เริ่มจากประวัติตัวเองก่อนนะคะ ปัจจุบันไม่มีงานประจำที่รับเงินเดือนแล้ว ทำธุรกิจร้านกาแฟ สเต๊ก กับครอบครัว สถานะภาพมีแฟน แต่เรียกว่าโสด ปัญหาชีวิตมากมาย แม่เลยอยากให้ไปดูว่าที่เยอรมันเค้าอยู่ เค้าทำมาหากินอะไรกัน (แม่เคยไปอยู่มาแล้ว 14 ปี แต่กลับมาอยู่ไทยได้ 6 ปีแล้ว) เพราะในความคิดแม่ อยู่ที่นั่นชีวิตคงจะดีขึ้นกว่าเดิม มีเงินใช้หนี้ใช้สินเค้า ไม่เหมือนเศรษฐกิจบ้านเราในตอนนี้ เข้าเรื่องเลยนะคะ เรามีญาติอยู่เยอรมัน 2 คน การไปเยอรมันครั้งนี้เลยต้องการหนังสือเชิญจากญาติ เพื่อจะได้เป็นหลักฐานประกอบ เอกสารที่เตรียมไปมีประมาณนี้นะคะ บางอย่างก็เตรียมเผื่อๆ ไป ให้แน่นไว้ก่อน
1. หนังสือเดินทาง (ถ่ายสำเนา)
2. บัตรประชาชน (ถ่ายสำเนา)
3. ทะเบียนบ้าน (ถ่ายสำเนา)
4. ใบเกิด (ถ่ายสำเนา)
5. เอกสารประกันสำหรับเดินทาง (ด้วยความไม่รู้ว่าจะไปนานไหม ทำประกันแค่ 1 เดือน) (ถ่ายสำเนา)
6. หนังสือเชิญจากเยอรมัน (แฟนพี่สาวทำเชิญให้) (ถ่ายสำเนา)
7. หนังสือการขอลาหยุดจากกิจการครอบครัว (แต่งเอง และให้เพื่อนน้องชายแปลให้) (ถ่ายสำเนา)
8. รูปถ่ายร้านที่มีตัวเรา และครอบครัวด้วย (ตัวจริง)
9. ทะเบียนการค้าที่จดโดยน้องชาย (ถ่ายสำเนา)
10. รายการเดินบัญชีย้อนหลังตัวเอง (ถ่ายสำเนา) **เงินในบัญชีเหลือ 600 กว่าบาท** แต่ใช้เดินบัญชีรวมๆ เยอะมากหลักแสนหลักล้าน
11. เอกสารของพี่สาว บัตรประจำตัวประชาชนของเยอรมัน (ถ่ายสำเนา)
12. หนังสือเดินทางพี่สาว (ถ่ายสำเนา)
13. หนังสือเดินทางของคนออกหนังสือเชิญ (แฟนพี่สาว) (ถ่ายสำเนา)
14. ใบเปลี่ยนนามสกุล (ถ่ายสำเนา)
***มีแค่นี้ค่ะ (เยอะเลยใช่ไหมคะ)
เอกสารครบแล้วก็โทรนัดสถานฑูต ได้คิววันที่ 7 ส.ค. 58 เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จะให้โค๊ตนัดหมายกับเรามา เพื่อมายื่นวันที่ขอวีซ่า
เช้าวันนั้นตื่นเต้นมากๆๆ ค่ะ เพราะอ่านใน internet มาเยอะ ชื่อเสียงล่ำลือในทางลบของสถานฑูตเยอรมันสารพัด ต่างๆ นาๆ คืนก่อนที่จะไปทำวีซ่า เรากับพี่สาวพักโรงแรมอยู่แถว สุขุมวิท ซ.4 เช้าวันที่ 7 เริ่มออกเดินทางออกจาก ร.