นับตั้งแต่วันที่ฉันรักเธอ [ตอนที่ 2]

กระทู้สนทนา
2



    “ฮ้าวววว >O<” ฉันลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจเต็มที่ พอนอนครั้งที่สองนี่หลับสนิทเลย ไม่ฝันอะไรทั้งนั้น ก็ดี ดีกว่าฝันแล้วต้องมาเจอไอ้ซอมบี้พวกนั้นอีกละกัน - -lll

    ฉันล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำเสร็จก็เดินลงไปชั้นล่าง ได้ยินเสียงแม่คุยกับใครก็ไม่รู้อยู่ในห้องรับแขก ดูท่าจะถูกคอซะด้วยสิ ฉันชะเง้อหน้าออกไปดูว่าแม่คุยกับใคร นั่นจึงทำให้แม่ที่หันมาพอดียิ้มแป้นเมื่อเห็นฉัน

    “นั่นไงจ๊ะ ลูกสาวของฉันที่เล่าให้ฟังเมื่อกี้ ^^ มานี่สินิกิม มาสวัสดีเพื่อนบ้านรายแรกของเราลูกมา” ฉันยิ้มแห้งๆ กับที่แม่บอกว่าเล่าอะไรให้เพื่อนบ้านฟัง (เรื่องอะไรฟะ =O=!!!) ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ (^_^) แล้วเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาข้างๆ แม่ตัวเอง

    “นิกิม นี่ป้าดา ไหว้สิลูก” ฉันหันไปมองคุณป้าท่าทางใจดีที่นั่งบนโซฟาอีกตัวหนึ่งแล้วยกมือขึ้นไหว้

    “สวัสดีค่ะป้าดา ^^”

    “ไหว้พระเถอะจ้ะ ^_^” เสียงนิ่มๆ บอกฉันอย่างเมตตา ผิดกับแม่ฉันลิบลับ - -*

    “ส่วนนี่ก็บัส เป็นลูกชายของป้าดา...ไม่ต้องไหว้” ฉันชะงักมือที่กำลังจะไหว้จริงๆ ก่อนเหลือบตามองแม่อย่างเคืองๆ อายนะเนี่ย อายมากด้วย  แม่หัวเราะอย่างเปิดเผย ส่วนสองคนแม่ลูกนั้นก็แอบขำอย่างมีมารยาท ฉันมองไปที่ผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งข้างแม่ของเขาแล้วยิ้มแหยๆ “เอ่อ...หวัดดีบัส ^^;; แหะๆ” นายคนนั้นยิ้มให้ฉันแล้วตอบด้วยเสียงทุ้มนุ่มสุภาพ “หวัดดีจ้ะนิกิม ^_^” รอยยิ้มที่ดูเหมือนแม่ของเขาทำให้ฉันรู้สึกว่าสองคนนี้เป็นมิตร คงคบกันไปได้อีกนานนน~

    “เอ้อ เดี๋ยวพี่ต้องไปแล้วล่ะษา พอดีนัดกับเพื่อนไว้น่ะ” ป้าดาอุทานออกมาแล้วลุกขึ้นยืนตามด้วยบัสที่ลุกขึ้นตามมารดาของเขา

    “อ้าวเหรอ? เสียดายจัง กะว่าจะให้อยู่กินข้าวเช้าด้วยกันซะหน่อย” เหรอ -O- แม่น่ะขี้งกจะตาย

    “ต้องขอโทษด้วยจ้ะ ^^+ ไว้โอกาสหน้าละกันนะ วันนี้ต้องไปแล้ว”

    “จ้ะๆ ไม่เป็นไรๆ ^^” แม่ยิ้ม ส่วนฉันก็รีบยกมือไหว้ป้าดาอีกครั้งก่อนที่แกจะชิ่งไปเสียก่อน พร้อมกับที่บัสยกมือไหว้แม่ฉันด้วย สองคนนั้นยิ้มให้พวกเราอย่างเป็นมิตรอีกครั้งก่อนจะขอตัวออกไป ฉันชะเง้อหน้าออกไปข้างนอกจนแน่ใจว่าสองแม่ลูกนั้นออกไปจากบ้านฉันแล้วจริงๆ จึงได้ทรุดตัวลงนั่งที่เดิม แล้วอดแกล้งถามแม่ไม่ได้

