ปกติผมมักจะไม่ค่อยเข้าไปตอบข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิกที่คิดเห็นต่างหลายต่อหลายท่านที่มีต่อ “ทวดเอง” ไม่ใช่ไม่ให้เกียรตินะครับ แต่เป็นเพราะหลายต่อหลายครั้ง เมื่อตอบไปแล้ว มันก็ยังมาปรากฏในกระทู้ต่อๆไป ดังนั้นผมจึงคิดว่า สมควรรวบยอดมาตอบให้หายสงสัยกันเลยในกระทู้วันนี้แหละครับ
กับข้อสงสัยเรื่องที่ผมวนเวียนเขียนแต่ การด่ามาร์ค อวยปู บูชาแม้ว
ผมก็อยากบอกว่า ถ้าลำพังผมเขียนได้แค่อย่างที่เพื่อนๆเข้าใจล่ะก้อ วันนี้ผมคงไม่ต้องเปลี่ยนซิมมาไม่ต่ำกว่า 7 ซิมแล้วน่ะครับ ซิมหนึ่งเตือน 3 ครั้ง ดังนั้นอย่างน้อยผมต้องโดนลบไปไม่ต่ำกว่า 21 กระทู้แล้วนะครับ อธิบายแค่นี้หวังว่า พอจะเข้าใจนะครับ
กับข้อสงสัยที่ผมต้องใส่ชื่อ “ทวดเอง” ต่อจากชื่อหัวกระทู้
นั่นเป็นเพราะผมต้องการให้ใครที่อยากอ่านที่ผมเขียน และคนที่ต้องการต่อต้านกับที่ผมเขียน จะได้พบง่ายๆไงครับ ไม่อย่างนั้นคุณรักจริงฯอาจไม่มีโอกาสกระแนะกระแหนผมได้ทุกกระทู้หรอกครับ
ข้อสำคัญ เป็นการรับผิดชอบต่อข้อเขียนทุกข้อเขียนของผม ในยามที่ต้องหันมาใช้ตัวเลขไงครับ ไม่ต้องหาไอพี ไม่ต้องคาดเดา และก็ไม่ต้องแปลงโฉมเป็นใครให้ตีความกันวุ่นวาย อย่างนี้ไม่ดีอีกหรือครับ ใครจะเรียกตัวไปปรับทัศนคติก็จะได้ง่ายขึ้น เข้าใจไหม?
ไม่ใช่ต้องการให้ใครเห็น เพื่ออัพค่าตัวหรอกนะครับ เพราะของผมประเภทเหมาจ่ายครับ แต่ไม่ได้จ่ายกันด้วยเงินทองนะครับ เพราะผมมีเหลือเฟือ แต่ต้องจ่ายด้วย “ประชาธิปไตย”เท่านั้นครับ เห็นไหมครับ ค่าตัวของผมสูงหยอกเสียเมื่อไหร่ ดังนั้นโอกาสถูกเบี้ยวจึงมีมาก เห็นใจกันบ้างเถิดครับ
กับข้อสงสัยที่ผมเขียนแต่ความจริงด้านเดียว
นี่ผมถือว่าเป็นคำชมนะครับ ความจริงด้านเดียว แต่มันก็คือ “ความจริง” ส่วนอีกด้านผมยังไม่รู้สักทีว่ามันเป็น “ความเท็จ” หรือเปล่า เพราะยังไม่เห็นมีใครมาบอกว่า มันเป็น “ความเท็จ”ตรงไหน แล้วจะให้ผมปรับปรุงได้อย่างไรกันครับ ใครรู้ช่วยบอกที
กับข้อสงสัยที่ผมเขียนความจริงไม่หมด
อันนี้อยากบอกว่า ที่ผมเขียน มีหลายครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลบ แล้วหาซิมใหม่ จึงจำเป็นต้องเขียนในลักษณะแบบนั้น เพื่อนสมาชิกหลายท่านอ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ ว่าสิ่งที่ผมต้องการสื่อคืออะไร ส่วนเพื่อนที่อ่านไม่เข้าใจ กรุณาคิดเองบ้างนะครับ อะไรจะให้มันสำเร็จรูปเหมือนบะหมี่หรือไงครับ ระวังสมองฝ่อนะครับ ขอเตือน
กับข้อสงสัยที่ผมมักจะนำเรื่องสองเรื่องมาเปรียบเทียบกัน ทั้งๆที่มันต่างกรรมต่างวาระ