ร. ตั้งแต่ 7.00 น. ถึงหน้าสถานฑูต 7.15 ก็ได้เข้าไปได้เลย โดยด่านแรกที่เจอ คือ รปภ. ขอดูกระเป๋า ขอดูโทรศัพท์ว่าเราปิดเครื่องจริงไหม แล้วเอาไปวางที่โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่อีกส่วนดูอีกครั้ง แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่อีกคนเอาโทรศัพท์เราฝากไว้ในช่องเก็บของ แล้วเอาหมายเลขฝากให้เรามา จากนั้นก็ไปต่อคิว (อันนี้ไม่รู้ว่าเค้าต่อคิวกันทำไม ก็ยืนต่อไปกับเค้า) พอถึงคิวเราเค้าขอดูโค๊ดที่นัดไว้ เราก็บอกเจ้าหน้าที่ไป กลัวเค้าไม่ได้ยินเลยโชว์ให้เค้าดูผ่านกระจกด้วยว่าถูกไหม และได้ใบเล็กๆ ขาวๆ มาเขียนรายละเอียดของเราและช่องที่จะเข้าไปสัมภาษณ์ เราได้ช่อง 8
ตั้งแต่เดินเข้ามายังไม่เจอใครวีน หรือเหวี่ยงอะไรเลยนะคะ เสร็จจากการบอกโค๊ดแล้วได้ใบขาวๆ เล็กๆ มา 1ใบก็เดินหาที่ถ่ายรูปค่ะ เพราะไม่ได้ถ่ายไป 4 รูป 180 บาท แต่เจ้าหน้าที่เค้าปริ้นมาซ้ำวันนั้นเราเลยได้ 8 รูป แต่ใครจะเก็บไว้อายมากๆ รุปถ่ายตามสภาพ ไม่มีการตกแต่งใดๆ ทีนี้มาถึงขั้นตอนสำคัญ ยืนมองอยู่พักนึกแปลกใจ ทำไมถึงมีกลุ่มโต๊ะตรงกลางอาคารให้นั่งกรอกเอกสารกัน แต่ก็ไม่ได้สนใจ แต่มีเจ้าหน้าที่ ที่ตั้งโต๊ะๆ ใกล้ๆ ถ่ายรูปด่วน โต๊ะนี้ก็เป็นโต๊ะที่รับจ้างกรอกรายละเอียดคำขอวีซ่านั่นเอง เราก็ไปยืนรอ มีลุงคนแก่ๆ กำลังดำเนินเรื่องอยู่ก่อนหน้าเรา ได้ยินเจ้าหน้าที่พูดว่า "ขอเอกสารหนังสือเดินทาง บัตรประชาชนตัวจริงแล้ววางไว้คะ" (น้ำเสียงแย่มากๆ) ลุงถามกลับไปว่า "เอาสำเนาด้วยไหมครับ" (ธรรมดาคนแก่ก็ต้องย่ำนั่นแหละเข้าใจค่ะ) แต่ เจ้าหน้าที่มองหน้าแล้วพูดว่า "ขอเอกสารหนังสือเดินทาง บัตรประชาชาตัวจริง ชัดเจนไหม" (นั่นไงล่ะ เสียงแข็งมากๆๆ เป็นตามคำล่ำลือสำหรับโต๊ะนี้) เอาล่ะ พอถึงเรา นึกในใจอย่าทำให้หล่อนอารมเสีย ได้ยินแล้วนี่ ว่าเค้าจะเอาตัวจริง เลยเตรียมไว้เลย เรายื่นเลยค่ะ ไม่ต้องขอวางไว้บนโต๊ะ เจ้าหน้าที่ก็เอามากรอกข้อมูล ถามๆๆ เราก็ตอบๆๆ พอใกล้จะเสร็จเค้าถามว่า "เอกสารสำเนาจะให้เรียงให้ไหม ถ้าจะให้เรียงให้ก็วางเฉพาะสำเนาแล้วเอาขวดวางทับไว้ ถ้าไม่ให้เรียงก็ไม่ต้องวาง" แล้วก็เอาขวดเตี้ยๆ (ประมาณขวดยาลม ยาหอมวาง ตึ้ง!) วางที่โต๊ะ เราก็มองหน้ากับพี่สาวเอาไงดีเรียงเองดีไหม (กระซิบกัน) เพราะส่วนหนึ่งก็ดูมาจากเว็บ ของสถานฑูตบ้างแล้ว ว่าเรียงยังไง แต่เพื่อความชัวร์ เราเลยบอกให้เค้าเรียงให้พร้อมทั้งวางสำเนาทั้งหมด พร้อมรูปถ่าย 2 ใบ เจ้าหน้าที่กรอกคำร้องเสร็จก็มาเรียงเอกสารให้ แต่ในขณะนั้น มีคนที่ต่อคิวเรา ด้วยความที่ไม่ได้ฟังอะไรมาถึงวางเอกสารบนโต๊ะเลย เจ้าหน้าที่เลยมองหน้านิ่งๆ แล้วบอกว่า"ยังไม่เสร็จรอคิวเอาออกไปค่ะ" ตาขวางๆ หน่อย เสร็จสิ้นจนถึงขั้นตอนนี้เราใช้เวลา 25 นาที เวลา ณ.ตอนนั้น 7.45 น.
