หลังจากได้พอเข้าใจถึงเบื้องลึกเบื้องหลังกับที่มาทางประวัติศาสตร์ของอิสลามกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาต่างๆ และหลักศรัทธาในการมีอยู่ของพระเจ้า บรรดามลาอีกะห์ บรรดานบีและคัมภีร์อัลกุรอานของอิสลามแล้ว จึงคงพอจะเริ่มมองเห็นภาพของ "หลักศรัทธาทั้ง 6 ประการ "ที่เป็นพื้นฐานของศาสนาอิสลามที่อาจเคยได้เรียนกันในระดับประถมมัธยมมาบ้าง(คงพอเคยได้ยินใช่ไหมครับ) ซึ่งก็มีรายละเอียด"คร่าวๆ"ซึ่งผมพยายามจะอธิบายให้ได้พอเข้าใจให้ได้มากที่สุด ดังนี้ครับ
หลักศรัทธา 6 ประการ
1. ศรัทธาในพระองค์เดียว คือ อัลลอฮ(ซ.บ) ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้นอกจากพระองค์ อิสลามถือว่าในสากลจักรวาลทั้งหลายมีพระเจ้าที่เที่ยงแท้เพียงองค์เดียว เป็นผู้สร้างสากลจักรวาลและเป็นผู้บริหารควบคุม โลกนี้มิใช่เกิดมาโดยบังเอิญ ถ้าเกิดโดยบังเอิญมันจะมีระเบียบแบบแผนในการโคจรอย่างเหมาะเจาะและมหัศจรรย์เหมือนประสงค์และจงใจด้วยความบังเอิญขนาดเช่นนี้ไม่ได้ โลกและดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ได้หมุนโคจรอย่างมีระบบ รักษาตำแหน่งหน้าที่ของมันอย่างคงเส้นคงวานับเป็นเวลานานไม่รู้กี่ล้านปี โดยที่มันไม่เคยได้ชนกันเลย กลไกต่างๆอันซับซ้อนในร่างกายของสิ่งมีชีวิต แม้กระทั่งความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของมนุษย์เรา ชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งถูกสร้างทุกอย่าง(ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา)ล้วนสามารถเป็น sign (สัญญาณ) ให้เราได้ลองใช้สติปัญญาคิดใคร่ครวญ ตัวอย่างเช่นบางบทที่มีอยู่ในอัลกุรอาน(ซึ่งเป็นพระดำรัสอันสูงส่งที่มาจากพระเจ้า เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดแจ้งถึงการมีอยู่ของพระองค์ ให้เราได้ตระหนักคิด) ดังนี้ครับ

ซึ่งสักวันเราอาจได้รับฮิดายะฮฺ(การเปิดใจจากพระองค์)และตระหนักได้ว่าสรรพสิ่งทั้งมวลและจักรวาลที่ดูเหมือนอ้างว้างไร้ทิศทางเช่นนี้ ที่จริงแล้วมันควรจะต้องมีผู้บริหาร และผู้ควบคุมมัน อย่างแท้จริง เป็นต้นนี้ครับ
2. ศรัทธาในบรรดามลาอีกะฮของพระองค์ มลาอีกะฮ คือ ผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับศาสดาทั้งหลาย เพื่อจะได้ให้ศาสดาดังกล่าวได้เข้าถึงอัลลอฮ มนุษย์เราแม้จะมีปัญญาสักปานใดก็ต้องอาศัยสื่อภายนอกด้วยเหมือนกัน เช่น มนุษย์นั้นแม้จะมีสายตาดีสักเพียงใดก็ตาม เขาก็ไม่สามารถมองเห็นวัตถุใด ๆ ได้เลย ถ้าหากไม่มีแสงสว่างเป็นสื่อ คำว่า มลาอีกะฮ เป็นนามธรรม อาจหาคำที่แปลตรงๆไม่ได้เช่นว่า เทวทูต, เทวดา, ทูตสวรรค์ เพราะตามหลักฐานในศาสนาอิสลามนั้นจะเห็นได้ว่า มลาอีกะฮไม่มีเพศ ไม่มีการกิน การดื่ม การหลับนอน (ตามหลักฐานจากคัมภีร์) และไม่ขัดขืนคำสั่งของอัลลอฮ(ซ.บ) ปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆจากพระองค์อย่างเคร่งครัด มีจำนวนมหาศาล แต่ที่มีระบุชื่อ และหน้าที่เฉพาะ 10 ท่านหลักๆ ดังนี้
1. ยิบรออีล ทำหน้าที่สื่อโองการพระเจ้ากับศาสดา(ที่นำสาส์นจากพระเจ้ามามอบให้แก่ท่านนบี)
