ไม่ได้โจมตีศาสนาอิสลามอะไรทั้งนั้นค่ะ อยากถามผู้รู้ในศาสนาพุทธว่าข้อมูลนี้เท็จจริงประการใด ถ้าข้อมูลผิดก็ไม่ควรเผยแพร่ให้เป็นการเข้าใจผิด แต่เห็นแชร์กันวนไปวนมานานแล้วค่ะ
ไตรปิฎกกับการมาของศาสนฑูตมูฮัมมัด
พุทธศาสนิกชนหลายคนมีความเชื่อว่า ศาสนาพุทธไม่มีความเชื่อในเรื่องของพระเจ้าผู้สร้าง แต่ในทางกลับกัน ศ่าสนาพุทธมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในทางความเชื่อเรื่องพระเจ้าผู้สร้าง เนื่องจากนาย อาเธอร์ ลิลี่ นักปราญ์ผู้มีชื่อเสียงได้บอกเล่าถึงการมีศิลารึกในเขต มหาวิหารแห่งสวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดียได้จารึกว่า
... จงเชื่อมั่นในพระเจ้าและสิ่งต่าง ๆ อันเป็นสิ่งที่ชอบธรรมที่พระองค์ได้บัญชาให้แก่เจ้าให้กระทำ เนื่องจากพระองค์เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เพียงพอต่อการวิงวอนและแสดงความนอบน้อมของเจ้า ข้าขอประกาศอย่างเปิดเผยว่า ไม่มีหนทางใดที่จะเทียบเท่ากับความเชื่อมั่นศรัทธานี้ (ในการเชื่อมั่นต่อพระเจ้าองค์เดียว) เพื่อให้บรรลุสู่ความสำราญยิ่งในสวนสวรรค์ ดังนั้น โอ้พวกเจ้าทั้งหลาย จงอดทนอย่างเต็มที่เถิด เพื่อได้บรรลุสู่เป้าหมายที่สูงสุดนี้
(Quotation from Book title India in Primitive Christanity - Page 85)
สิทธัตถะ ผู้เป็นบรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธได้สอนพุทธศาสนิกชนให้มีความเชื่อต่อการมาของศาสนฑูตท่านหนึ่งที่มีนามว่า พระศรีอริยะเมตไตรย์ โดยจะถูกกำเนิดมาเป็นศาสนฑูตท่านใหม่ในอนาคต ซึ่งความเชื่อนี้ได้ถูกถ่ายถอดมาจากคัมภีร์พุทธศาสนาว่า
ท่านอานท์ได้กล่าวแก่พระพุทธเจ้าว่า เมื่อท่านจากไปแล้วใครจะเป็นผู้สั่งสอนพวกเราต่อไปเล่า ? พระองค์ทรงตอบว่า ... เราไม่ใช้พุทธองค์องค์แรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ แต่ก็หาได้เป็นองค์สุทท้ายไม่ ในภายภาคหน้าจะมีพุทธองค์อีกองค์หนึ่งเกิดขึ้น เป็นผู้ประเสริฐสุด และรู้แจ้งที่สุด เพียบพร้อมด้วยปัญญารอบรู้ และเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป เป็นผู้นำซึ่งไม่มีใครเสมอเหมือน ..
