การปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา พระ ประชาชน และสังคมไทยได้อะไร ?

กรรมการปฏิรูปศาสนา เสนอ 4 แนวทาง
ปฏิรูป-พิทักษ์กิจการพุทธศาสนา

ชี้ วัดธรรมกาย ทำหลักธรรมผิดเพี้ยน
ต้องตั้งกรรมการชำระการปฏิบัติ

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ระบุว่าต้องมีการส่งเสริมให้ศาสนา
เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาคน
สังคม และประเทศชาติ ให้มีความมั่นคงสืบไป

จากการประชุมหารือกัน ทำให้พบ 4 ปัญหาสำคัญ

1. ทรัพย์สินของวัดหรือของพระสงฆ์
ที่ไม่มีการตรวจสอบ หรือ การเปิดเผยทรัพย์สิน
จนทำให้พระสงฆ์จำนวนมาก
มุ่งแสวงประโยชน์เข้าสู่ตนเอง
มากกว่าศึกษาธรรม และปฏิบัติธรรม
ตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

2. พระสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
จนกลายเป็นความเสื่อมศรัทธา
สาเหตุจากปัญหาการปกครองของคณะสงฆ์
ที่เป็นแบบรวมศูนย์ และ การศึกษาคณะสงฆ์

3. การทำให้พระธรรมวินัยวิปริต
และการประพฤติปฏิบัติวิปริตจากพระธรรมวินัย
เช่น กรณีของวัดพระธรรมกาย
มีคำสอนขัดแย้งกับพระธรรมวินัยร้ายแรง
โดยชักจูงประชาชนให้เชื่อว่า บุญ คือ สินค้า
รวมถึงยังมีพฤติกรรมรับเงินบริจาคที่มาโดยมิชอบ
ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการ
เพื่อชำระการปฏิบัติที่เพี้ยนจากพระธรรมวินัย

4. ฝ่ายอาณาจักรต้องสนับสนุน ปกป้องคุ้มครอง
กิจการของฝ่ายศาสจักรโดยการจัดโครงสร้าง
การปกครองคณะสงฆ์ที่มีความคล่องตัว


ทางคณะกรรมการฯ ให้ข้อเสนอแนะ
เพื่อการปฏิรูปแนวทางและมาตรการ
ปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา
ต่อ สปช. ดังนี้

1.ให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ
โดยอย่างน้อยต้องมีกลไกหลักในการดำเนินงาน
คือ การจัดทำงบบัญชีทรัพย์สินของวัด รายได้
ทรัพย์สินเงินทอง รวมถึงผลประโยชน์อื่น

ที่ได้มาจากการดำเนินงาน
ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์
ย่อมตกเป็นของพระพุทธศาสนา
ไม่ใช่ทรัพย์สินของส่วนตัว พระสงฆ์ หรือวัดใด
การบริหารจัดการทรัพย์สินเงินทอง
ของพระและวัด ควรให้พุทธบริษัท ๔ ได้แก่
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีส่วนร่วม
เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

และแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1623

กำหนดให้ทรัพย์สินของพระภิกษุ
ที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศนั้น
เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ
ให้ตกเป็นสมบัติของวัด
ที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น
เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะจำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิต
หรือโดยพินัยกรรม

เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย
และให้เป็นไปตามธรรมวินัย

โดยให้ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นพระภิกษุ
ให้ตกเป็นของวัดนับตังแต่ที่ได้มา
และไม่สามารถจำหน่าย โอน
หรือ ทำพินัยกรรม ยกให้บุคคลอื่นได้

2. เสนอให้แก้กฎหมายมหาเถรสมาคม
ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541
ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอน
พระสังฆาธิการ หรือ
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505

ในสาระสำคัญ คือ
การกระจายอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์
แทนการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ

โดยคณะสงฆ์ที่อยู่ในวัด
และพุทธศาสนิกชนรอบวัด
ร่วมกันดูแลพระและกิจการพุทธศาสนา

รวมถึงปฏิรูปให้พระสงฆ์ทั่วประเทศ
มีส่วนร่วมแสดงความเห็น
และร่วมกำหนดนโยบายบริหาร
และกระจายอำนาจ
จากระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล

ขณะที่การแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาส
ต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัย

3. ต้องมีกลไกนำหลักปฏิบัติตามพุทธบัญญัติ
ที่ทรงไว้ซึ่งความดี ถูกต้อง และบริสุทธิ์
ของพระพุทธศาสนาเพื่อนำมาปฏิบัติ
และเพื่อไม่ให้มีการบิดเบือน
หรือแอบอ้างพระธรรมวินัย

4. ปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันเหตุการณ์
โดยราชการต้องให้ความสำคัญด้านการศึกษา
ทั้งนี้พบว่าการศึกษาของคณะสงฆ์
โดยเฉพาะการศึกษาปริยัติธรรม
แผนกบาลี และแผนกธรรม
ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไข

ทำให้ค่านิยมในหมู่พระภิกษุ สามเณร
และเยาวชนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน

ตามแนวทางนี้ คุณคิดว่า พระ ประชาชน สังคมไทย
จะได้อะไรจากการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ?
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่