เรื่องสั้น ชุด ฉากชีวิต
เพื่อนตาย
" เพทาย "
เพื่อนนักเรียนวัดสมอราย รุ่นเดียวกับผม มีอยู่ด้วยกันหลายคน ที่คบกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือชั้นมัธยมต้น
เวลากินข้าวแกงของร้านที่ขายแพงกินไม่อิ่ม ก็เอาจานข้าวมาร่อนลงคลองข้างโรงเรียน
แข่งกันว่าของใครจะแฉลบไปขึ้นฝั่งโน้นได้ไกลกว่ากัน จนกระทั่งถึงบัดนี้ ต่างก็เลยวัยเกษียณอายุกันแล้วทั้งนั้น
เพื่อนเก่าแก่เหล่านี้ จะนัดพบกินข้าวกินเหล้ากัน ประจำทุกเดือน เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว
ตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุมีอยู่เกือบสามสิบคน จนเดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึงสิบคน
นอกนั้นถ้าไม่หนีไปเข้าวัดถือศีลกินเจ ก็แยกไปตั้งวงกันที่โลกอื่นหมด
คนหนึ่งเป็นสถาปนิก แต่รุ่นไหนไม่เคยได้ถาม เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ มีเงินมาก ตัวก็โตเสียงดังฟังชัด
เวลาที่รู้ตัวว่าความดันโลหิตสูงเกินเกณฑ์แล้ว ผมเคยขอร้องว่าอย่ากินให้เหมือนเดิมเลย เพลา ๆ ลงเสียบ้างเถิด
เขาก็ว่ากินก็ตายไม่กินก็ตาย แต่บังเอิญก่อนตาย ต้องนอนกอกถังอ็อคซิเยน ขนาดที่ใช้ในร้านอาหารอยู่นานพอสมควร
เมื่อใกล้จะถึงวันเกิดครั้งสุดท้าย ผมไปเยี่ยม เขาก็ปรารภว่าอยากจะทำสังฆทาน
ผมนึกยังไงไม่ทราบก็บอกว่า อย่าทำเลยสังฆทาน เลี้ยงพระเก้าองค์ดีกว่า เขาก็เชื่อผมจัดการทำบุญที่บ้าน
เพื่อน ๆ ก็ได้มาร่วมงานกันพร้อมหน้าพร้อมตา
พอจบพิธีสงฆ์ ส่งพระกลับวัดไปหมดแล้ว พวกเราก็ตั้งวงกันอย่างเคย
เขาก็ถอดสายอ็อคซิเยนออกจากจมูก มานั่งคุยกับพวกเราได้ตั้งนาน กว่าจะเข้าไปนอนอย่างเดิม
อีกไม่นานเขาก็จากเพื่อนไปไม่กลับมา
อีกคนหนึ่งตัวสูงโย่งเย่ง เป็นคนรถไฟเก่า แต่ออกมารับบำเหน็จแทนบำนาญ ก็คบหาสมาคมกันอย่างเคย
แต่ความที่เป็นคนมีน้ำใจกว้างขวางดุจมหาสมุทร เงินทองจึงร่อยหรอลงเร็วกว่าที่คิด
เขาก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่าจะกินอีกปีเดียว แล้วจะลาไปอยู่บ้านนอก
ผมก็ยังทักท้วงว่า ไม่น่าจะต้องทำเช่นนั้น ลดการจ่ายลงแต่พอสมควร เพื่อนฝูงก็ยังมีกันอีกหลายคน ให้มันช่วยกันรับผิดชอบบ้าง
ไม่ใช่ช่วยเพื่อนเสียจนตัวเองต้องลำบาก เขาก็ไม่ฟัง
ไปอยู่ภาคใต้ได้ไม่กี่เดือน ขึ้นไปซ่อมหลังคาแล้วหล่นลงมานอนแอ้งแม้ง ต้องกลับมาเข้าโรงพยาบาลศิริราช
ผมไปเยี่ยมเขาก็ยังคุยถึงเรื่องที่อุตริ ขึ้นไปซ่อมหลังคาเองจนตกลงมาให้ฟังอย่างสนุกสนาน
เขาว่าเคราะห์ดีที่มันลงบนดินแฉะ ๆ เฉียดทางเดินที่เทปูนซิเมนต์ไปนิดเดียว ไม่งั้นคงไม่ได้คุยกันแล้ว