ผมก็อยากชี้แจงว่า ถ้าเป็นเรื่องเดียวกัน เกิดในเวลาเดียวกัน แล้วผมจะนำมาเปรียบเทียบหาพระแสงของ้าวทำไมกันล่ะครับ สิ่งที่ต้องนำมาเปรียบเทียบ คือ เรื่องสองเรื่องที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่เกิดขึ้นคนละครั้ง แล้วนำมาเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า ดำเนินไปตามบรรทัดฐานเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่ได้ชี้นำอะไร แค่เปรียบเทียบให้เห็น ส่วนจะเห็นว่า บรรทัดฐานเดียวกันหรือเปล่า ย่อมขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล
ยกตัวอย่างเช่น คุณยิ่งลักษณ์ถูกถอดถอนแล้วถอดถอนอีก ส่วนคุณจารุวรรณไม่สามารถถอดถอนได้ เพราะไม่มีตำแหน่งให้ถอดถอน เห็นไหมครับ มันอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันหรือเปล่า
กับข้อสงสัยผมที่มักจะเข้าใจว่าตัวเองคิดถูกเสมอ ส่วนอีกฝ่ายคิดผิดตลอดนั้น
ผมก็อยากอธิบายว่า ไม่ใช่เสมอไปนะครับ แต่มีหลายเรื่องมันมาจากสามัญสำนึกที่คิดว่า มันไม่ใช่ก็แค่นั้นเอง
อย่างการสอบสวนคดีจำนำข้าว ที่พยายามตัดพยานออก เพื่อฟ้องคดีกันอย่างรวบรัด
กับคดี 99 ศพ ที่สอบสวนกันมา 5 ปี ถึงตอนนี้ยังดีใจออกนอกหน้าที่จำเลยมีพยานใหม่เข้ามาให้ข้อมูล แบบนี้จะให้ผมเข้าใจว่า “เป็นกลาง” สามัญสำนึกบอกผมว่า “มันไม่ใช่” ส่วนสามัญสำนึกของเพื่อนที่คิดเห็นต่าง ยังมองว่า “ใช่” มันก็แล้วแต่สามัญสำนึกของแต่ละคนแล้วล่ะครับ จริงไหม
กับข้อสงสัยที่ผมมองเห็นแต่ความผิดของคนอื่น ส่วนเสื้อแดงทำอะไรไม่เคยผิด
ผมก็อยากชี้แจงว่า ผมไม่ได้มองว่าฝ่ายไหนทำผิดหรือฝ่ายไหนถูก ผมมองแค่
ฝ่ายแรกทำผิด เพราะความอัดอั้นที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยังถูกเบียดเบียนสิทธิเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่
กับฝ่ายสองทำผิด เพราะความอัดอั้นที่ไม่ได้อำนาจมาครอบครองติดต่อกันเป็นเวลานาน ความอดอยากที่ไม่สามารถหาประโยชน์จากการไม่มีอำนาจ และความหวาดกลัวที่ไม่สามารถจะปกป้องอำนาจที่เคยมี
ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องเลือกอยู่ฝ่ายแรกไงครับ เลือกที่จะเป็นคนส่วนใหญ่ที่ถูกเหยียบย่ำมาตลอด เลือกที่จะอยู่ฝ่ายที่ถูกกดหัวเสมอมา และเลือกที่จะอยู่ฝ่ายที่ทำตามกติกา เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะต้องการให้ความชอบธรรมอยู่เหนือความไม่ชอบธรรมไงเล่า
และสุดท้ายกับข้อกล่าวหาที่ว่า ผมเป็นพวกคี่ข้านักการเมือง
ผมก็คงจะชี้แจงได้เพียงว่า ด้วยการมองผ่านสองตา ด้วยการฟังผ่านสองหู และด้วยการรับรู้ผ่านสมองที่ปกติ ทำให้ผมแยกแยะออกมาได้ว่า อำนาจที่ผ่านมาตลอดร่วม 10 ปี มีคนเพียง 3 จำพวกที่ผลักกันได้อำนาจ นั่นคือ นักการเมืองจากการเลือกตั้ง 2 จำพวก และอีกจำพวกหนึ่งมาจากการลากตั้งล้วนๆ
จำพวกแรก นักการเมืองที่ดีแต่พูด เอาแต่จับผิดคนอื่น และก็ไม่เคยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็นจำพวกขี้แพ้ชวนตี โดยไม่สนใจถึงความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศ ขอแค่ได้อำนาจกลับคืนมา จะด้วยวิธีการฉ้อฉลอย่างไรก็ไม่สน