2. มีกาฮีล ทำหน้าที่นำโชคลาภ ความโปรดปราน (เนียะอฺมัต)หรือปัจจัยการดำรงชีพต่างๆ(รีสกี)จากพระเจ้าสู่โลก
3. อิสรอฟีล ทำหน้าที่เป่าสังข์ในวันสิ้นโลก(วันอาคิเราะห์) และเมื่อถึงครานั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็จะพังทลายลง
4. อิสรออีล ทำหน้าที่ถอดวิญญาณของมนุษย์และสัตว์(เมื่อตายหรือสิ้นชีวิตลง โดยบุคคลที่ดีก็จะถูกถอดออกอย่างง่ายดาย)
5,6 รอกีบ-อะติด (อัลกิรอม-กาตีบีน) ประจำอยู่ข้างซ้ายและขวาของเราตลอดเวลา ทำหน้าที่คอยบันทึกความดีและความชั่วของมนุษย์
7,8 มุงกัร-นากิร ทำหน้าที่สอบสวนคนตายในกุบูร (หลุมฝังศพ)
9. ริดวาน ทำหน้าที่ดูแลกิจการหรือควบคุมประตูสวรรค์
10.มาลิก ทำหน้าที่ดูแลกิจกาหรือควบคุมประตูนรก
3. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์ มุสลิมต้องเชื่อถือต้นฉบับเดิมของคัมภีร์ทั้งหลายทุก ๆ เล่มในอดีตรวมทั้งอัล-กุรอานด้วย ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าคัมภีร์เหล่านั้นต้องเป็น วะฮีย์ (ได้รับการดลใจ) มาจากอัลลอฮและต้องมีเนื้อหาสาระตรงกับอัล-กุรอาน(เนื่องจากพระองค์ได้ยืนยันถึงความพิสุทธิ์ของอัลกุรอานไว้ว่า เป็นพระดำรัสจากพระองค์ ไม่มีการบิดเบือนแต่อย่างใด แต่คัมภีร์ก่อนๆหน้า ต่างล้วนพุผังเสียหายหรือถูกบิดเบือนเติมแต่งด้วยมนุษย์ไปมากมายแล้ว) มุสลิมจึงต้องเชื่อถือในส่วนบริสุทธิ์ของคัมภีร์เท่านั้น ดังนั้น คัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มาต่อเนื่องและมาสรุปรวบยอดเนื้อหาจากคัมภีร์ก่อน ๆ ไว้ทั้งหมดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่มาจากอัลลอฮและให้ศาสดามุฮัมมัดมาประกาศใช้ ต่อมวลมนุษยชาติทั้งหลาย(ประชาชาติยุคสุดท้ายนี้ ตราบจนวันสิ้นโลก) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเป็นทางนำและความสันติสุขแก่มวลมนุษย์ทุกคน
4. ศรัทธาในบรรดานบี (ศาสดา) ทั้งหลาย มุสลิมทุกคนต้องยอมรับนับถือศาสดาทั้งหลายที่มาเทศนาก่อนศาสดามุฮัมมัด ไม่ว่าศาสดาเหล่านั้นจะปรากฎชื่ออยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าศาสดาเหล่านั้นจะเป็นชนชาติใดอยู่ที่ไหน พูดภาษาอะไรก็ตาม มุสลิมต้องให้เกียรติยกย่องบรรดาศาสดาเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกันหมด ศาสดามุฮัมมัดเป็นศาสดาสุดท้ายของโลก ที่มารับภารกิจต่อจากศาสดาก่อน ๆ ที่เชิญชวนมนุษย์ให้รู้จักพระเจ้าและดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ ศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่าหลังจากท่าน แล้วจะไม่มีศาสดาเกิดขึ้นมาอีก และท่านได้นำคำสอนหรือแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาสู่มนุษยชาติแล้ว
