>>สาระ<< รอยสัก "ตะพุ่นหญ้าช้าง" ของพ่อเหม

กระทู้สนทนา
ดูละครแล้วสงสัยค่ะว่าตะพุ่นหญ้าช้างคืออะไร
เลยไปค้นดู แล้วเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆค่า เพราะน่าจะมีคนสงสัยเหมือนกันนะ อิอิ
จาก [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

"ตะพุ่นหญ้าช้าง"

โทษทัณฑ์ในสมัยโบราณที่หนักหนาสาหัสขึ้นไปอีกชั้นแต่ไม่ถึงขั้นถูกประหารชีวิตก็คือถูกลงพระราชอาญาให้ไปเป็น "ตะพุ่นหญ้าช้าง" อย่างไม่กำหนดเวลา คือเป็นคนหาหญ้ามาเลี้ยงช้างนั่นเอง

ในสมัยโบราณช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่ใช้ในยามเกิดศึกสงคราม มีทั้งช้างศึกซึ่งถูกฝึกให้สู้รบโดยตรงและช้างที่ใช้เป็นพาหนะบรรทุกเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์หรือให้ชักลากปืนใหญ่ ดังนั้นจึงต้องใช้ช้างเป็นจำนวนมากในกองทัพ ซึ่งภาระการเลี้ยงดูช้างจึงเป็นงานที่หนักเอาการเพราะช้างแต่ละตัวต้องการหญ้าและพืชผักผลไม้ในแต่ละวันจำนวนมาก

ภาระนี้จึงตกเป็นของ "ตะพุ่นหญ้าช้าง" ซึ่งต้องไปหาหญ้าและพืชผักมาให้ช้างกิน ช้างตัวหนึ่งจะมีตะพุ่นหญ้าช้างคอยดูแลรับผิดชอบตั้งแต่ 2-3 คนขึ้นไป

ตะพุ่นหญ้าช้างไม่มีรายได้ใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ข้าวปลาอาหารการกินก็ต้องไปเอาจากที่บ้านมากินเอง การทำงานออกไปเกี่ยวหญ้าหาพืชผักต้องเริ่มต้นตั้งแต่เช้า ได้หญ้าได้พืชผักอาหารของช้างมาแล้วก็ต้องแบกหามกลับมาที่โรงช้าง เวลาควาญนำช้างออกไปอาบน้ำที่แม่น้ำตะพุ่นก็ต้องตามไปอาบน้ำให้ช้างด้วย เมื่อช้างกลับเข้าโรงแล้วจึงจะเสร็จสิ้นภาระในวันนั้น

การถูกลงโทษให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างจะเรียกว่าเป็นโทษหนักระดับปานกลางคงพอได้ เพราะไม่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแม้จะมีอิสระสามารถออกไปสู่โลกภายนอกได้ เวลาไปเกี่ยวหญ้าหาอาหารให้ช้าง แต่จะฉวยโอกาสหนีไปอยู่กับลูกเมียที่บ้านชั่วพักชั่วครู่ไม่ได้ เนื่องจากมีผู้คุมไปคอยกำกับดูแล และต้องทำงานไม่หยุดมือตลอดเวลา ถึงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องรักษาไปตามยถากรรม ยิ่งคนที่ถูกพิพากษาลงโทษให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างตลอดชีวิต ถือว่าเป็นบาปเคราะห์อันสาหัสทีเดียว เพราะกลายเป็นชีวิตที่ไร้ค่าตราบสิ้นลมหายใจ

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มีผู้ถูกลงโทษให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างตลอดชีวิตคนหนึ่งซึ่งขอยกมาเป็นตัวอย่าง บุคคลผู้นี้มีอดีตเป็นพระเถระระดับพระราชคณะ มีสมณะศักดิ์ที่ พระเทพโมฬี นามเดิมว่า "ผึ้ง" จำพรรษาที่วัดราชบูรณะหรือวัดเลียบ ท่านผู้นี้สอบได้เปรียญ 8 ประโยคและมีความรู้ในด้านหนังสือขั้นสูง ถึงกับแต่งหนังสือเรียนเล่มหนึ่งชื่อ "ปฐมมาลา" ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ พระเทพโมฬีท่านนี้เป็นเปรียญ 8 ประโยค ได้รับพระราชทานนิตยภัทรและตาลปัตรเหลี่ยมตำแหน่งเปรียญเอกมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ 2 กระทั่งถึงรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งที่โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดพระเชตุพน พระเทพโมฬีก็มีส่วนแต่งโคลงจารึกตามเสาศาลารายด้วยภาษาสำนวนอันไพเราะคมคายยิ่ง นอกจากจะมีความสามารถทางกวีแล้วยังเทศน์ได้ดีเยี่ยม เป็นที่ต้องพระราชหฤทัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่ง

ต่อมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังจะโปรดเกล้าฯ ให้พระเทพโมฬีเข้าไปแสดงพระธรรมเทศนาในพระบรมมหาราชวัง แต่พระเทพโมฬีกลับเข้าไปถวายพระพรลาสึกเสียก่อน เป็นเหตุให้สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิโรจ

หลังจากคืนกลับมาอยู่ในเพศฆราวาสแล้วนายผึ้งก็ไปถวายตัวอยู่กับพระเจ้าลูกยาเธอกรมมื่นอมเรนทร์บดินทร์ แต่อยู่มาไม่นานก็มีผู้ฟ้องร้องกล่าวโทษนายผึ้งว่าเมื่อครั้งยังเป็นพระเทพโมฬีได้เป็นปาราชิกกับเจ้าจอมมารดาม่วงแจ้ พระสนมเอกในพระบวรราชเจ้ามหาเสนารักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 2 สังฆการีจึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระหาความจริง กระทั่งนายผึ้งยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมเสพสังวาสกับพระสนมเอกจริง ๆ จึงโปรดให้ลงพระราชอาญาสักหน้านายผึ้ง แล้วส่งไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างตราบชั่วชีวิต

ตะพุ่นหญ้าช้าง หรือ คนหาหญ้าให้ช้างกิน เป็นโทษสำหรับให้ผู้กระทำความผิดทำงานหนักตลอดระยะเวลาที่ถูกลงโทษ แต่กำหนดระยะเวลาการถูกลงโทษในสมัยโบราณไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าจะได้รับโทษนานเท่าไหร่ เช่น กี่เดือน กี่ปีจึงจะพ้นโทษ หากได้รับโทษก็เท่ากับต้องรับโทษไปเรื่อย ๆ เว้นแต่จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานอภัยโทษให้เท่านั้น

เพราะฉะนั้นผู้ที่ถูกลงโทษให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างจึงต้องรับโทษนานหลายปีจนกว่าผู้คุมและผู้มีอำนาจสูงขึ้นไปจะเกิดเมตตา เห็นว่าได้รับโทษน่าจะพอเพียงแล้วจึงทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษให้

แต่ถ้าผู้ใดถูกกำหนดโทษโห้เป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ราษฎรที่เป็นชายฉกรรจ์ (โบราณเรียกว่า "สกรรจ์" ) ยังถูกเกณฑ์ไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างด้วย เนื่องจากข้าหลวงมีเป็นจำนวนมาก กำลังนักโทษที่เป็นตะพุ่นหญ้าช้างไม่พอเพียงหาหญ้ามาให้ช้างกิน ทางการจึงต้องเกณฑ์ราษฎรมาทำหน้าที่ตะพุ่นหญ้าช้าง โดยมีกำหนดให้เข้ามารับราชการเป็นตะพุ่นหนึ่งเดือนออกหนึ่งเดือน หมายถึงเป็นตะพุ่นเดือนเว้นเดือน แต่ถ้าผู้ใดไม่ต้องการมาเป็นตะพุ่นหญ้าช้างต้องเสียเงินเข้าหลวงเป็นเงิน 9 บาทต่อปีก็จะได้รับการยกเว้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่