อานนท์ แล้วพวกเราจะรู้ได้อยางไรว่าเป็นเขา
พระพุทธเจ้าตอบว่า ... เขาจะรู้จักว่าเป็นพระศรีอรยะเมตไตรย์ MAITREYA
พระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เราหาใช่พระพุทธเจ้าองค์แรกหรือองค์สุดท้ายที่ได้ถูกส่งมาไม่ หากแต่จะมีอีกองค์หนึ่งที่จะถูกส่งมาหลังจากเรา ท่านผู้นั้น จะนำศาสนาอันสมบูรณ์มาสู่มนุษย์ชาติท่านจะเกิดท่ามกลางทะเลทราย โดยมีอูฐเป็นยานพาหนะ ท่านจะเป็นกรำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ขณะทีเราเผยแผ่ศาสนามีผู้รับเพียงร้อยหรือพัน แต่ท่านผู้นั้นจะมีผู้ศรัทธาไปทั่วหน้าพิภพนี้ ท่านผู้นั้นจะได้ชื่อว่า พระอริยะเมตไตรย์ (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ทีฆะนิกายมหาวัคค์ สุตตันตปิฎก บทที่ 3 มหาปรินิพานสูตร ว่าด้วย มหาปรินิพาน ของพุทธเจ้า)
ชื่อ MAITREYA ในภาษาบาลี แปลว่า ผู้เมตตากรุณาและได้รับพรอันประเสริฐ และมูฮัมมมัด ซึ่งเป็นนามชื่อของศาสนฑูตองค์สุดท้ายที่ถูกขนานนามในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานว่า ผู้เมตตาสากลโลก เช่น
ดังที่อัลลอฮ (ซบ) ทรงตรัสว่า: "และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย" (อัลอัมบิยอ์ .107)
ข้อความที่กล่าวมา เป็นบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอานนนท์ก่อนการเสด็จดับขันธ์ปรินิพานของพระพุทธเจ้า
ข้อความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นบทสนทนาระหวางพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ก่อนการเสด็จดับขันปรินิพานของพระพุทธเจ้า
คัมภีร์พุทธศาสนานั้นมีผู้เขียนขึ้นไว้หลายภาษาด้วยกัน แต่ในที่นี้ขอคัดลอกคำแปลบางตอนจากภาษาลังกา ซึ่งได้ชือ่ตามฉบับ มหาวิทยาลัยนาลันทะว่า ...อานันทสูตร
สาเหตุที่ข้อความเหล่านี้ไม่ปรากฎอยู่ในฉบับภาษาไทยเพราะจากการสังคายนาหลาย ๆ ครั้ง ทำให้ข้อความที่ไม่สำคัญในการเผยแผ่พระศาสนาได้ถูกตัดไป ทั้งนี้เพื่อความกระทัดรัดแลเป็นะประโยชย์แก่พุทธศาสนิกชนมากขึ้น แต่ต้นฉบับเดิมแท้ยังอยู่ที่ มหาลัย นาลันทะ ซึ่งเป้นที่เก็บหลักฐานทางพุทธศษสนาอย่างมากมาย
ยังมีหลักฐานอธิบายต่อไปได้อีกว่า คำว่า ไมตรียะ เมื่อแปลเป็นภาษาสันสฤตก็แปลว่า ... มหาเมตตา หรือ ... มหาเมต ซึงไม่แตกต่างจากคำว่า มะหะมัด หรือ มะหะเม็ด ในบางสำเนียง
อัลลอฮ (ซบ) ใช้คำว่าเมตตาในอัลกุรอานถึง 409 แห่ง และ อัลกุรอานยืนยันว่า
แท้จริงมีร่อซูลคนหนึ่งจากพวกท่านเองได้มาหาพวกท่านแล้ว เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกท่านได้รับความทุกข์ยาก เป็นผู้ห่วงใยท่าน เป็นผุ้เมตตา ผู้กรุณาสงสาร ต่อบรรดาผู้ศรัทธา 9.128
ผู้เขียน อะห์มัดมุสตอฟา อาลี โต๊ะหลง
จากหนังสือ อิสลามทำไม??
................
ทำไมคัมภีร์พระไตรปิฎกบอกถึงการมาของท่านนบีมุฮำมัด
คัมภีร์ที่ระบุถึงการมาของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ตามที่อัล-กุรอานระบุไว้ คือ คัมภีร์อัต-เตารอต และคัมภีร์อัล-อินญิล ตลอดจนคัมภีร์ของบรรดา ศาสนทูตก่อนๆ ดังที่อัล-กุรอานระบุว่า
وَإِنَّهُ لَفِي زُبُرِ الْأَوَّلِينَ
“และแท้จริงเรื่องราวของนบีมุฮัมมัดนั้นมีอยู่ในบรรดาคัมภีร์ของเหล่าศาสนทูตที่มีมาก่อนในรุ่นแรก” (อัช-ชุอะรออฺ : 196)
อัล-กุรอานยังระบุอีกว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกระทำพันธสัญญากับนบีทุกท่านว่า หากนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ถูกส่งมาในช่วงอายุขัยของนบีผู้นั้นก็ต้องศรัทธาและให้การช่วยเหลือนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ในการประกาศศาสนาของพระองค์ (อาลิอิมรอน : 81)
และยังระบุอีกว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือคำวิงวอนขอของนบีอิบรอฮีม (อ.ล.) และนบีอิสมาอีล (อ.ล.) เมื่อครั้งที่ทั้งสองท่านยกรากฐานของบัยติลลาฮิลหะรอม (อัล-บาเกาะเราะฮฺ : 127-129) นบีมูซา (อ.ล.) และนบีอีซา (อ.ล.) ก็ประกาศถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ดังปรากฏในคัมภีร์อัล-กุรอาน บทอัลอะอฺร็อฟ : 156-157 , อัศ-ศ็อฟ : 6 , และอัล-ฟัตฺห์ : 29