รายนี้ลงท้ายไปเป็นอาจารย์ใหญ่ ของนักเรียนแพทย์ที่นั่นเอง
อีกคนหนึ่งเป็นนายตำรวจ ที่ได้ชื่อว่าใจซื่อมือสะอาด ขนาดว่าเกษียณอายุแล้วยังผ่อนบ้านไม่หมด
รายนี้เป็นเบาหวานน้ำตาลขึ้นถึงสามร้อยยังเดินอยู่ได้ เป็นคนรักเพื่อนรักฝูง ชอบพาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อย ๆ
เพราะมีอดีตลูกน้องอยู่เกือบทั่วทุกจังหวัด
ลงท้ายก็ไปป่วยอยู่วชิรพยาบาลไม่ทราบว่าเป็นอะไรแน่ ผมไปเยี่ยมเขาสองครั้ง
ในครั้งหลังภรรยาออกมานั่งอยู่นอกห้อง บอกว่าหมอกับนางพยาบาลกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจอยู่ แล้วก็ไม่ได้พบกันอีก
คนหลังนี้ตัวเตี้ยแต่ใจใหญ่ เคยเป็นนักมวยของโรงเรียนรุ่นเล็ก ชกมวยนักเรียนจนจบ ม.๖ แต่ไม่ได้ยึดอาชีพนักมวย
กลับไปเป็นนักบิลเลียดมือหนึ่ง ในสมาคมของพ่อค้าวานิช แม้จะไม่ถึงขั้น ต๋อง ศิษย์ฉ่อย แต่ก็สามารถท่องเที่ยวไปตามโต๊ะที่ไม่มีใครรู้จัก
แล้วก็คว้าเดิมพันมาได้มาก ๆ เสมอ คนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตั้งแต่ภรรยาได้เสียชีวิตไป ก็เหงาหงอยไม่ค่อยมีความสุข
แต่ก็มาพบเพื่อนฝูงอยู่เป็นประจำ ฟันไม่ค่อยจะมีก็กินแต่ของน้ำ ๆ ไป ผมชักชวนให้เลิกสูบบุหรี่จนสำเร็จ
แต่เขาว่าเขาเลิกของเขาเองไม่เกี่ยวกับผม แต่เรื่องดื่มเหล้าไม่ยอมเลิก ชวนมาดื่มเบียร์ก็ไม่เอา
ลงท้ายก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ทั้ง ๆ ที่หมอหาสาเหตุไม่เจอ
เมื่อผมไปเยี่ยม เขาถูกโยงมือเท้าด้วยผ้าพันแผล ผูกไว้กับลูกกรงข้างเตียง
เขาร้องอุทธรณ์กับผมว่า นางพยาบาลทำทารุณกับคนไข้ ให้ช่วยแก้ออกที
สอบถามได้ความว่า มือเท้าไว ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็ยกขึ้นกวัดแกว่ง เลยต้องมัดไว้หลวม ๆ พอไม่ให้ขยับสูงขึ้นได้
ผมก็ปลอบใจเขาไปตามเรื่อง เขาก็บอกว่ามาเยี่ยมให้เห็นหน้าแต่เพียงครั้งเดียวก็พอ ไม่ต้องมาอีกให้เสียเวลา
พอรุ่งขึ้นเพื่อนที่ชื่อ เฉนียน ก็โทรศัพท์มาบอกแต่เช้าว่า เพื่อนคนนี้ไปคอยอยู่ที่วัดโสมนัสแล้ว ให้ไปพบด่วน
สมัยก่อนเขาว่า เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก
ผมว่าเดี๋ยวนี้ชักจะไม่ค่อยเป็นความจริงเสียแล้ว เพื่อนตายหาง่ายกว่าเพื่อนกินเยอะเลย
ตัวผมเองก็เคยนอนโรงพยาบาลให้หมอผ่าตัดมาถึงสองครั้ง ด้วยโรคที่ไม่สำคัญถึงตาย
แต่ครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วเกิดตับโต หมอบอกว่าต้องเลิกกินเหล้าเด็ดขาด ถ้ายังอยากจะมีชีวิตต่อไป
ผมคิดอยู่ ๒ - ๓ วัน ก็ตัดสินใจเลิก คือเลิกไปหาหมอ
แล้วก็เปลี่ยนมาดื่มเบียร์เติมโซดาแทน ก็เลยรอดมาได้จนถึงบัดนี้
เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ได้ข่าวว่าเพื่อนที่เป็นทหารเรือเก่า ป่วยหลายโรคด้วยกัน นอนอยู่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า
ก็พยายามติดต่อกับ นายเฉนียน เพื่อนสนิทของผมที่ยังไม่ตาย เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องว่า ป่วยอยู่ตึกไหน ชั้นไหน ห้องไหน
ผมหมุนโทรศัพท์ไปถึงเขาในตอนค่ำวันหนึ่ง ซึ่งเขาเพิ่งจะเริ่มชงอาหารมื้อเย็น เป็นแก้วแรก
" อ้าว ห่อ เหรอ " เขาเรียกชื่อเล่นของผม
" มีอะไรว่ามา หรือจะเลยมาคุยกันที่บ้านเดี๋ยวนี้ก็ยังได้ "
ผมก็รีบปฏิเสธไป เพราะว่ากินข้าวอิ่มเสียแล้ว
" เพียงแต่อยากจะถามว่า สำเริง มันเป็นยังไงบ้าง เมื่อไรจะได้ไปเยี่ยม "
ผมถามถึงเพื่อนอดีตทหารเรือ เขาก็เล่าว่าได้ไปเยี่ยมมาหลายครั้งแล้ว จนกระทั่งหมอให้กลับบ้านได้ ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน
แล้วแถมท้ายว่า
" ที่ไม่ได้บอกให้รู้ ก็เพราะเริงมันสั่งไว้ว่า อย่าไปบอกไอ้ห่อมันนะ มันไปเยี่ยมใคร ตายทุกคนเลยว่ะ "
อนิจจัง อนิจจา กลับเป็นงั้นไปได้หนอเพื่อน.
##########
จาก นิตยสารต่วยตูน
พฤษภาคม ๒๕๔๑ ปักษ์แรก
วางในบล็อก
Create Date : 06 ตุลาคม 2550
Last Update : 6 ตุลาคม 2550 18:23:45 น.
เพื่อนตาย ๗ พ.ค.๕๘
เพื่อนตาย
" เพทาย "
เพื่อนนักเรียนวัดสมอราย รุ่นเดียวกับผม มีอยู่ด้วยกันหลายคน ที่คบกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือชั้นมัธยมต้น
เวลากินข้าวแกงของร้านที่ขายแพงกินไม่อิ่ม ก็เอาจานข้าวมาร่อนลงคลองข้างโรงเรียน
แข่งกันว่าของใครจะแฉลบไปขึ้นฝั่งโน้นได้ไกลกว่ากัน จนกระทั่งถึงบัดนี้ ต่างก็เลยวัยเกษียณอายุกันแล้วทั้งนั้น
เพื่อนเก่าแก่เหล่านี้ จะนัดพบกินข้าวกินเหล้ากัน ประจำทุกเดือน เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว
ตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุมีอยู่เกือบสามสิบคน จนเดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึงสิบคน
นอกนั้นถ้าไม่หนีไปเข้าวัดถือศีลกินเจ ก็แยกไปตั้งวงกันที่โลกอื่นหมด
คนหนึ่งเป็นสถาปนิก แต่รุ่นไหนไม่เคยได้ถาม เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ มีเงินมาก ตัวก็โตเสียงดังฟังชัด
เวลาที่รู้ตัวว่าความดันโลหิตสูงเกินเกณฑ์แล้ว ผมเคยขอร้องว่าอย่ากินให้เหมือนเดิมเลย เพลา ๆ ลงเสียบ้างเถิด
เขาก็ว่ากินก็ตายไม่กินก็ตาย แต่บังเอิญก่อนตาย ต้องนอนกอกถังอ็อคซิเยน ขนาดที่ใช้ในร้านอาหารอยู่นานพอสมควร
เมื่อใกล้จะถึงวันเกิดครั้งสุดท้าย ผมไปเยี่ยม เขาก็ปรารภว่าอยากจะทำสังฆทาน