จำพวกสอง เป็นนักการเมืองที่มาจากการลากตั้ง ประโคมโหมตัวเองเป็นคนดี มาเพื่อกอบกู้ประเทศ แต่หลายครั้งปรากฏให้เห็นเด่นชัด จำพวกนี้ไม่เคยทำประโยชน์ให้กับประเทศเป็นรูปธรรมเช่นกัน อีกทั้งไม่ได้มีอะไรดีเด่นไปกว่านักการเมืองที่พวกนี้ประณามกันเลย ดังนั้นจำพวกนี้จึงเป็นเพียงกลุ่มคนที่อาศัยเกาะนิยามคำว่า “คนดี” เพื่อเข้ามาปกป้องอำนาจให้กับตัวเองกับพวกพ้องเท่านั้นเอง
สำหรับจำพวกสุดท้าย จำพวกนี้แหละครับ ที่ผมเลือกกับมือตัวเอง ไม่ใช่เพราะเป็นนายของผม ไม่ใช่เพราะให้ประโยชน์อะไรกับผมทางตรง ไม่ใช่เพราะผมถูกหลอกลวงด้วยวาทะกรรมดังเช่นสองจำพวกแรก
แต่เป็นเพราะผลงานมากมายที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ต่างหากเล่า
แต่เป็นเพราะการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกคนระดับล่างซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศไงครับ
แต่เป็นเพราะคนจำพวกนี้ที่เข้ามาตามตรอก ออกทางประตูยังไงเล่า
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น เรื่องทำความเสียหายให้กับประเทศนั้น มันก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่รอการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมที่ต้องเป็นธรรมจริงๆ
ข้อสำคัญมันยังไม่ชัดเจนเท่ากับความเสียหายจากคนสองจำพวกแรกที่ออกมาต่อต้านด้วยวิธีผิดกติกา ผิดกฎหมาย ผิดหลักประชาธิปไตย ที่ผมมองว่า เป็นความเสียหายที่ทั้งชัดเจนทั้งประเมินค่าไม่ได้ จนนำพาประเทศเข้ามาอยู่ในสถานะแบบนี้ไงล่ะครับ เอวัง.......ก็ด้วยประการฉะนี้แล
วันนี้ขออนุญาตตั้งกระทู้ตอบข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิกนะครับ--------ทวดเอง
กับข้อสงสัยเรื่องที่ผมวนเวียนเขียนแต่ การด่ามาร์ค อวยปู บูชาแม้ว
ผมก็อยากบอกว่า ถ้าลำพังผมเขียนได้แค่อย่างที่เพื่อนๆเข้าใจล่ะก้อ วันนี้ผมคงไม่ต้องเปลี่ยนซิมมาไม่ต่ำกว่า 7 ซิมแล้วน่ะครับ ซิมหนึ่งเตือน 3 ครั้ง ดังนั้นอย่างน้อยผมต้องโดนลบไปไม่ต่ำกว่า 21 กระทู้แล้วนะครับ อธิบายแค่นี้หวังว่า พอจะเข้าใจนะครับ
กับข้อสงสัยที่ผมต้องใส่ชื่อ “ทวดเอง” ต่อจากชื่อหัวกระทู้
นั่นเป็นเพราะผมต้องการให้ใครที่อยากอ่านที่ผมเขียน และคนที่ต้องการต่อต้านกับที่ผมเขียน จะได้พบง่ายๆไงครับ ไม่อย่างนั้นคุณรักจริงฯอาจไม่มีโอกาสกระแนะกระแหนผมได้ทุกกระทู้หรอกครับ
ข้อสำคัญ เป็นการรับผิดชอบต่อข้อเขียนทุกข้อเขียนของผม ในยามที่ต้องหันมาใช้ตัวเลขไงครับ ไม่ต้องหาไอพี ไม่ต้องคาดเดา และก็ไม่ต้องแปลงโฉมเป็นใครให้ตีความกันวุ่นวาย อย่างนี้ไม่ดีอีกหรือครับ ใครจะเรียกตัวไปปรับทัศนคติก็จะได้ง่ายขึ้น เข้าใจไหม?