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ชาวมุสลิมผู้ศรัทธาต้องมีความเชื่อและศรัทธาว่าเป็นสัจธรรมที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงบัญญัติไว้เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนเด็ดขาดในคัมภีร์อัล-กุรอาน และอัล-หะดีษที่ถูกต้องระบุไว้ ผู้ใดปฏิเสธผู้นั้นย่อมสิ้นสภาพจากความเป็นมุสลิมผู้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม (วัลอิยาซุบิลลาฮฺ)
ส่วนกรณีที่ถามมาว่า ทำไมคัมภีร์พระไตรปิฎกในศาสนาพุทธจึงบอกถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คงตอบไม่ได้ว่า “ทำไม” เพราะประเด็นอยู่ที่ว่า
คัมภีร์พระไตรปิฎกบอกถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จริงหรือไม่ต่างหาก การจะให้เหตุผลว่าทำไมต้องพิจารณาถึงประเด็นสำคัญที่ว่านั้นเสียก่อนว่าพระไตรปิฎกบอกถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จริงหรือไม่? เกี่ยวกับเรื่องนี้มีนักเขียนชาวมุสลิมบางคนเขียนเอาไว้
เช่น อาลี อักบัร เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “อิสราเอลและคำพยากรณ์ในอัล-กุรอาน” (Israel and Prophecies of The Holy Quran) ซึ่งอาจารย์บรรจง บินกาซัน แปลเป็นภาษาไทยเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 และใช้ชื่อว่า “ศาสดาพยากรณ์” โดยในบทที่ 1 ว่าด้วยคัมภีร์โบราณที่กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) มีคำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลเก่า , คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลใหม่ , คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับของเซนต์ บาร์นาบัส คำพยากรณ์ในคัมภีร์พุทธศาสนา , ฮินดู และปาร์ซี ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสือ Muhammad in Parsi , Hindoo and Buddhist scripture เขียนโดย A. Vidyarathi and U. Ali จัดพิมพ์โดยห้องสมุด Abbas Manzil อัลลาฮาบัด , อินเดีย
ในหนังสือ “ศาสดาพยากรณ์” ระบุถึงคำพยากรณ์ในคัมภีร์พุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องของพุทธอนุชาที่ทูลถามพระพุทธองค์ถึงอนาคตของพุทธศาสนาเมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว จึงมีพุทธปรารภถึงพระพุทธเจ้า “เมตไตรย” ที่จะมาตรัสรู้ในกาลข้างหน้าเมื่ออายุของพุทธศาสนาล่วงมาแล้ว 5,000 ปี เรียกกันว่า ยุคพระศรีอารย์เมตไตรย โดยผู้เขียน (อาลี อักบัร) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “เมตไตรย” (บาลีว่า เมตฺตยฺย ; สันสฟฤต ว่า เมไตรย) ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับผู้มีความเมตตา แล้วก็สรุปว่า คือท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยอ้างอายะฮฺอัล-กุรอานที่ว่า
وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ
“และเรามิได้ส่งท่านมาเป็นศาสนทูตนอกเสียจากเป็นความเมตตาแก่สากลโลก” (อัล-อัมบิยาอฺ : 107)
แน่นอนสำหรับเราในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธาเราเชื่อตามที่อัล-กุรอานระบุว่านบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือความเมตตาทีมีแก่โลกทั้งผอง แต่ทว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือพระพุทธเจ้าผู้มีนามว่า เมตไตรย ตามพุทธทำนายจริงหรือไม่? นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเพียงความน่าจะเป็นหรือความเป็นไปได้ตามข้อสังเกตที่นักเขียนชาวมุสลิม (อาลี อักบัร) ตั้งสมมุติฐานเอาไว้เท่านั้น
ความศรัทธาที่ว่านบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือ ความเมตตาที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงส่งมาให้แก่สากลโลกและมนุษย์ชาติสากลเป็นสิ่งที่เกิดจากความศรัทธาในความเป็นสัจธรรมของคัมภีร์อัล-กุรอาน เมื่ออัล-กุรอานกล่าวเช่นนั้น มุสลิมก็ศรัทธาโดยดุษฎีธรรมและไร้ข้อกังขา นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จะใช่ “เมตไตรย” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธปรารภเอาไว้แก่พระอนุชาของพระองค์หรือไม่? มิได้มีส่วนสำคัญในการศรัทธาของชาวมุสลิมที่มีต่ออัล-กุรอานและท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แต่อย่างใด