5. ศรัทธาในวันสุดท้าย(วันอาคิเราะห์)และการเกิดใหม่ในวันปรโลกหรือวันฟื้นคืนชีพ(วันกิยามะห์) อิสลามถือว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นเพียงวัตถุธาตุชิ้นหนึ่ง ซึ่งต้องมีการแตกสลายเหมือน ๆ กับวัตถุหรือสิ่งอื่น ๆ แน่นอนโลกของเราต้องถึงจุดจบไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อโลกแตกสลายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับสิ้น นอกจากอัลลอฮเท่านั้นที่ยังดำรงอยู่ และมนุษย์ทั้งหลายก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่จะไปเกิดสภาพใดนั้นไม่มีมนุษย์ผู้ใดรู้ได้ ตัวอย่างโองการในซูเราะห์ยาซีนจากเหตุการณ์ที่ท่านนบีมูฮำหมัด(ซ.ล)ถูกบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาท้าทายตั้งคำถามอย่างเย้ยหยันในเรื่องการฟื้นคืนชีพ ดังนั้น พระองค์(อัลลอฮฺ(ซ.บ))จึงทรงให้(ท่านนบี(ซ.ล))ตรัสตอบแก่พวกเขาเหล่านั้นไป ด้วยถ้อยคำที่เฉียบขาด ดังนี้
ضَرَبَ لَنَا مَثَلاً وَنَسِيَ خَلْقَهُ ۖ قَالَ مَن يُحْيِي الْعِظَامَ وَهِيَ رَمِيمٌ ﴿٧٨﴾
(78) เขายกกรณีตัวอย่างแก่เรา ขณะที่เขาลืมการ (ถูก) สร้างของตัวเขาเอง เขากล่าว (ยกตัวอย่างนั้น) ว่า “แล้วใครเล่า ! ที่จะทำให้กระดูกที่มัน
กลายเป็นผุยผงไปแล้ว กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้ !?”
قُلْ يُحْيِيهَا الَّذِي أَنشَأَهَا أَوَّلَ مَرَّةٍ ۖ وَهُوَ بِكُلِّ خَلْقٍ عَلِيمٌ ﴿٧٩﴾
(79) จงกล่าว (ตอบ) ไปว่า “ผู้ที่จะทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ก็คือ "ผู้ซึ่งทรง
บังเกิดมันขึ้นมาในตอนแรก" (จะเป็นผู้ชุบชีวิตมันขึ้นมา)เอง และพระองค์ทรงรอบรู้ครอบคลุมสิ่งถูกสร้างทุกชนิด”
การเกิดใหม่อีกครั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์รับผลตอบแทนตามที่เขาได้กระทำไว้เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ ผลงานของเขาในโลกนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะเป็นผู้ได้รับสวรรค์หรือนรก ไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีการกลับชาติมาเกิด ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องการเกิดใหม่แล้วสังคมของเรา ก็จะสับสนปั่นป่วนวุ่นวายหาความสงบสุขไม่ได้ ดังเช่น พวกอารับในยุคญาฮีลียะฮ (ซึ่งชื่อว่าเป็นยุคแห่งความโง่เขลา งมงาย) ที่มีความเชื่อว่าเมื่อพวกเขาเกิดมาแล้วก็ตายไป คือ ตายแล้วสูญ เหมือนดังสัตว์อื่น ๆ ความดีความชั่วที่เขาได้กระทำมานั้นไม่มีการตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงใช้ชีวิตความเป็นอยู่ทุกๆวันไปในทางชั่วช้าทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองความสุขความต้องการตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง จนสังคมปั่นป่วนเสียหายและเหลวแหลกอย่างถึงที่สุด
6. ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะของพระองค์ คือต้องศรัทธาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาลนี้ล้วนเกิดขึ้นมาและดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของอัลลอฮทั้งสิ้น เช่น ไฟมีคุณสมบัติร้อน น้ำไหลลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แพะ แกะ วัว ควาย สุนัข ออกลูกเป็นตัว นก เป็ด ไก่ ออกลูกเป็นไข่ ต้นมะม่วงต้องออกลูกเป็นมะม่วง ต้นกล้วยจะออกลูกเป็นแอปเปิ้ลไม่ได้ และทุก ๆ ชีวิตต้องตาย นี่คือกฎกำหนดสภาวะของอัลลอฮ หมายความว่า กฎธรรมชาติทั้งหลายนั้น อัลลอฮเป็นผู้ทรงสร้างและควบคุมมัน ส่วนการกำหนดสภาวะในหลักจริยธรรมความดี - ความชั่วนั้น พระองค์จะเป็นผู้บอกเราเองว่า อะไรคือความดีและอะไรคือความชั่ว ไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน รวมถึงแบบอย่างพระจริยวัตรหรือคำสอนจากท่านนบี(อัล-หะดีษ) เพื่อเป็นสิ่งที่ใช้จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ อะไรคือสัจธรรมความถูกต้องดีงาม และอะไรคือความหลงผิด เพราะสิ่งที่ใช้วัดความดีความชั่วนั้นในอิสลามถือว่า มันไม่ได้มาจากมติบุคคลหรือมติของมหาชน มิได้อาศัยขนบธรรมเนียมประเพณี หรือความนิยมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องกำหนด แต่มาจากพระเจ้า(ผู้ทรงบังเกิดมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งมวลขึ้นมา) เพราะถ้ามนุษย์เป็นผู้กำหนดความดีความชั่วแล้วมาตรฐานความดีของมนุษย์ก็จะแตกต่างกัน
การที่มนุษย์ได้กระทำความดีความชั่วนั้น อัลลอฮไม่ได้เป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตของเขาไว้ล่วงหน้ามาก่อนเลย แต่พระองค์ทรง"ล่วงรู้"ว่าบ่าวของพระองค์จะเป็นยังไงต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับการกระทำหรือการตัดสินใจของมนุษย์เอง
เพราะอัลลอฮได้ให้ความคิดอิสระเสรีและสติปัญญาแก่เขาในการที่เขาจะเลือกทางเดินของเขาเอง ในการนี้ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้รู้จักใช้สติปัญญาและมีความรับผิดชอบในการงานของตนเองที่ได้กระทำไว้ ดังนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สับสนวุ่นวายอยู่ในบ้านเมืองหรือสังคมนั้น มันเกิดขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเองทั้งสิ้น มิใช่โทษว่าเกิดขึ้นจากการกำหนดหรือการลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า ความจน ความรวย ความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ยาก ความขมขื่น ที่เกิดแก่มนุษย์นั้น นอกจากว่ามองในมุมของการกำหนดจากพระเจ้าเพื่อทดสอบ(หรืออาจเพื่อลงโทษ)มนุษย์แล้ว แต่สาเหตุที่เป็นผลพวงจากตัวมนุษย์เองมนุษย์ก็ควรตระหนักและพิจารณา เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันในหมู่มนุษย์ที่ขาดหาย ผู้ปกครองขาดความรับผิดชอบ ความยุติธรรม เป็นต้นนี้ ดังนั้นการใช้คำว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากการกำหนดของพระองค์จึงควรใช้อย่างถูกต้อง เพราะหากเป็นเรื่องที่เราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ด้วยกำลังและสติปัญญาของเรานั้น ก็ควรจะตระหนักว่าผลจากสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาจากความผิดบาปการกระทำของตนเอง และเราก็ย่อมเข้าใจ สำนึกผิด(เตาบัต) กลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ และเหนือสิ่งใดนั้น การวิงวอนขอดุอาอฺ(ขอพรต่อพระองค์) ก็สามารถเปลี่ยนแปลงการกำหนดของพระองค์ได้เช่นกัน