ไม่ใช่ต้องการให้ใครเห็น เพื่ออัพค่าตัวหรอกนะครับ เพราะของผมประเภทเหมาจ่ายครับ แต่ไม่ได้จ่ายกันด้วยเงินทองนะครับ เพราะผมมีเหลือเฟือ แต่ต้องจ่ายด้วย “ประชาธิปไตย”เท่านั้นครับ เห็นไหมครับ ค่าตัวของผมสูงหยอกเสียเมื่อไหร่ ดังนั้นโอกาสถูกเบี้ยวจึงมีมาก เห็นใจกันบ้างเถิดครับ
กับข้อสงสัยที่ผมเขียนแต่ความจริงด้านเดียว
นี่ผมถือว่าเป็นคำชมนะครับ ความจริงด้านเดียว แต่มันก็คือ “ความจริง” ส่วนอีกด้านผมยังไม่รู้สักทีว่ามันเป็น “ความเท็จ” หรือเปล่า เพราะยังไม่เห็นมีใครมาบอกว่า มันเป็น “ความเท็จ”ตรงไหน แล้วจะให้ผมปรับปรุงได้อย่างไรกันครับ ใครรู้ช่วยบอกที
กับข้อสงสัยที่ผมเขียนความจริงไม่หมด
อันนี้อยากบอกว่า ที่ผมเขียน มีหลายครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลบ แล้วหาซิมใหม่ จึงจำเป็นต้องเขียนในลักษณะแบบนั้น เพื่อนสมาชิกหลายท่านอ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ ว่าสิ่งที่ผมต้องการสื่อคืออะไร ส่วนเพื่อนที่อ่านไม่เข้าใจ กรุณาคิดเองบ้างนะครับ อะไรจะให้มันสำเร็จรูปเหมือนบะหมี่หรือไงครับ ระวังสมองฝ่อนะครับ ขอเตือน
กับข้อสงสัยที่ผมมักจะนำเรื่องสองเรื่องมาเปรียบเทียบกัน ทั้งๆที่มันต่างกรรมต่างวาระ
ผมก็อยากชี้แจงว่า ถ้าเป็นเรื่องเดียวกัน เกิดในเวลาเดียวกัน แล้วผมจะนำมาเปรียบเทียบหาพระแสงของ้าวทำไมกันล่ะครับ สิ่งที่ต้องนำมาเปรียบเทียบ คือ เรื่องสองเรื่องที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่เกิดขึ้นคนละครั้ง แล้วนำมาเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า ดำเนินไปตามบรรทัดฐานเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่ได้ชี้นำอะไร แค่เปรียบเทียบให้เห็น ส่วนจะเห็นว่า บรรทัดฐานเดียวกันหรือเปล่า ย่อมขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล
ยกตัวอย่างเช่น คุณยิ่งลักษณ์ถูกถอดถอนแล้วถอดถอนอีก ส่วนคุณจารุวรรณไม่สามารถถอดถอนได้ เพราะไม่มีตำแหน่งให้ถอดถอน เห็นไหมครับ มันอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันหรือเปล่า
กับข้อสงสัยผมที่มักจะเข้าใจว่าตัวเองคิดถูกเสมอ ส่วนอีกฝ่ายคิดผิดตลอดนั้น
ผมก็อยากอธิบายว่า ไม่ใช่เสมอไปนะครับ แต่มีหลายเรื่องมันมาจากสามัญสำนึกที่คิดว่า มันไม่ใช่ก็แค่นั้นเอง
อย่างการสอบสวนคดีจำนำข้าว ที่พยายามตัดพยานออก เพื่อฟ้องคดีกันอย่างรวบรัด
กับคดี 99 ศพ ที่สอบสวนกันมา 5 ปี ถึงตอนนี้ยังดีใจออกนอกหน้าที่จำเลยมีพยานใหม่เข้ามาให้ข้อมูล แบบนี้จะให้ผมเข้าใจว่า “เป็นกลาง” สามัญสำนึกบอกผมว่า “มันไม่ใช่” ส่วนสามัญสำนึกของเพื่อนที่คิดเห็นต่าง ยังมองว่า “ใช่” มันก็แล้วแต่สามัญสำนึกของแต่ละคนแล้วล่ะครับ จริงไหม
กับข้อสงสัยที่ผมมองเห็นแต่ความผิดของคนอื่น ส่วนเสื้อแดงทำอะไรไม่เคยผิด
ผมก็อยากชี้แจงว่า ผมไม่ได้มองว่าฝ่ายไหนทำผิดหรือฝ่ายไหนถูก ผมมองแค่