เรื่องที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรของพระไตรปิฎกเกี่ยวกับพระศรีอารยเมตไตรยจึงเป็นการตั้งข้อสังเกตและเป็นเรื่องที่มีเค้าว่าน่าจะเป็นไปได้เท่านั้น เพราะคัมภีร์ของเหล่าศาสนทูตรุ่นก่อนที่ระบุถึงการมาของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นคัมภีร์แห่งฟากฟ้า แต่พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ในพุทธศาสนา ซึ่งมิได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของศาสนาแห่งฟากฟ้า (อัล-อัดยานฺ อัส-สะมาวียะฮฺ) ที่เชื่อในพระผู้ทรงสร้างหนึ่งเดียวคือพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)
หลักคำสอนของพุทธศาสนามิได้สั่งสอนให้มนุษย์เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า และเรียกร้องสู่การเคารพสักการะต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) หากแต่พุทธศาสนามีหลักธรรมคำสอนที่มุ่งสู่การพ้นทุกข์หรือการดับทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในเรื่องอริยสัจ 4 และอริยมรรคมี องค์ 8 โดยเน้นเรื่องไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาเป็นต้น
หลักธรรมของพุทธศาสนาจึงต่างจากหลักธรรมคำสอนของเหล่าศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่มุ่งเน้นในการให้เอกภาพต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เป็นสารธรรมหลัก เมื่อการเป็นเช่นนี้เราในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธาก็จะไม่ก้าวล่วงในความเชื่อของพุทธศาสนิกชนในเรื่องของพระศรีอารยเมตไตรยด้วยการสรุปหรือกล่าวอ้างว่านั่นคือนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยชี้ชัดเช่นนั้น คงทำได้เพียงการตั้งข้อสังเกตเท่านั้น
โดย: อาลี เสือสมิง
alisuasaming.org
ที่มา:
http://islamhouse.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=48&id=20659
บิดเบือนศาสนาหรือเปล่าค่ะ
ไตรปิฎกกับการมาของศาสนฑูตมูฮัมมัด
พุทธศาสนิกชนหลายคนมีความเชื่อว่า ศาสนาพุทธไม่มีความเชื่อในเรื่องของพระเจ้าผู้สร้าง แต่ในทางกลับกัน ศ่าสนาพุทธมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในทางความเชื่อเรื่องพระเจ้าผู้สร้าง เนื่องจากนาย อาเธอร์ ลิลี่ นักปราญ์ผู้มีชื่อเสียงได้บอกเล่าถึงการมีศิลารึกในเขต มหาวิหารแห่งสวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดียได้จารึกว่า
... จงเชื่อมั่นในพระเจ้าและสิ่งต่าง ๆ อันเป็นสิ่งที่ชอบธรรมที่พระองค์ได้บัญชาให้แก่เจ้าให้กระทำ เนื่องจากพระองค์เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เพียงพอต่อการวิงวอนและแสดงความนอบน้อมของเจ้า ข้าขอประกาศอย่างเปิดเผยว่า ไม่มีหนทางใดที่จะเทียบเท่ากับความเชื่อมั่นศรัทธานี้ (ในการเชื่อมั่นต่อพระเจ้าองค์เดียว) เพื่อให้บรรลุสู่ความสำราญยิ่งในสวนสวรรค์ ดังนั้น โอ้พวกเจ้าทั้งหลาย จงอดทนอย่างเต็มที่เถิด เพื่อได้บรรลุสู่เป้าหมายที่สูงสุดนี้
(Quotation from Book title India in Primitive Christanity - Page 85)
สิทธัตถะ ผู้เป็นบรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธได้สอนพุทธศาสนิกชนให้มีความเชื่อต่อการมาของศาสนฑูตท่านหนึ่งที่มีนามว่า พระศรีอริยะเมตไตรย์ โดยจะถูกกำเนิดมาเป็นศาสนฑูตท่านใหม่ในอนาคต ซึ่งความเชื่อนี้ได้ถูกถ่ายถอดมาจากคัมภีร์พุทธศาสนาว่า
ท่านอานท์ได้กล่าวแก่พระพุทธเจ้าว่า เมื่อท่านจากไปแล้วใครจะเป็นผู้สั่งสอนพวกเราต่อไปเล่า ? พระองค์ทรงตอบว่า ... เราไม่ใช้พุทธองค์องค์แรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ แต่ก็หาได้เป็นองค์สุทท้ายไม่ ในภายภาคหน้าจะมีพุทธองค์อีกองค์หนึ่งเกิดขึ้น เป็นผู้ประเสริฐสุด และรู้แจ้งที่สุด เพียบพร้อมด้วยปัญญารอบรู้ และเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป เป็นผู้นำซึ่งไม่มีใครเสมอเหมือน ..