ผมนึกยังไงไม่ทราบก็บอกว่า อย่าทำเลยสังฆทาน เลี้ยงพระเก้าองค์ดีกว่า เขาก็เชื่อผมจัดการทำบุญที่บ้าน
เพื่อน ๆ ก็ได้มาร่วมงานกันพร้อมหน้าพร้อมตา
พอจบพิธีสงฆ์ ส่งพระกลับวัดไปหมดแล้ว พวกเราก็ตั้งวงกันอย่างเคย
เขาก็ถอดสายอ็อคซิเยนออกจากจมูก มานั่งคุยกับพวกเราได้ตั้งนาน กว่าจะเข้าไปนอนอย่างเดิม
อีกไม่นานเขาก็จากเพื่อนไปไม่กลับมา
อีกคนหนึ่งตัวสูงโย่งเย่ง เป็นคนรถไฟเก่า แต่ออกมารับบำเหน็จแทนบำนาญ ก็คบหาสมาคมกันอย่างเคย
แต่ความที่เป็นคนมีน้ำใจกว้างขวางดุจมหาสมุทร เงินทองจึงร่อยหรอลงเร็วกว่าที่คิด
เขาก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่าจะกินอีกปีเดียว แล้วจะลาไปอยู่บ้านนอก
ผมก็ยังทักท้วงว่า ไม่น่าจะต้องทำเช่นนั้น ลดการจ่ายลงแต่พอสมควร เพื่อนฝูงก็ยังมีกันอีกหลายคน ให้มันช่วยกันรับผิดชอบบ้าง
ไม่ใช่ช่วยเพื่อนเสียจนตัวเองต้องลำบาก เขาก็ไม่ฟัง
ไปอยู่ภาคใต้ได้ไม่กี่เดือน ขึ้นไปซ่อมหลังคาแล้วหล่นลงมานอนแอ้งแม้ง ต้องกลับมาเข้าโรงพยาบาลศิริราช
ผมไปเยี่ยมเขาก็ยังคุยถึงเรื่องที่อุตริ ขึ้นไปซ่อมหลังคาเองจนตกลงมาให้ฟังอย่างสนุกสนาน
เขาว่าเคราะห์ดีที่มันลงบนดินแฉะ ๆ เฉียดทางเดินที่เทปูนซิเมนต์ไปนิดเดียว ไม่งั้นคงไม่ได้คุยกันแล้ว
รายนี้ลงท้ายไปเป็นอาจารย์ใหญ่ ของนักเรียนแพทย์ที่นั่นเอง
อีกคนหนึ่งเป็นนายตำรวจ ที่ได้ชื่อว่าใจซื่อมือสะอาด ขนาดว่าเกษียณอายุแล้วยังผ่อนบ้านไม่หมด
รายนี้เป็นเบาหวานน้ำตาลขึ้นถึงสามร้อยยังเดินอยู่ได้ เป็นคนรักเพื่อนรักฝูง ชอบพาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อย ๆ
เพราะมีอดีตลูกน้องอยู่เกือบทั่วทุกจังหวัด
ลงท้ายก็ไปป่วยอยู่วชิรพยาบาลไม่ทราบว่าเป็นอะไรแน่ ผมไปเยี่ยมเขาสองครั้ง
ในครั้งหลังภรรยาออกมานั่งอยู่นอกห้อง บอกว่าหมอกับนางพยาบาลกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจอยู่ แล้วก็ไม่ได้พบกันอีก
คนหลังนี้ตัวเตี้ยแต่ใจใหญ่ เคยเป็นนักมวยของโรงเรียนรุ่นเล็ก ชกมวยนักเรียนจนจบ ม.๖ แต่ไม่ได้ยึดอาชีพนักมวย
กลับไปเป็นนักบิลเลียดมือหนึ่ง ในสมาคมของพ่อค้าวานิช แม้จะไม่ถึงขั้น ต๋อง ศิษย์ฉ่อย แต่ก็สามารถท่องเที่ยวไปตามโต๊ะที่ไม่มีใครรู้จัก
แล้วก็คว้าเดิมพันมาได้มาก ๆ เสมอ คนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตั้งแต่ภรรยาได้เสียชีวิตไป ก็เหงาหงอยไม่ค่อยมีความสุข
แต่ก็มาพบเพื่อนฝูงอยู่เป็นประจำ ฟันไม่ค่อยจะมีก็กินแต่ของน้ำ ๆ ไป ผมชักชวนให้เลิกสูบบุหรี่จนสำเร็จ
แต่เขาว่าเขาเลิกของเขาเองไม่เกี่ยวกับผม แต่เรื่องดื่มเหล้าไม่ยอมเลิก ชวนมาดื่มเบียร์ก็ไม่เอา