เราก็นั่งรอเค้าเรียกเข้าห้องไปสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะประกาศเรียกทีละครึ่ง ชม. คิว 8.00 คิว 8.30 พอเค้าเรียกคิว 8.30 ให้เข้าห้อง เราก็เดินเข้าไปตามโค๊ดใบเล็กๆ ที่เค้าแจ้งคือช่อง 8 ในห้องนั่นมีช่องสัมภาษณ์เป็น 10 ช่อง แบบมองซ้ายมองขวา ว่าจะต้องทำไง ไปยืนหน้าช่อง 8 (เจอเจ้าหน้าที่สาวๆ สวยๆ ค่ะ) เค้าบอกว่าให้หย่อนใบที่จดโค๊ดลงช่องข้างหน้าค่ะ พูดเสียงนิ่มๆ เราก็ทำตาม แล้วก็เตรียมจะเดินหาที่นั่ง ยังไม่ถึงเก้าอี้เลย เจ้าหน้าที่ช่อง 8 ประกาศเรียกชื่อเรา แล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้เราหย่อนเอกสารทั้งหมดที่เราเตรียมไว้ใส่ช่องด้านหน้า แล้วก็เริ่มยืนสัมภาษณ์กัน โดยผ่านไมค์เล็กๆ พูดรอดเสียงกันไปมา เชื่อว่าคนที่นั่งรอ และช่องข้างๆ เราก็คงจะได้ยินสัมภาษณ์ เริ่มสัมภาษณ์ที่จำได้คร่าวๆ นะคะ
1. เคยขอวีซ่ามาก่อนไหม : ไม่เคยค่ะ
2. เคยถูกปฏิเสธวีซ่าไหม : ไม่เคยค่ะ
3. สถานะภาพ : โสดค่ะ
4. มีบุตรไหม : ไม่มีค่ะ
5. ขอวีซ่าไปทำอะไร : เยี่ยมญาติค่ะ
6. ไปเมื่อไหร่ กลับเมื่อไหร่ : ไปวันที่ 4 ก.ย. - 30 ต.ค. 58 รวมๆ 57 วัน
แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไปเจอเอกสารเกี่ยวกับการทำร้านกาแฟ และรูปถ่าย แล้วถามต่อ
7. ทำตำแหน่งอะไร : ช่วยเกือบทุกอย่างค่ะ
8. กี่ปีแล้ว : 5 ปีค่ะ
9. คนจดทะเบียนการค้าเป็นอะไรกัน : น้องชายค่ะ
แต่ทำไมคนละนามสกุล : เปลี่ยนมาใช้นามสกุลแม่ 10 ปีแล้วค่ะ
10. แล้วถามซ้ำอีก ว่าเราทำหน้าที่อะไรในร้าน : ก็อธิบายไปทุกอย่าง ไล่ไปตั้งแต่ล้างจาน ทำอาหาร ชงกาแฟ เสริฟ โฆษณาร้านในเพจ ออกแบบ และ ตกแต่งร้าน
11. คนออกหนังสือเชิญเป็นไรกัน : เป็นแฟนพี่สาวค่ะ
12. มีหลักฐานอะไรระบุไหมว่าเป็นญาติกัน : เราเลยเรียกพี่สาวให้มาช่วยตอบอธิบายที พี่สาวบอกว่านามสกุลเดียวกัน เจ้าหน้าที่บอกว่า "แต่ในนี้ไม่ใช่" พี่เราอารมณ์ขึ้นเลย แล้วตอบว่า "ตอนนี้จดทะเบียนแล้วจะใช้นามสกุลเดิมได้หรือคะ" เจ้าหน้าที่ถามว่า "เอาทะเบียนบ้าน หรือบัตรประชาชนไทยมาไหม" "พี่เราบอกทะเบียนบ้านไม่ได้เอามา ส่วนบัตรประชาชนก็เปลี่ยนนามสกุลแล้ว" เจ้าหน้าที่บอก "ไม่เป็นไรค่ะ"
13. รับหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ หรือ มารับเอง : ไปรษณีย์ค่ะ
ยืนสักพัก เจ้าหน้าที่บอกเสร็จแล้วค่ะ แล้วคืนเอกสารหนังสือเชิญตัวจริงมาให้แล้วบอกให้ไปที่ช่อง 2 จ่ายเเงิน 2100 ค่าทำวีซ่า
พอไปจ่ายเงินช่อง 2 เสร็จเจ้าหน้าที่ให้ออกไปซื้อซองไปรษณีย์ข้างนอกอีก 110 บาท แล้วเอากลับมายื่นให้กับโต๊ะด้านใน ขั้นตอนสุดท้ายเราก็เอาซองมายื่นที่โต๊ะแล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "เก็บกระเป๋ารอเลย" (พูดหยอกเล่น) พี่สาวถามเจ้าหน้าที่กี่วันรู้ผล เค้าบอก 3-5 วันทำการ พอดีเราไปวันศุกร์ก็เลยคิดว่าน่าจะรู้เรื่องศุกร์หน้าอีกที
**สรุปนะคะ สถานฑูตไม่ได้ดุ หรือ โหดร้ายอะไรอย่างที่คิด หรือที่อ่านมาเลยค่ะ สงสัยเป็นที่โชคดีด้วยค่ะ เรากลับบ้านมานั่งรอหน้งสือเดินทางทางไปรษณีย์ สิ่งที่คิดคืออาจจะไม่ผ่านเพราะ
1. เวลาการขอประกันน้อยกว่า การขอไปพำนักอยู่ที่เยอรมัน (ขอไปเกือบ 2 เดือน แต่ประกันชีวิตแค่ 1 เดือน)
2. เหมือนเจ้าหน้าที่จะสงสัยเรื่องการทำหน้าที่ในร้านว่าเราทำจริงไหม
3. ไม่ได้เตรียมเอกสารรูปถ่ายการยืนยันตัวตนว่า พี่สาว (ลูกพี่ลูกน้อง) กับเราเป็นญาติกัน
4. อันนี้ก็อ่านมาเหมือนกันว่าขอไปนานๆ อาจจะไม่ผ่าน
ต่ออีกหน่อยค่ะ แจ้งผลให้ทราบกัน
วันที่ทำวีซ่าเราได้เลข EMS มาด้วย เราเลยเช็คจากในเน็ทดูตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10 ส.ค. ก็ยังไม่มีในระบบ 11 ส.ค. ก็ยังไม่มีในระบบ พอวันที่ 12 ส.ค. เช็คแล้ว ดีใจมากค่ะ ส่งมาในระบบตั้งแต่ 11 ส.ค. ช่วง เที่ยงกว่าๆ สรุปวันนนี้ 12 ส.ค. ต้องอยู่ไปรษณีย์บ้านเราแล้วล่ะ ตื่นเต้นสุดๆๆๆๆๆ แต่มันเป็นวันหยุดทำไรไม่ได้ 13 ส.ค. ให้น้องชายไปรอที่ไปรษณีย์ตั้งแต่ยังไม่ 8.00 น. พอดีไปรษณีย์รุ้จักกัน เลยรีบค้นให้ก่อน พอได้ซองมา เปิดซอง เปิดหนังสือเดินทาง สรุป.................ผ่านค่ะ.................... ได้วีซ่าเกินที่ขอไปนิดนึงคือ 4 ก.ย. - 2 พ.ย. 58 ค่ะ (2 เดือนเต็ม)
ประสบการณ์ครั้งนี้ใช้เวลาเตรียมเอกสารและ ตื่นเต้นมาตลอด 2 เดือนค่ะ ทั้งใบเกิดหายก็ต้องไปขอค้นที่อำเภอ 3 ที่ เพราะหาใบเกิดเราไม่เจอ พ่อกับแม่ไม่แน่ใจว่าแจ้งเกิดที่ไหน ใบเปลี่ยนนามสกุล มาใช้นามกสุลแม่เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็หาย ก็ต้องไปขอค้นที่เทศบาลอีก เรื่องเยอะมากๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นแบบนี้หรือเปล่านะคะ........สุดท้ายเราก็ได้ไปสักที