อานนท์ แล้วพวกเราจะรู้ได้อยางไรว่าเป็นเขา
พระพุทธเจ้าตอบว่า ... เขาจะรู้จักว่าเป็นพระศรีอรยะเมตไตรย์ MAITREYA
พระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เราหาใช่พระพุทธเจ้าองค์แรกหรือองค์สุดท้ายที่ได้ถูกส่งมาไม่ หากแต่จะมีอีกองค์หนึ่งที่จะถูกส่งมาหลังจากเรา ท่านผู้นั้น จะนำศาสนาอันสมบูรณ์มาสู่มนุษย์ชาติท่านจะเกิดท่ามกลางทะเลทราย โดยมีอูฐเป็นยานพาหนะ ท่านจะเป็นกรำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ขณะทีเราเผยแผ่ศาสนามีผู้รับเพียงร้อยหรือพัน แต่ท่านผู้นั้นจะมีผู้ศรัทธาไปทั่วหน้าพิภพนี้ ท่านผู้นั้นจะได้ชื่อว่า พระอริยะเมตไตรย์ (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ทีฆะนิกายมหาวัคค์ สุตตันตปิฎก บทที่ 3 มหาปรินิพานสูตร ว่าด้วย มหาปรินิพาน ของพุทธเจ้า)
ชื่อ MAITREYA ในภาษาบาลี แปลว่า ผู้เมตตากรุณาและได้รับพรอันประเสริฐ และมูฮัมมมัด ซึ่งเป็นนามชื่อของศาสนฑูตองค์สุดท้ายที่ถูกขนานนามในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานว่า ผู้เมตตาสากลโลก เช่น
ดังที่อัลลอฮ (ซบ) ทรงตรัสว่า: "และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย" (อัลอัมบิยอ์ .107)
ข้อความที่กล่าวมา เป็นบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอานนนท์ก่อนการเสด็จดับขันธ์ปรินิพานของพระพุทธเจ้า
ข้อความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นบทสนทนาระหวางพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ก่อนการเสด็จดับขันปรินิพานของพระพุทธเจ้า
คัมภีร์พุทธศาสนานั้นมีผู้เขียนขึ้นไว้หลายภาษาด้วยกัน แต่ในที่นี้ขอคัดลอกคำแปลบางตอนจากภาษาลังกา ซึ่งได้ชือ่ตามฉบับ มหาวิทยาลัยนาลันทะว่า ...อานันทสูตร
สาเหตุที่ข้อความเหล่านี้ไม่ปรากฎอยู่ในฉบับภาษาไทยเพราะจากการสังคายนาหลาย ๆ ครั้ง ทำให้ข้อความที่ไม่สำคัญในการเผยแผ่พระศาสนาได้ถูกตัดไป ทั้งนี้เพื่อความกระทัดรัดแลเป็นะประโยชย์แก่พุทธศาสนิกชนมากขึ้น แต่ต้นฉบับเดิมแท้ยังอยู่ที่ มหาลัย นาลันทะ ซึ่งเป้นที่เก็บหลักฐานทางพุทธศษสนาอย่างมากมาย
ยังมีหลักฐานอธิบายต่อไปได้อีกว่า คำว่า ไมตรียะ เมื่อแปลเป็นภาษาสันสฤตก็แปลว่า ... มหาเมตตา หรือ ... มหาเมต ซึงไม่แตกต่างจากคำว่า มะหะมัด หรือ มะหะเม็ด ในบางสำเนียง
อัลลอฮ (ซบ) ใช้คำว่าเมตตาในอัลกุรอานถึง 409 แห่ง และ อัลกุรอานยืนยันว่า
แท้จริงมีร่อซูลคนหนึ่งจากพวกท่านเองได้มาหาพวกท่านแล้ว เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกท่านได้รับความทุกข์ยาก เป็นผู้ห่วงใยท่าน เป็นผุ้เมตตา ผู้กรุณาสงสาร ต่อบรรดาผู้ศรัทธา 9.128
ผู้เขียน อะห์มัดมุสตอฟา อาลี โต๊ะหลง
จากหนังสือ อิสลามทำไม??