ลงท้ายก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ทั้ง ๆ ที่หมอหาสาเหตุไม่เจอ
เมื่อผมไปเยี่ยม เขาถูกโยงมือเท้าด้วยผ้าพันแผล ผูกไว้กับลูกกรงข้างเตียง
เขาร้องอุทธรณ์กับผมว่า นางพยาบาลทำทารุณกับคนไข้ ให้ช่วยแก้ออกที
สอบถามได้ความว่า มือเท้าไว ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็ยกขึ้นกวัดแกว่ง เลยต้องมัดไว้หลวม ๆ พอไม่ให้ขยับสูงขึ้นได้
ผมก็ปลอบใจเขาไปตามเรื่อง เขาก็บอกว่ามาเยี่ยมให้เห็นหน้าแต่เพียงครั้งเดียวก็พอ ไม่ต้องมาอีกให้เสียเวลา
พอรุ่งขึ้นเพื่อนที่ชื่อ เฉนียน ก็โทรศัพท์มาบอกแต่เช้าว่า เพื่อนคนนี้ไปคอยอยู่ที่วัดโสมนัสแล้ว ให้ไปพบด่วน
สมัยก่อนเขาว่า เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก
ผมว่าเดี๋ยวนี้ชักจะไม่ค่อยเป็นความจริงเสียแล้ว เพื่อนตายหาง่ายกว่าเพื่อนกินเยอะเลย
ตัวผมเองก็เคยนอนโรงพยาบาลให้หมอผ่าตัดมาถึงสองครั้ง ด้วยโรคที่ไม่สำคัญถึงตาย
แต่ครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วเกิดตับโต หมอบอกว่าต้องเลิกกินเหล้าเด็ดขาด ถ้ายังอยากจะมีชีวิตต่อไป
ผมคิดอยู่ ๒ - ๓ วัน ก็ตัดสินใจเลิก คือเลิกไปหาหมอ
แล้วก็เปลี่ยนมาดื่มเบียร์เติมโซดาแทน ก็เลยรอดมาได้จนถึงบัดนี้
เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ได้ข่าวว่าเพื่อนที่เป็นทหารเรือเก่า ป่วยหลายโรคด้วยกัน นอนอยู่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า
ก็พยายามติดต่อกับ นายเฉนียน เพื่อนสนิทของผมที่ยังไม่ตาย เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องว่า ป่วยอยู่ตึกไหน ชั้นไหน ห้องไหน
ผมหมุนโทรศัพท์ไปถึงเขาในตอนค่ำวันหนึ่ง ซึ่งเขาเพิ่งจะเริ่มชงอาหารมื้อเย็น เป็นแก้วแรก
" อ้าว ห่อ เหรอ " เขาเรียกชื่อเล่นของผม
" มีอะไรว่ามา หรือจะเลยมาคุยกันที่บ้านเดี๋ยวนี้ก็ยังได้ "
ผมก็รีบปฏิเสธไป เพราะว่ากินข้าวอิ่มเสียแล้ว
" เพียงแต่อยากจะถามว่า สำเริง มันเป็นยังไงบ้าง เมื่อไรจะได้ไปเยี่ยม "
ผมถามถึงเพื่อนอดีตทหารเรือ เขาก็เล่าว่าได้ไปเยี่ยมมาหลายครั้งแล้ว จนกระทั่งหมอให้กลับบ้านได้ ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน
แล้วแถมท้ายว่า
" ที่ไม่ได้บอกให้รู้ ก็เพราะเริงมันสั่งไว้ว่า อย่าไปบอกไอ้ห่อมันนะ มันไปเยี่ยมใคร ตายทุกคนเลยว่ะ "
อนิจจัง อนิจจา กลับเป็นงั้นไปได้หนอเพื่อน.
##########
จาก นิตยสารต่วยตูน
พฤษภาคม ๒๕๔๑ ปักษ์แรก
วางในบล็อก
Create Date : 06 ตุลาคม 2550
Last Update : 6 ตุลาคม 2550 18:23:45 น.