ประสบการณ์การขอวีซ่าเยี่ยมเยียน ของสถานฑูตเยอรมัน
1. หนังสือเดินทาง (ถ่ายสำเนา)
2. บัตรประชาชน (ถ่ายสำเนา)
3. ทะเบียนบ้าน (ถ่ายสำเนา)
4. ใบเกิด (ถ่ายสำเนา)
5. เอกสารประกันสำหรับเดินทาง (ด้วยความไม่รู้ว่าจะไปนานไหม ทำประกันแค่ 1 เดือน) (ถ่ายสำเนา)
6. หนังสือเชิญจากเยอรมัน (แฟนพี่สาวทำเชิญให้) (ถ่ายสำเนา)
7. หนังสือการขอลาหยุดจากกิจการครอบครัว (แต่งเอง และให้เพื่อนน้องชายแปลให้) (ถ่ายสำเนา)
8. รูปถ่ายร้านที่มีตัวเรา และครอบครัวด้วย (ตัวจริง)
9. ทะเบียนการค้าที่จดโดยน้องชาย (ถ่ายสำเนา)
10. รายการเดินบัญชีย้อนหลังตัวเอง (ถ่ายสำเนา) **เงินในบัญชีเหลือ 600 กว่าบาท** แต่ใช้เดินบัญชีรวมๆ เยอะมากหลักแสนหลักล้าน
11. เอกสารของพี่สาว บัตรประจำตัวประชาชนของเยอรมัน (ถ่ายสำเนา)
12. หนังสือเดินทางพี่สาว (ถ่ายสำเนา)
13. หนังสือเดินทางของคนออกหนังสือเชิญ (แฟนพี่สาว) (ถ่ายสำเนา)
14. ใบเปลี่ยนนามสกุล (ถ่ายสำเนา)
***มีแค่นี้ค่ะ (เยอะเลยใช่ไหมคะ)
เอกสารครบแล้วก็โทรนัดสถานฑูต ได้คิววันที่ 7 ส.ค. 58 เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จะให้โค๊ตนัดหมายกับเรามา เพื่อมายื่นวันที่ขอวีซ่า
เช้าวันนั้นตื่นเต้นมากๆๆ ค่ะ เพราะอ่านใน internet มาเยอะ ชื่อเสียงล่ำลือในทางลบของสถานฑูตเยอรมันสารพัด ต่างๆ นาๆ คืนก่อนที่จะไปทำวีซ่า เรากับพี่สาวพักโรงแรมอยู่แถว สุขุมวิท ซ.4 เช้าวันที่ 7 เริ่มออกเดินทางออกจาก ร.ร. ตั้งแต่ 7.00 น. ถึงหน้าสถานฑูต 7.15 ก็ได้เข้าไปได้เลย โดยด่านแรกที่เจอ คือ รปภ. ขอดูกระเป๋า ขอดูโทรศัพท์ว่าเราปิดเครื่องจริงไหม แล้วเอาไปวางที่โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่อีกส่วนดูอีกครั้ง แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่อีกคนเอาโทรศัพท์เราฝากไว้ในช่องเก็บของ แล้วเอาหมายเลขฝากให้เรามา จากนั้นก็ไปต่อคิว (อันนี้ไม่รู้ว่าเค้าต่อคิวกันทำไม ก็ยืนต่อไปกับเค้า) พอถึงคิวเราเค้าขอดูโค๊ดที่นัดไว้ เราก็บอกเจ้าหน้าที่ไป กลัวเค้าไม่ได้ยินเลยโชว์ให้เค้าดูผ่านกระจกด้วยว่าถูกไหม และได้ใบเล็กๆ ขาวๆ มาเขียนรายละเอียดของเราและช่องที่จะเข้าไปสัมภาษณ์ เราได้ช่อง 8