ก่อนจบกระทู้นี้ ก็มีอีกคลิปดีๆสั้นๆที่มีความหมายไว้เช่นกันครับ และอินชาอัลลอฮฺ(หากอัลลอฮฺทรงประสงค์) ผมจะหาเวลาเขียนกระทู้ต่อๆไป เพื่อความเข้าใจอิสลามในแง่มุมต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ (เท่าที่ผมพอจะสามารภถ่ายทอดได้) ยินดีสำหรับพี่น้องมุสลิมและพี่น้องชาวต่างศาสนิกทุกท่านครับ
ศีกษา เรียนรู้ อิสลาม (เพื่อความเข้าใจสำหรับชาวต่างศาสนิกมากขึ้น) ตอน 2
หลักศรัทธา 6 ประการ
1. ศรัทธาในพระองค์เดียว คือ อัลลอฮ(ซ.บ) ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้นอกจากพระองค์ อิสลามถือว่าในสากลจักรวาลทั้งหลายมีพระเจ้าที่เที่ยงแท้เพียงองค์เดียว เป็นผู้สร้างสากลจักรวาลและเป็นผู้บริหารควบคุม โลกนี้มิใช่เกิดมาโดยบังเอิญ ถ้าเกิดโดยบังเอิญมันจะมีระเบียบแบบแผนในการโคจรอย่างเหมาะเจาะและมหัศจรรย์เหมือนประสงค์และจงใจด้วยความบังเอิญขนาดเช่นนี้ไม่ได้ โลกและดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ได้หมุนโคจรอย่างมีระบบ รักษาตำแหน่งหน้าที่ของมันอย่างคงเส้นคงวานับเป็นเวลานานไม่รู้กี่ล้านปี โดยที่มันไม่เคยได้ชนกันเลย กลไกต่างๆอันซับซ้อนในร่างกายของสิ่งมีชีวิต แม้กระทั่งความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของมนุษย์เรา ชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งถูกสร้างทุกอย่าง(ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา)ล้วนสามารถเป็น sign (สัญญาณ) ให้เราได้ลองใช้สติปัญญาคิดใคร่ครวญ ตัวอย่างเช่นบางบทที่มีอยู่ในอัลกุรอาน(ซึ่งเป็นพระดำรัสอันสูงส่งที่มาจากพระเจ้า เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดแจ้งถึงการมีอยู่ของพระองค์ ให้เราได้ตระหนักคิด) ดังนี้ครับ
ซึ่งสักวันเราอาจได้รับฮิดายะฮฺ(การเปิดใจจากพระองค์)และตระหนักได้ว่าสรรพสิ่งทั้งมวลและจักรวาลที่ดูเหมือนอ้างว้างไร้ทิศทางเช่นนี้ ที่จริงแล้วมันควรจะต้องมีผู้บริหาร และผู้ควบคุมมัน อย่างแท้จริง เป็นต้นนี้ครับ
2. ศรัทธาในบรรดามลาอีกะฮของพระองค์ มลาอีกะฮ คือ ผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับศาสดาทั้งหลาย เพื่อจะได้ให้ศาสดาดังกล่าวได้เข้าถึงอัลลอฮ มนุษย์เราแม้จะมีปัญญาสักปานใดก็ต้องอาศัยสื่อภายนอกด้วยเหมือนกัน เช่น มนุษย์นั้นแม้จะมีสายตาดีสักเพียงใดก็ตาม เขาก็ไม่สามารถมองเห็นวัตถุใด ๆ ได้เลย ถ้าหากไม่มีแสงสว่างเป็นสื่อ คำว่า มลาอีกะฮ เป็นนามธรรม อาจหาคำที่แปลตรงๆไม่ได้เช่นว่า เทวทูต, เทวดา, ทูตสวรรค์ เพราะตามหลักฐานในศาสนาอิสลามนั้นจะเห็นได้ว่า มลาอีกะฮไม่มีเพศ ไม่มีการกิน การดื่ม การหลับนอน (ตามหลักฐานจากคัมภีร์) และไม่ขัดขืนคำสั่งของอัลลอฮ(ซ.บ) ปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆจากพระองค์อย่างเคร่งครัด มีจำนวนมหาศาล แต่ที่มีระบุชื่อ และหน้าที่เฉพาะ 10 ท่านหลักๆ ดังนี้
1. ยิบรออีล ทำหน้าที่สื่อโองการพระเจ้ากับศาสดา(ที่นำสาส์นจากพระเจ้ามามอบให้แก่ท่านนบี)
2. มีกาฮีล ทำหน้าที่นำโชคลาภ ความโปรดปราน (เนียะอฺมัต)หรือปัจจัยการดำรงชีพต่างๆ(รีสกี)จากพระเจ้าสู่โลก
3. อิสรอฟีล ทำหน้าที่เป่าสังข์ในวันสิ้นโลก(วันอาคิเราะห์) และเมื่อถึงครานั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็จะพังทลายลง