ฝ่ายแรกทำผิด เพราะความอัดอั้นที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยังถูกเบียดเบียนสิทธิเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่
กับฝ่ายสองทำผิด เพราะความอัดอั้นที่ไม่ได้อำนาจมาครอบครองติดต่อกันเป็นเวลานาน ความอดอยากที่ไม่สามารถหาประโยชน์จากการไม่มีอำนาจ และความหวาดกลัวที่ไม่สามารถจะปกป้องอำนาจที่เคยมี
ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องเลือกอยู่ฝ่ายแรกไงครับ เลือกที่จะเป็นคนส่วนใหญ่ที่ถูกเหยียบย่ำมาตลอด เลือกที่จะอยู่ฝ่ายที่ถูกกดหัวเสมอมา และเลือกที่จะอยู่ฝ่ายที่ทำตามกติกา เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะต้องการให้ความชอบธรรมอยู่เหนือความไม่ชอบธรรมไงเล่า
และสุดท้ายกับข้อกล่าวหาที่ว่า ผมเป็นพวกคี่ข้านักการเมือง
ผมก็คงจะชี้แจงได้เพียงว่า ด้วยการมองผ่านสองตา ด้วยการฟังผ่านสองหู และด้วยการรับรู้ผ่านสมองที่ปกติ ทำให้ผมแยกแยะออกมาได้ว่า อำนาจที่ผ่านมาตลอดร่วม 10 ปี มีคนเพียง 3 จำพวกที่ผลักกันได้อำนาจ นั่นคือ นักการเมืองจากการเลือกตั้ง 2 จำพวก และอีกจำพวกหนึ่งมาจากการลากตั้งล้วนๆ
จำพวกแรก นักการเมืองที่ดีแต่พูด เอาแต่จับผิดคนอื่น และก็ไม่เคยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็นจำพวกขี้แพ้ชวนตี โดยไม่สนใจถึงความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศ ขอแค่ได้อำนาจกลับคืนมา จะด้วยวิธีการฉ้อฉลอย่างไรก็ไม่สน
จำพวกสอง เป็นนักการเมืองที่มาจากการลากตั้ง ประโคมโหมตัวเองเป็นคนดี มาเพื่อกอบกู้ประเทศ แต่หลายครั้งปรากฏให้เห็นเด่นชัด จำพวกนี้ไม่เคยทำประโยชน์ให้กับประเทศเป็นรูปธรรมเช่นกัน อีกทั้งไม่ได้มีอะไรดีเด่นไปกว่านักการเมืองที่พวกนี้ประณามกันเลย ดังนั้นจำพวกนี้จึงเป็นเพียงกลุ่มคนที่อาศัยเกาะนิยามคำว่า “คนดี” เพื่อเข้ามาปกป้องอำนาจให้กับตัวเองกับพวกพ้องเท่านั้นเอง
สำหรับจำพวกสุดท้าย จำพวกนี้แหละครับ ที่ผมเลือกกับมือตัวเอง ไม่ใช่เพราะเป็นนายของผม ไม่ใช่เพราะให้ประโยชน์อะไรกับผมทางตรง ไม่ใช่เพราะผมถูกหลอกลวงด้วยวาทะกรรมดังเช่นสองจำพวกแรก
แต่เป็นเพราะผลงานมากมายที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ต่างหากเล่า
แต่เป็นเพราะการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกคนระดับล่างซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศไงครับ
แต่เป็นเพราะคนจำพวกนี้ที่เข้ามาตามตรอก ออกทางประตูยังไงเล่า
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น เรื่องทำความเสียหายให้กับประเทศนั้น มันก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่รอการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมที่ต้องเป็นธรรมจริงๆ
ข้อสำคัญมันยังไม่ชัดเจนเท่ากับความเสียหายจากคนสองจำพวกแรกที่ออกมาต่อต้านด้วยวิธีผิดกติกา ผิดกฎหมาย ผิดหลักประชาธิปไตย ที่ผมมองว่า เป็นความเสียหายที่ทั้งชัดเจนทั้งประเมินค่าไม่ได้ จนนำพาประเทศเข้ามาอยู่ในสถานะแบบนี้ไงล่ะครับ เอวัง.......ก็ด้วยประการฉะนี้แล