ตั้งแต่เดินเข้ามายังไม่เจอใครวีน หรือเหวี่ยงอะไรเลยนะคะ เสร็จจากการบอกโค๊ดแล้วได้ใบขาวๆ เล็กๆ มา 1ใบก็เดินหาที่ถ่ายรูปค่ะ เพราะไม่ได้ถ่ายไป 4 รูป 180 บาท แต่เจ้าหน้าที่เค้าปริ้นมาซ้ำวันนั้นเราเลยได้ 8 รูป แต่ใครจะเก็บไว้อายมากๆ รุปถ่ายตามสภาพ ไม่มีการตกแต่งใดๆ ทีนี้มาถึงขั้นตอนสำคัญ ยืนมองอยู่พักนึกแปลกใจ ทำไมถึงมีกลุ่มโต๊ะตรงกลางอาคารให้นั่งกรอกเอกสารกัน แต่ก็ไม่ได้สนใจ แต่มีเจ้าหน้าที่ ที่ตั้งโต๊ะๆ ใกล้ๆ ถ่ายรูปด่วน โต๊ะนี้ก็เป็นโต๊ะที่รับจ้างกรอกรายละเอียดคำขอวีซ่านั่นเอง เราก็ไปยืนรอ มีลุงคนแก่ๆ กำลังดำเนินเรื่องอยู่ก่อนหน้าเรา ได้ยินเจ้าหน้าที่พูดว่า "ขอเอกสารหนังสือเดินทาง บัตรประชาชนตัวจริงแล้ววางไว้คะ" (น้ำเสียงแย่มากๆ) ลุงถามกลับไปว่า "เอาสำเนาด้วยไหมครับ" (ธรรมดาคนแก่ก็ต้องย่ำนั่นแหละเข้าใจค่ะ) แต่ เจ้าหน้าที่มองหน้าแล้วพูดว่า "ขอเอกสารหนังสือเดินทาง บัตรประชาชาตัวจริง ชัดเจนไหม" (นั่นไงล่ะ เสียงแข็งมากๆๆ เป็นตามคำล่ำลือสำหรับโต๊ะนี้) เอาล่ะ พอถึงเรา นึกในใจอย่าทำให้หล่อนอารมเสีย ได้ยินแล้วนี่ ว่าเค้าจะเอาตัวจริง เลยเตรียมไว้เลย เรายื่นเลยค่ะ ไม่ต้องขอวางไว้บนโต๊ะ เจ้าหน้าที่ก็เอามากรอกข้อมูล ถามๆๆ เราก็ตอบๆๆ พอใกล้จะเสร็จเค้าถามว่า "เอกสารสำเนาจะให้เรียงให้ไหม ถ้าจะให้เรียงให้ก็วางเฉพาะสำเนาแล้วเอาขวดวางทับไว้ ถ้าไม่ให้เรียงก็ไม่ต้องวาง" แล้วก็เอาขวดเตี้ยๆ (ประมาณขวดยาลม ยาหอมวาง ตึ้ง!) วางที่โต๊ะ เราก็มองหน้ากับพี่สาวเอาไงดีเรียงเองดีไหม (กระซิบกัน) เพราะส่วนหนึ่งก็ดูมาจากเว็บ ของสถานฑูตบ้างแล้ว ว่าเรียงยังไง แต่เพื่อความชัวร์ เราเลยบอกให้เค้าเรียงให้พร้อมทั้งวางสำเนาทั้งหมด พร้อมรูปถ่าย 2 ใบ เจ้าหน้าที่กรอกคำร้องเสร็จก็มาเรียงเอกสารให้ แต่ในขณะนั้น มีคนที่ต่อคิวเรา ด้วยความที่ไม่ได้ฟังอะไรมาถึงวางเอกสารบนโต๊ะเลย เจ้าหน้าที่เลยมองหน้านิ่งๆ แล้วบอกว่า"ยังไม่เสร็จรอคิวเอาออกไปค่ะ" ตาขวางๆ หน่อย เสร็จสิ้นจนถึงขั้นตอนนี้เราใช้เวลา 25 นาที เวลา ณ.ตอนนั้น 7.45 น.
