคุกจะมีได้ในเวลานี้ เป็นที่ที่เค้าจะใช้พักผ่อน เขียนจดหมาย ถึงคนที่รัก อ่านจดหมายจากแฟนสาว นอนอ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมส่วนตัวตามใจตัวเอง หลังจากที่ผ่านเวลาการชดใช้กรรมใน 1 วัน เพื่อที่จะขับเคลื่อนส่งท้ายวันนี้ด้วยการให้รางวัลกับตัวเอง และที่สำคัญอาจจะโชคดี ได้ฝันถึงอิสระ ฝันถึงคนที่รัก ได้หลุดจากพันธนาการสักช่วงก็ยังดี ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะเหยียบให้ยกมือขอโทษเค้าครับ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
การทำงาน ในคุกมีงานให้ทำครับ แบ่งความความถนัด ความสนใจและเส้นสาย แน่นอนครับ เพราะแต่ละเรือนจำมีงานให้ทำต่างกันไป บางกองงานก็หนัก บางกองงานก็เบา ถ้าไม่มีถนัดเฉพาะทางอย่าง ช่างไม้ ช่างเชื่อม ช่างคอมพ์ พ่อครัว หรือที่ตรงกับงานจริง ก็จะได้ไปอยู่ตามงานทั่วๆไปที่ต้องการคน แต่ถ้ามีเส้นสายพวกพ้องก็อาจดึงไปกองงานที่สบายได้ ค่าตอบแทนในการทำงานก็มีครับเรียกว่าปันผลแต่ไม่มาก พอได้ซื้อแฟ๊ป ซื้อสบู่ จุดประสงค์สำคัญคือต้องการให้เรามีอะไรทำไม่ฟุ้งซ่านและพอมีทักษะติดตัว หากจะนำไปประกอบอาชีพ หรือถ้าใครจะสนใจเรียนต่อก็ทำได้ครับ มีรับสมัครเรียน กศน.และ มหาลัยที่เรียนทางไปรษณีย์อยู่ครับ เตรียมเอกสารการเรียนต่อให้พร้อมหล่ะกันครับ