4. อิสรออีล ทำหน้าที่ถอดวิญญาณของมนุษย์และสัตว์(เมื่อตายหรือสิ้นชีวิตลง โดยบุคคลที่ดีก็จะถูกถอดออกอย่างง่ายดาย)
5,6 รอกีบ-อะติด (อัลกิรอม-กาตีบีน) ประจำอยู่ข้างซ้ายและขวาของเราตลอดเวลา ทำหน้าที่คอยบันทึกความดีและความชั่วของมนุษย์
7,8 มุงกัร-นากิร ทำหน้าที่สอบสวนคนตายในกุบูร (หลุมฝังศพ)
9. ริดวาน ทำหน้าที่ดูแลกิจการหรือควบคุมประตูสวรรค์
10.มาลิก ทำหน้าที่ดูแลกิจกาหรือควบคุมประตูนรก
3. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์ มุสลิมต้องเชื่อถือต้นฉบับเดิมของคัมภีร์ทั้งหลายทุก ๆ เล่มในอดีตรวมทั้งอัล-กุรอานด้วย ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าคัมภีร์เหล่านั้นต้องเป็น วะฮีย์ (ได้รับการดลใจ) มาจากอัลลอฮและต้องมีเนื้อหาสาระตรงกับอัล-กุรอาน(เนื่องจากพระองค์ได้ยืนยันถึงความพิสุทธิ์ของอัลกุรอานไว้ว่า เป็นพระดำรัสจากพระองค์ ไม่มีการบิดเบือนแต่อย่างใด แต่คัมภีร์ก่อนๆหน้า ต่างล้วนพุผังเสียหายหรือถูกบิดเบือนเติมแต่งด้วยมนุษย์ไปมากมายแล้ว) มุสลิมจึงต้องเชื่อถือในส่วนบริสุทธิ์ของคัมภีร์เท่านั้น ดังนั้น คัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มาต่อเนื่องและมาสรุปรวบยอดเนื้อหาจากคัมภีร์ก่อน ๆ ไว้ทั้งหมดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่มาจากอัลลอฮและให้ศาสดามุฮัมมัดมาประกาศใช้ ต่อมวลมนุษยชาติทั้งหลาย(ประชาชาติยุคสุดท้ายนี้ ตราบจนวันสิ้นโลก) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเป็นทางนำและความสันติสุขแก่มวลมนุษย์ทุกคน
4. ศรัทธาในบรรดานบี (ศาสดา) ทั้งหลาย มุสลิมทุกคนต้องยอมรับนับถือศาสดาทั้งหลายที่มาเทศนาก่อนศาสดามุฮัมมัด ไม่ว่าศาสดาเหล่านั้นจะปรากฎชื่ออยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าศาสดาเหล่านั้นจะเป็นชนชาติใดอยู่ที่ไหน พูดภาษาอะไรก็ตาม มุสลิมต้องให้เกียรติยกย่องบรรดาศาสดาเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกันหมด ศาสดามุฮัมมัดเป็นศาสดาสุดท้ายของโลก ที่มารับภารกิจต่อจากศาสดาก่อน ๆ ที่เชิญชวนมนุษย์ให้รู้จักพระเจ้าและดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ ศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่าหลังจากท่าน แล้วจะไม่มีศาสดาเกิดขึ้นมาอีก และท่านได้นำคำสอนหรือแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาสู่มนุษยชาติแล้ว
5. ศรัทธาในวันสุดท้าย(วันอาคิเราะห์)และการเกิดใหม่ในวันปรโลกหรือวันฟื้นคืนชีพ(วันกิยามะห์) อิสลามถือว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นเพียงวัตถุธาตุชิ้นหนึ่ง ซึ่งต้องมีการแตกสลายเหมือน ๆ กับวัตถุหรือสิ่งอื่น ๆ แน่นอนโลกของเราต้องถึงจุดจบไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อโลกแตกสลายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับสิ้น นอกจากอัลลอฮเท่านั้นที่ยังดำรงอยู่ และมนุษย์ทั้งหลายก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่จะไปเกิดสภาพใดนั้นไม่มีมนุษย์ผู้ใดรู้ได้ ตัวอย่างโองการในซูเราะห์ยาซีนจากเหตุการณ์ที่ท่านนบีมูฮำหมัด(ซ.ล)ถูกบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาท้าทายตั้งคำถามอย่างเย้ยหยันในเรื่องการฟื้นคืนชีพ ดังนั้น พระองค์(อัลลอฮฺ(ซ.บ))จึงทรงให้(ท่านนบี(ซ.ล))ตรัสตอบแก่พวกเขาเหล่านั้นไป ด้วยถ้อยคำที่เฉียบขาด ดังนี้