เราก็นั่งรอเค้าเรียกเข้าห้องไปสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะประกาศเรียกทีละครึ่ง ชม. คิว 8.00 คิว 8.30 พอเค้าเรียกคิว 8.30 ให้เข้าห้อง เราก็เดินเข้าไปตามโค๊ดใบเล็กๆ ที่เค้าแจ้งคือช่อง 8 ในห้องนั่นมีช่องสัมภาษณ์เป็น 10 ช่อง แบบมองซ้ายมองขวา ว่าจะต้องทำไง ไปยืนหน้าช่อง 8 (เจอเจ้าหน้าที่สาวๆ สวยๆ ค่ะ) เค้าบอกว่าให้หย่อนใบที่จดโค๊ดลงช่องข้างหน้าค่ะ พูดเสียงนิ่มๆ เราก็ทำตาม แล้วก็เตรียมจะเดินหาที่นั่ง ยังไม่ถึงเก้าอี้เลย เจ้าหน้าที่ช่อง 8 ประกาศเรียกชื่อเรา แล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้เราหย่อนเอกสารทั้งหมดที่เราเตรียมไว้ใส่ช่องด้านหน้า แล้วก็เริ่มยืนสัมภาษณ์กัน โดยผ่านไมค์เล็กๆ พูดรอดเสียงกันไปมา เชื่อว่าคนที่นั่งรอ และช่องข้างๆ เราก็คงจะได้ยินสัมภาษณ์ เริ่มสัมภาษณ์ที่จำได้คร่าวๆ นะคะ
1. เคยขอวีซ่ามาก่อนไหม : ไม่เคยค่ะ
2. เคยถูกปฏิเสธวีซ่าไหม : ไม่เคยค่ะ
3. สถานะภาพ : โสดค่ะ
4. มีบุตรไหม : ไม่มีค่ะ
5. ขอวีซ่าไปทำอะไร : เยี่ยมญาติค่ะ
6. ไปเมื่อไหร่ กลับเมื่อไหร่ : ไปวันที่ 4 ก.ย. - 30 ต.ค. 58 รวมๆ 57 วัน
แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไปเจอเอกสารเกี่ยวกับการทำร้านกาแฟ และรูปถ่าย แล้วถามต่อ
7. ทำตำแหน่งอะไร : ช่วยเกือบทุกอย่างค่ะ
8. กี่ปีแล้ว : 5 ปีค่ะ
9. คนจดทะเบียนการค้าเป็นอะไรกัน : น้องชายค่ะ
แต่ทำไมคนละนามสกุล : เปลี่ยนมาใช้นามสกุลแม่ 10 ปีแล้วค่ะ
10. แล้วถามซ้ำอีก ว่าเราทำหน้าที่อะไรในร้าน : ก็อธิบายไปทุกอย่าง ไล่ไปตั้งแต่ล้างจาน ทำอาหาร ชงกาแฟ เสริฟ โฆษณาร้านในเพจ ออกแบบ และ ตกแต่งร้าน
11. คนออกหนังสือเชิญเป็นไรกัน : เป็นแฟนพี่สาวค่ะ
12. มีหลักฐานอะไรระบุไหมว่าเป็นญาติกัน : เราเลยเรียกพี่สาวให้มาช่วยตอบอธิบายที พี่สาวบอกว่านามสกุลเดียวกัน เจ้าหน้าที่บอกว่า "แต่ในนี้ไม่ใช่" พี่เราอารมณ์ขึ้นเลย แล้วตอบว่า "ตอนนี้จดทะเบียนแล้วจะใช้นามสกุลเดิมได้หรือคะ" เจ้าหน้าที่ถามว่า "เอาทะเบียนบ้าน หรือบัตรประชาชนไทยมาไหม" "พี่เราบอกทะเบียนบ้านไม่ได้เอามา ส่วนบัตรประชาชนก็เปลี่ยนนามสกุลแล้ว" เจ้าหน้าที่บอก "ไม่เป็นไรค่ะ"
13. รับหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ หรือ มารับเอง : ไปรษณีย์ค่ะ
