ส่งพ่อเป็นอาจารย์ใหญ่ที่จุฬาฯ (เล่าประสบการณ์ + ขั้นตอน)

ขอมาเล่าไว้ เผื่อมีคนสนใจ แล้วไม่รู้จะเริ่มยังไง
พ่อเราเคยพูดไว้เองว่า
ถ้าเสียชีวิตแล้ว อยากบริจาคร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่
ตอนนั้นก็รับรู้ไว้เฉย ๆ ไม่คิดว่าจะต้องทำจริงเร็วแบบนี้

พ่อเราเสียช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
มันเป็นช่วงที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แบบตั้งตัวไม่ทันจริง ๆ

ตอนนั้นสิ่งแรก ๆ ที่เราทำคือ
แจ้งพยาบาลที่ดูแลพ่ออยู่ก่อนเลย ว่าพ่อมีความประสงค์บริจาคร่างกาย
เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน พยาบาลจะช่วยประสานและแนะนำขั้นตอนเบื้องต้นให้
ตรงนี้ช่วยได้เยอะมาก เพราะพอถึงเวลาที่พ่อเสียจริงๆ ตอนนั้นเรางงไปหมด
หลังจากนั้นค่อยโทรไปที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อแจ้งโดยตรงอีกที

สรุปขั้นตอนแบบที่เราเจอจริง
1. แจ้งพยาบาล/เจ้าหน้าที่ที่ดูแลก่อน
ถ้าเสียชีวิตที่โรงพยาบาล แนะนำให้แจ้งพยาบาลเลย
เขาจะช่วยแนะนำและประสานเบื้องต้นให้

2. โทรแจ้งโรงพยาบาลจุฬาฯ
บอกชื่อผู้เสียชีวิต อายุ สาเหตุเสียชีวิต แล้วก็เวลาที่เสีย
เจ้าหน้าที่จะบอกเลยว่า “รับได้ไหม”
(ตรงนี้สำคัญ เพราะไม่ใช่ทุกเคสจะรับ)

3. ถ้ารับ → เตรียมเอกสาร
ของเราที่ใช้ มีประมาณนี้
- ใบมรณบัตร+สำเนา
- บัตรประชาชนผู้เสียชีวิต+สำเนา
- บัตรประชาชนญาติ+สำเนา
- สำเนาทะเบียนบ้านผู้เสียชีวิต
- สำเนาทะเบียนบ้านของญาติ
- ถ้ามีใบแสดงความจำนงบริจาคก็เอาไปด้วย
แต่ถ้าไม่มี ญาติเซ็นยินยอมได้

4. การรับร่าง
กรณีของเรา ทางโรงพยาบาลจุฬาฯเป็นคนมารับร่างให้
เจ้าหน้าที่จะนัดเวลา แล้วเข้ามาดำเนินการอย่างสุภาพมาก
ทุกอย่างค่อนข้างรวดเร็วและเป็นระบบ

5. พิธีรดน้ำศพ
หลังจากนั้น ทางโรงพยาบาลจุฬาฯจะนัดวันให้ญาติ
ไปทำพิธีรดน้ำศพที่โรงพยาบาล
มีพระมาทำพิธีให้
ญาติสามารถกำหนดเวลาเองได้ แล้วก็นัดญาติพี่น้องมาร่วมกัน
บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิดมาก
ไม่ได้ใหญ่โต แต่รู้สึกดี เหมือนได้มีช่วงเวลาส่งจริง ๆ

6. หลังจากนั้น
ร่างจะถูกใช้ในการเรียนแพทย์
ประมาณ 3 ปี
หลังจากครบแล้ว
ทางโรงพยาบาลจะมีพิธีฌาปนกิจ (พระราชทานเพลิงศพ)

ความรู้สึกส่วนตัว
ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำพิธีอะไรเลย
แต่พอมีพิธีรดน้ำศพ มันช่วยให้ใจเรานิ่งขึ้นเยอะ
มันยังคงไม่เหมือนงานศพปกติ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีการอำลาเลย
ยิ่งเป็นช่วงเดือนมีนาคมที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นติด ๆ กัน
แทบไม่มีเวลานั่งคิดอะไรยาว ๆ

ถามว่าเสียใจไหม → เสียใจมาก

แต่ก็รู้สึกว่า อย่างน้อยนี่คือสิ่งที่พ่อเลือกเอง
เราเคารพในความประสงค์สุดท้ายของพ่อ
พ่อยังได้ “ทำประโยชน์ต่อ” ในแบบของเขา

อยากฝากไว้สำหรับคนที่กำลังคิดเรื่องนี้
คุยกันในครอบครัวไว้ก่อน จะช่วยได้มาก

แจ้งความตั้งใจให้ญาติรู้
เตรียมเอกสารไว้ให้หาเจอง่าย
วันจริงมันไม่ได้มีเวลาคิดเยอะ
มันก็ไม่ง่ายสำหรับคนที่ต้องเป็นคนไปส่ง

ถึงแม้ว่าผู้เสียชีวิตจะไม่ได้สั่งเสียไว้
แต่ถ้าญาติประสงค์
สามารถแจ้งโรงพยาบาลได้
หลังจากเสียชีวิต ไม่เกิน20ชั่วโมงนะ

พอถึงตอนที่โรงพยาบาลจุฬาฯมารับร่างพ่อ
ตอนนั้นความเศร้าเสียใจที่มีอยู่หายไปเลย
เรารู้สึกปิติแทนพ่อมากๆ
เป็นความภูมิใจในพ่อคนนี้จนวินาทีสุดท้าย

ใครที่กำลังจะต้องตัดสินใจ
ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่