................
ทำไมคัมภีร์พระไตรปิฎกบอกถึงการมาของท่านนบีมุฮำมัด
คัมภีร์ที่ระบุถึงการมาของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ตามที่อัล-กุรอานระบุไว้ คือ คัมภีร์อัต-เตารอต และคัมภีร์อัล-อินญิล ตลอดจนคัมภีร์ของบรรดา ศาสนทูตก่อนๆ ดังที่อัล-กุรอานระบุว่า
وَإِنَّهُ لَفِي زُبُرِ الْأَوَّلِينَ
“และแท้จริงเรื่องราวของนบีมุฮัมมัดนั้นมีอยู่ในบรรดาคัมภีร์ของเหล่าศาสนทูตที่มีมาก่อนในรุ่นแรก” (อัช-ชุอะรออฺ : 196)
อัล-กุรอานยังระบุอีกว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกระทำพันธสัญญากับนบีทุกท่านว่า หากนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ถูกส่งมาในช่วงอายุขัยของนบีผู้นั้นก็ต้องศรัทธาและให้การช่วยเหลือนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ในการประกาศศาสนาของพระองค์ (อาลิอิมรอน : 81)
และยังระบุอีกว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือคำวิงวอนขอของนบีอิบรอฮีม (อ.ล.) และนบีอิสมาอีล (อ.ล.) เมื่อครั้งที่ทั้งสองท่านยกรากฐานของบัยติลลาฮิลหะรอม (อัล-บาเกาะเราะฮฺ : 127-129) นบีมูซา (อ.ล.) และนบีอีซา (อ.ล.) ก็ประกาศถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ดังปรากฏในคัมภีร์อัล-กุรอาน บทอัลอะอฺร็อฟ : 156-157 , อัศ-ศ็อฟ : 6 , และอัล-ฟัตฺห์ : 29
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ชาวมุสลิมผู้ศรัทธาต้องมีความเชื่อและศรัทธาว่าเป็นสัจธรรมที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงบัญญัติไว้เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนเด็ดขาดในคัมภีร์อัล-กุรอาน และอัล-หะดีษที่ถูกต้องระบุไว้ ผู้ใดปฏิเสธผู้นั้นย่อมสิ้นสภาพจากความเป็นมุสลิมผู้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม (วัลอิยาซุบิลลาฮฺ)
ส่วนกรณีที่ถามมาว่า ทำไมคัมภีร์พระไตรปิฎกในศาสนาพุทธจึงบอกถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คงตอบไม่ได้ว่า “ทำไม” เพราะประเด็นอยู่ที่ว่า
คัมภีร์พระไตรปิฎกบอกถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จริงหรือไม่ต่างหาก การจะให้เหตุผลว่าทำไมต้องพิจารณาถึงประเด็นสำคัญที่ว่านั้นเสียก่อนว่าพระไตรปิฎกบอกถึงการมาของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จริงหรือไม่? เกี่ยวกับเรื่องนี้มีนักเขียนชาวมุสลิมบางคนเขียนเอาไว้
เช่น อาลี อักบัร เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “อิสราเอลและคำพยากรณ์ในอัล-กุรอาน” (Israel and Prophecies of The Holy Quran) ซึ่งอาจารย์บรรจง บินกาซัน แปลเป็นภาษาไทยเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 และใช้ชื่อว่า “ศาสดาพยากรณ์” โดยในบทที่ 1 ว่าด้วยคัมภีร์โบราณที่กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) มีคำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลเก่า , คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลใหม่ , คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับของเซนต์ บาร์นาบัส คำพยากรณ์ในคัมภีร์พุทธศาสนา , ฮินดู และปาร์ซี ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสือ Muhammad in Parsi , Hindoo and Buddhist scripture เขียนโดย A. Vidyarathi and U. Ali จัดพิมพ์โดยห้องสมุด Abbas Manzil อัลลาฮาบัด , อินเดีย