ضَرَبَ لَنَا مَثَلاً وَنَسِيَ خَلْقَهُ ۖ قَالَ مَن يُحْيِي الْعِظَامَ وَهِيَ رَمِيمٌ ﴿٧٨﴾
(78) เขายกกรณีตัวอย่างแก่เรา ขณะที่เขาลืมการ (ถูก) สร้างของตัวเขาเอง เขากล่าว (ยกตัวอย่างนั้น) ว่า “แล้วใครเล่า ! ที่จะทำให้กระดูกที่มันกลายเป็นผุยผงไปแล้ว กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้ !?”
قُلْ يُحْيِيهَا الَّذِي أَنشَأَهَا أَوَّلَ مَرَّةٍ ۖ وَهُوَ بِكُلِّ خَلْقٍ عَلِيمٌ ﴿٧٩﴾
(79) จงกล่าว (ตอบ) ไปว่า “ผู้ที่จะทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ก็คือ "ผู้ซึ่งทรงบังเกิดมันขึ้นมาในตอนแรก" (จะเป็นผู้ชุบชีวิตมันขึ้นมา)เอง และพระองค์ทรงรอบรู้ครอบคลุมสิ่งถูกสร้างทุกชนิด”
การเกิดใหม่อีกครั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์รับผลตอบแทนตามที่เขาได้กระทำไว้เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ ผลงานของเขาในโลกนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะเป็นผู้ได้รับสวรรค์หรือนรก ไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีการกลับชาติมาเกิด ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องการเกิดใหม่แล้วสังคมของเรา ก็จะสับสนปั่นป่วนวุ่นวายหาความสงบสุขไม่ได้ ดังเช่น พวกอารับในยุคญาฮีลียะฮ (ซึ่งชื่อว่าเป็นยุคแห่งความโง่เขลา งมงาย) ที่มีความเชื่อว่าเมื่อพวกเขาเกิดมาแล้วก็ตายไป คือ ตายแล้วสูญ เหมือนดังสัตว์อื่น ๆ ความดีความชั่วที่เขาได้กระทำมานั้นไม่มีการตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงใช้ชีวิตความเป็นอยู่ทุกๆวันไปในทางชั่วช้าทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองความสุขความต้องการตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง จนสังคมปั่นป่วนเสียหายและเหลวแหลกอย่างถึงที่สุด
6. ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะของพระองค์ คือต้องศรัทธาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาลนี้ล้วนเกิดขึ้นมาและดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของอัลลอฮทั้งสิ้น เช่น ไฟมีคุณสมบัติร้อน น้ำไหลลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แพะ แกะ วัว ควาย สุนัข ออกลูกเป็นตัว นก เป็ด ไก่ ออกลูกเป็นไข่ ต้นมะม่วงต้องออกลูกเป็นมะม่วง ต้นกล้วยจะออกลูกเป็นแอปเปิ้ลไม่ได้ และทุก ๆ ชีวิตต้องตาย นี่คือกฎกำหนดสภาวะของอัลลอฮ หมายความว่า กฎธรรมชาติทั้งหลายนั้น อัลลอฮเป็นผู้ทรงสร้างและควบคุมมัน ส่วนการกำหนดสภาวะในหลักจริยธรรมความดี - ความชั่วนั้น พระองค์จะเป็นผู้บอกเราเองว่า อะไรคือความดีและอะไรคือความชั่ว ไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน รวมถึงแบบอย่างพระจริยวัตรหรือคำสอนจากท่านนบี(อัล-หะดีษ) เพื่อเป็นสิ่งที่ใช้จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ อะไรคือสัจธรรมความถูกต้องดีงาม และอะไรคือความหลงผิด เพราะสิ่งที่ใช้วัดความดีความชั่วนั้นในอิสลามถือว่า มันไม่ได้มาจากมติบุคคลหรือมติของมหาชน มิได้อาศัยขนบธรรมเนียมประเพณี หรือความนิยมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องกำหนด แต่มาจากพระเจ้า(ผู้ทรงบังเกิดมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งมวลขึ้นมา) เพราะถ้ามนุษย์เป็นผู้กำหนดความดีความชั่วแล้วมาตรฐานความดีของมนุษย์ก็จะแตกต่างกัน
การที่มนุษย์ได้กระทำความดีความชั่วนั้น อัลลอฮไม่ได้เป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตของเขาไว้ล่วงหน้ามาก่อนเลย แต่พระองค์ทรง"ล่วงรู้"ว่าบ่าวของพระองค์จะเป็นยังไงต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับการกระทำหรือการตัดสินใจของมนุษย์เอง เพราะอัลลอฮได้ให้ความคิดอิสระเสรีและสติปัญญาแก่เขาในการที่เขาจะเลือกทางเดินของเขาเอง ในการนี้ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้รู้จักใช้สติปัญญาและมีความรับผิดชอบในการงานของตนเองที่ได้กระทำไว้ ดังนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สับสนวุ่นวายอยู่ในบ้านเมืองหรือสังคมนั้น มันเกิดขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเองทั้งสิ้น มิใช่โทษว่าเกิดขึ้นจากการกำหนดหรือการลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า ความจน ความรวย ความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ยาก ความขมขื่น ที่เกิดแก่มนุษย์นั้น นอกจากว่ามองในมุมของการกำหนดจากพระเจ้าเพื่อทดสอบ(หรืออาจเพื่อลงโทษ)มนุษย์แล้ว แต่สาเหตุที่เป็นผลพวงจากตัวมนุษย์เองมนุษย์ก็ควรตระหนักและพิจารณา เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันในหมู่มนุษย์ที่ขาดหาย ผู้ปกครองขาดความรับผิดชอบ ความยุติธรรม เป็นต้นนี้ ดังนั้นการใช้คำว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากการกำหนดของพระองค์จึงควรใช้อย่างถูกต้อง เพราะหากเป็นเรื่องที่เราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ด้วยกำลังและสติปัญญาของเรานั้น ก็ควรจะตระหนักว่าผลจากสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาจากความผิดบาปการกระทำของตนเอง และเราก็ย่อมเข้าใจ สำนึกผิด(เตาบัต) กลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ และเหนือสิ่งใดนั้น การวิงวอนขอดุอาอฺ(ขอพรต่อพระองค์) ก็สามารถเปลี่ยนแปลงการกำหนดของพระองค์ได้เช่นกัน
ก่อนจบกระทู้นี้ ก็มีอีกคลิปดีๆสั้นๆที่มีความหมายไว้เช่นกันครับ และอินชาอัลลอฮฺ(หากอัลลอฮฺทรงประสงค์) ผมจะหาเวลาเขียนกระทู้ต่อๆไป เพื่อความเข้าใจอิสลามในแง่มุมต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ (เท่าที่ผมพอจะสามารภถ่ายทอดได้) ยินดีสำหรับพี่น้องมุสลิมและพี่น้องชาวต่างศาสนิกทุกท่านครับ