เล่าประสบการณ์จากกรรมฐาน 7 วัน

กระทู้สนทนา
ไม่รู้มีใครในนี้ไปไปร่วมด้วยหรือเปล่า วัดถ้ำดอยโตนเชียงใหม่ 4-10 เมษาที่ผ่านมา ความจริงปฏิบัติจริงก็ 5 วัน ส่วนวันแรกกับวันสุดท้ายนี่ไม่เต็มวัน...
เล่าเลยละกัน
วันแรกถึงวันที่ 3 ง่วงมากเพราะการขาดปฏิบัตินาน ครั้งนี้เว้นไว้ 2 ปี มีแต่ง่วง บางครั้งบริกรรมไปด้วยก็ยังสัปปะหงกทุก ๆ คราวที่นับ 1-10 ต้องมีสัปปหงก แต่ครั้งที่สัปปะหงกจะเป็นตอนหายใจออก มีความคิดอดีตคือความพะวงกังวลว่าทำได้ไม่ดีติดเป็นอารมณ์อยู่ รู้อยู่แต่คลายไม่ออกความได้เดี๋ยวกับกลับมายึดอีก
วันที่ 4 เริ่มสงบ คราวนี้พระอาจารย์เน้นเรื่องการสังเกตลมหายใจและสังขารมาก ให้ฟังวีดีโอโกเอนก้าในตอนพักฟังธรรม
เริ่มมีสติกล้าแข็ง เห็นความง่วงแล้วความง่วงดับไปได้ ที่สัปปะหงกพอถูกเห็นก็ไม่เข้าไปยึดเหมือนเดิม เข้ามาปุ๊บตัดปั๊บหายง่วงเลย จะมีก็ที่ง่วงแบบน้อย ๆ ที่กำหนดไม่ทันหรือเรียกว่าจิตมองข้ามจิตไม่ละเอียดทำให้ง่วงเข้ามาตอนไปไม่รู้ แต่ตอนนั้นเริ่มเป็นอัตโนมัติแล้ว ความคิดแต่ละครั้งไม่ยาวแล้ว   แต่ความลังเลสงสัยยังมีอยู่ทำให้เกิดความเผลอคิดบ้าง แต่ส่วนใหญ่สงสัยมาก็ดับในขณะแรกเลย  สมาธิดีขึ้นมากเริ่มมีแสงเรือง ๆ ถ้าสนใจคงสว่างแต่เพิกเฉยเสียมาสนที่ฐานกรรมฐานต่อไป
ถึงวันไหนไม่รู้จำวันผิดไปตอนแรกนึกว่าเหลือ 3วัน แต่เหลือ แค่ 2 วัน วันนั้นดูลมจนละเอียด แล้วความเจ็บปวดเข่าปรากฏเด่นชัด กำหนดรู้ที่ความเจ็บปวดสักพัก จิตยกหนีความเจ็บจนไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรเป็นแค่รูปขันธ์หนึ่งที่แลอยู่ ความเจ็บปวดเริ่มเกิดดับ ละเอียดขึ้นตามลำดับ วางอุเบกขาสังเกตต่อไปเรื่อย ๆ ความเจ็บปวดเกิดดับแม้ไม่ละเอียดเหมือนที่เคยทำได้ แต่ความรู้สึกเกิดดับสิ้นสุดลง ไม่กี่ขณะ วูบ กลุ่มความรู้สึกเคลื่อนไปบนศรีษะ มีแสงเรือง ๆ ลักษณะเหมือนลูกแก้วใสก่อตัวขึ้นแต่ไม่ทรงตัวได้ ความรู้สึกกลับมาที่เกิดดับ ๆ วุบ.. . . สักพักก็ขึ้นไปอีก แล้วก็ลงมาอีก เป็นอย่างนี้ 2-3 ครั้ง ครั้งที่ 3 เริ่มไม่ชัดเจน เท่านั้นแหละหลังจากนั้นจิตก็ไม่ขึ้นไปอีก ความเจ็บปวดที่กำหนดรู้ย้อนสู่ความหยาบ จิตเริ่มยึดความรู้สึกเจ็บ 10% 20% 30% ความเจ็บมันก็เท่าเดิมแต่ความยึดเพิ่มขึ้น ๆ เกิดความไม่พอใจก็กำหนดรู้ไป สักพักก็หมดเวลา กินเวลาประมาณชั่วโมงครึ่งได้เพราะมานั่งก่อนเวลา
วันต่อจากนั้น ก็มีอาการเหมือนนี้คือ จิตแยกจากความเจ็บปวด บางที่ก็เด็ดขาด จิตเกิดดับ บางที่ก็เหลืออุปาทานนิดหน่อยแต่ก็แยกไม่ออกหรอกว่าเรากำลังเจ็บอยู่หรือไม่เจ็บนะ แต่จิตไม่เคลื่อนเหมือนครานั้นอีก
เลยไปสอบถามพระอาจารย์ท่านยิ้มแล้วบอกว่า อุเบกขามันมีพลังน้อยไป...

พระอาจารย์เคยเทศน์ก่อนหน้านี้ว่า ถ้ามีใครบังเอิญใครเลื่อนอย่างนี้ให้ปล่อยต่อไป  ต่อจากการอยู่บนหัวก็จะรู้สึกที่หัวใจแล้วก็จะเลื่อนลงไปสู่ จุดปลายก้นกกเป็นจุดที่ 1 แล้วจะเลื่อนระดับความละเอียดไปเรื่อย ๆ จิตจะเข้าสู่จุดที่เหนือรูปนาม และจะเข้าสู่การเข้าสู่อริยะผลในระดับใดระดับหนึ่ง ระดับนั้นคือระดับฌานจิต และที่ระดับสูงสุดลมหายใจจะดับไปความคิดก็ดับไปด้วย เพราะจิตเข้าสู่ชั้นพลังงานละเอียดสูงสุดแล้ว ตรงนี้ท่านเทศน์ไว้ยาว พิมพ์ไม่ได้
เล่าโดยย่อนะครับ รายละเอียดมีเยอะมาก
หลังจากที่หายง่วงก็ยังกลับมาง่วงได้อีกเรื่อย ๆ นะครับ เป็นบางครั้ง อาจจะเพราะนอนนานเกินไป นอนประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ขณะแรกที่ตื่นชั่วโมงกว่า ๆ เอง เรียกว่าดับปุ๊บวูบไปแล้วตื่นเลย นอนท่าเดิมรู้ตัวก็มีพลังงานที่คุ้มครองเราอยู่เคลื่อนออกไป แล้วก็รู้ว่าเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน จนรู้สึกไม่เคยชิน หลับ3-4ทุ่มตื่นไม่รู้กี่โมงแต่ก่อน ห้าทุ่มครึ่งนานเหมือนกัน เลยหลับต่อตื่นอีกครั้งก็ประมาณตีหนึ่งกว่า แต่ตอนตื่นนี่แหละทำให้ความง่วงกลับมาเพราะ นั่ง ๆ นอน ๆ หลงนิมิตบ้าง ไม่ได้เดินมากแบบยังติดขี้เกียจอยู่ ก็ถือว่าพลาดไปอีกครั้ง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่