ยืนสักพัก เจ้าหน้าที่บอกเสร็จแล้วค่ะ แล้วคืนเอกสารหนังสือเชิญตัวจริงมาให้แล้วบอกให้ไปที่ช่อง 2 จ่ายเเงิน 2100 ค่าทำวีซ่า
พอไปจ่ายเงินช่อง 2 เสร็จเจ้าหน้าที่ให้ออกไปซื้อซองไปรษณีย์ข้างนอกอีก 110 บาท แล้วเอากลับมายื่นให้กับโต๊ะด้านใน ขั้นตอนสุดท้ายเราก็เอาซองมายื่นที่โต๊ะแล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "เก็บกระเป๋ารอเลย" (พูดหยอกเล่น) พี่สาวถามเจ้าหน้าที่กี่วันรู้ผล เค้าบอก 3-5 วันทำการ พอดีเราไปวันศุกร์ก็เลยคิดว่าน่าจะรู้เรื่องศุกร์หน้าอีกที
**สรุปนะคะ สถานฑูตไม่ได้ดุ หรือ โหดร้ายอะไรอย่างที่คิด หรือที่อ่านมาเลยค่ะ สงสัยเป็นที่โชคดีด้วยค่ะ เรากลับบ้านมานั่งรอหน้งสือเดินทางทางไปรษณีย์ สิ่งที่คิดคืออาจจะไม่ผ่านเพราะ
1. เวลาการขอประกันน้อยกว่า การขอไปพำนักอยู่ที่เยอรมัน (ขอไปเกือบ 2 เดือน แต่ประกันชีวิตแค่ 1 เดือน)
2. เหมือนเจ้าหน้าที่จะสงสัยเรื่องการทำหน้าที่ในร้านว่าเราทำจริงไหม
3. ไม่ได้เตรียมเอกสารรูปถ่ายการยืนยันตัวตนว่า พี่สาว (ลูกพี่ลูกน้อง) กับเราเป็นญาติกัน
4. อันนี้ก็อ่านมาเหมือนกันว่าขอไปนานๆ อาจจะไม่ผ่าน
ต่ออีกหน่อยค่ะ แจ้งผลให้ทราบกัน
วันที่ทำวีซ่าเราได้เลข EMS มาด้วย เราเลยเช็คจากในเน็ทดูตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10 ส.ค. ก็ยังไม่มีในระบบ 11 ส.ค. ก็ยังไม่มีในระบบ พอวันที่ 12 ส.ค. เช็คแล้ว ดีใจมากค่ะ ส่งมาในระบบตั้งแต่ 11 ส.ค. ช่วง เที่ยงกว่าๆ สรุปวันนนี้ 12 ส.ค. ต้องอยู่ไปรษณีย์บ้านเราแล้วล่ะ ตื่นเต้นสุดๆๆๆๆๆ แต่มันเป็นวันหยุดทำไรไม่ได้ 13 ส.ค. ให้น้องชายไปรอที่ไปรษณีย์ตั้งแต่ยังไม่ 8.00 น. พอดีไปรษณีย์รุ้จักกัน เลยรีบค้นให้ก่อน พอได้ซองมา เปิดซอง เปิดหนังสือเดินทาง สรุป.................ผ่านค่ะ.................... ได้วีซ่าเกินที่ขอไปนิดนึงคือ 4 ก.ย. - 2 พ.ย. 58 ค่ะ (2 เดือนเต็ม)
ประสบการณ์ครั้งนี้ใช้เวลาเตรียมเอกสารและ ตื่นเต้นมาตลอด 2 เดือนค่ะ ทั้งใบเกิดหายก็ต้องไปขอค้นที่อำเภอ 3 ที่ เพราะหาใบเกิดเราไม่เจอ พ่อกับแม่ไม่แน่ใจว่าแจ้งเกิดที่ไหน ใบเปลี่ยนนามสกุล มาใช้นามกสุลแม่เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็หาย ก็ต้องไปขอค้นที่เทศบาลอีก เรื่องเยอะมากๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นแบบนี้หรือเปล่านะคะ........สุดท้ายเราก็ได้ไปสักที