ในหนังสือ “ศาสดาพยากรณ์” ระบุถึงคำพยากรณ์ในคัมภีร์พุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องของพุทธอนุชาที่ทูลถามพระพุทธองค์ถึงอนาคตของพุทธศาสนาเมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว จึงมีพุทธปรารภถึงพระพุทธเจ้า “เมตไตรย” ที่จะมาตรัสรู้ในกาลข้างหน้าเมื่ออายุของพุทธศาสนาล่วงมาแล้ว 5,000 ปี เรียกกันว่า ยุคพระศรีอารย์เมตไตรย โดยผู้เขียน (อาลี อักบัร) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “เมตไตรย” (บาลีว่า เมตฺตยฺย ; สันสฟฤต ว่า เมไตรย) ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับผู้มีความเมตตา แล้วก็สรุปว่า คือท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยอ้างอายะฮฺอัล-กุรอานที่ว่า
وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ
“และเรามิได้ส่งท่านมาเป็นศาสนทูตนอกเสียจากเป็นความเมตตาแก่สากลโลก” (อัล-อัมบิยาอฺ : 107)
แน่นอนสำหรับเราในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธาเราเชื่อตามที่อัล-กุรอานระบุว่านบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือความเมตตาทีมีแก่โลกทั้งผอง แต่ทว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือพระพุทธเจ้าผู้มีนามว่า เมตไตรย ตามพุทธทำนายจริงหรือไม่? นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเพียงความน่าจะเป็นหรือความเป็นไปได้ตามข้อสังเกตที่นักเขียนชาวมุสลิม (อาลี อักบัร) ตั้งสมมุติฐานเอาไว้เท่านั้น
ความศรัทธาที่ว่านบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) คือ ความเมตตาที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงส่งมาให้แก่สากลโลกและมนุษย์ชาติสากลเป็นสิ่งที่เกิดจากความศรัทธาในความเป็นสัจธรรมของคัมภีร์อัล-กุรอาน เมื่ออัล-กุรอานกล่าวเช่นนั้น มุสลิมก็ศรัทธาโดยดุษฎีธรรมและไร้ข้อกังขา นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จะใช่ “เมตไตรย” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธปรารภเอาไว้แก่พระอนุชาของพระองค์หรือไม่? มิได้มีส่วนสำคัญในการศรัทธาของชาวมุสลิมที่มีต่ออัล-กุรอานและท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แต่อย่างใด
เรื่องที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรของพระไตรปิฎกเกี่ยวกับพระศรีอารยเมตไตรยจึงเป็นการตั้งข้อสังเกตและเป็นเรื่องที่มีเค้าว่าน่าจะเป็นไปได้เท่านั้น เพราะคัมภีร์ของเหล่าศาสนทูตรุ่นก่อนที่ระบุถึงการมาของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นคัมภีร์แห่งฟากฟ้า แต่พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ในพุทธศาสนา ซึ่งมิได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของศาสนาแห่งฟากฟ้า (อัล-อัดยานฺ อัส-สะมาวียะฮฺ) ที่เชื่อในพระผู้ทรงสร้างหนึ่งเดียวคือพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)
หลักคำสอนของพุทธศาสนามิได้สั่งสอนให้มนุษย์เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า และเรียกร้องสู่การเคารพสักการะต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) หากแต่พุทธศาสนามีหลักธรรมคำสอนที่มุ่งสู่การพ้นทุกข์หรือการดับทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในเรื่องอริยสัจ 4 และอริยมรรคมี องค์ 8 โดยเน้นเรื่องไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาเป็นต้น
หลักธรรมของพุทธศาสนาจึงต่างจากหลักธรรมคำสอนของเหล่าศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่มุ่งเน้นในการให้เอกภาพต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เป็นสารธรรมหลัก เมื่อการเป็นเช่นนี้เราในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธาก็จะไม่ก้าวล่วงในความเชื่อของพุทธศาสนิกชนในเรื่องของพระศรีอารยเมตไตรยด้วยการสรุปหรือกล่าวอ้างว่านั่นคือนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยชี้ชัดเช่นนั้น คงทำได้เพียงการตั้งข้อสังเกตเท่านั้น
โดย: อาลี เสือสมิง
alisuasaming.org
ที่มา:http://islamhouse.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=48&id=20659