    “แม่ ถ้าเกิดว่าเขามากินข้าวเช้ากับเราจริงๆ แม่จะทำอะไรเป็นมื้อเช้าให้เขาอ่ะ?” ฉันเตรียมใจรับคำตอบนั้นที่จะกำลังจะตามมา

    “ก็คงจะเป็นโจ๊กหน้าปากซอยละมั้ง ถุงละสิบบาทเองนี่” แม่เบ้ปากแล้วลุกออกไปหลังบ้านโดยไม่รอให้ฉันแอบแขวะมากไปกว่านี้ ฉันแค่นหัวเราะออกมาจนได้กับคำตอบเดิมๆ เหอะ เหอะๆ...โจ๊ก -[]-


    ตกเย็น

    “นิกิม ไปเที่ยวตลาดนัดกันมั้ย?” ฉันหันหน้าไปมองแม่ที่เดินเข้ามาทางหลังบ้าน

    “วันนี้มีตลาดนัดด้วยเหรอแม่?”

    “มีสิ ตลาดนัดนี้เขาก็มีทุกวันแหละ ปิดทุ่มนึง จะไปมั้ย? นี่ก็หกโมงกว่าแล้วนะ” ฉันเงยหน้าดูนาฬิกาบนฝาผนัง เออว่ะ OO! หกโมงกว่าแล้วจริงๆ ด้วย

     “ไปจ้ะไป แป๊บนึงนะแม่ คอยหนูด้วย” ฉันถลาออกไปปิดโทรทัศน์แล้วรีบออกไปยืนข้างแม่ทันที ก่อนเราสองคนจะออกจากบ้านเพื่อเดินไปเที่ยวตลาดนัดที่อยู่ด้านหลังของบ้านเรานี่เอง ส่วนพ่อก็ขอล้างรถอยู่กับบ้านตามเคย  

    ตลาดนัดที่นี่ก็ใหญ่เหมือนกันนะ มีของขายเต็มเลย โดยเฉพาะพวกของกินนี่ละลานตาไปหมด อิอิ ซื้อกลับบ้านมาเพียบ แวะร้านเสื้อผ้าหน่อย แวะร้านกิ๊ฟช็อปหน่อย แวะร้านทาโกยากิ อ้ำ~ ^O^ อาหย่อย~ >_<

    ทีนี้เราสองคนแม่ลูกเลยหิ้วถุงกลับบ้านพะรุงพะรังเต็มมือไปหมด พอเดินมาถึงหน้าบ้านพ่อก็รีบเข้ามาช่วยแม่ถือของเอาเข้าไปเก็บในบ้านทันทีเพื่อไม่ให้แม่โวยได้อีก ส่วนฉันก็หิ้วของหน้าเหยเกตามพ่อไปติดๆ พอมาถึงโต๊ะในห้องกินข้าวฉันก็รีบยกของขึ้นวางทันที โอย หนัก! ของกินล้วนๆ = =”

    “เฮ้อ...เหนื่อย พ่อ! ขอน้ำแก้วนึง” แม่ตะโกนดังเข้ามาถึงในห้องกินข้าว พ่อตอบรับเสียงดังแล้วรีบทำน้ำแดงให้แม่ด้วยความรีบร้อน ก่อนจะเดินเร็วเอาน้ำไปให้แม่ที่นั่งเป็นคุณนายอยู่กลางห้องรับแขก เหอะๆ ดูๆ ไปแล้วก็สงสารพ่อเหมือนกันนะ สงสัยว่าจะกลัวแม่มาตั้งแต่คบกันแล้วละมั้ง แม่ฉันเองก็ดุเอาเรื่องจริงๆ สิน่า เฮ้อ

    อิ่มแล้ว ละครจบแล้ว ก็เกือบๆ ห้าทุ่ม ทีนี้ก็ได้เวลาอาบน้ำแล้วล่ะนะ ^^ แต่...ขี้เกียจชะมัดเลยอ่ะ T^T

    ผ่านไปครึ่งชั่วโมงฉันก็ออกมาจากห้องน้ำพร้อมชุดนอนกางเกงลายทางขาสั้นเหนือเข่าขึ้นมานิดหน่อย เช็ดผมให้แห้งก่อนจะคลานขึ้นเตียงแล้วรีบสวดมนต์ให้เสร็จไวๆ อิอิ สุดท้ายก็ล้มตัวลงนอน คืนนี้อากาศหนาวแฮะ ห่มผ้าๆ >_< (ฉันล่ะโคตรชอบอ่ะอากาศอย่างนี้ เพราะน้อยนักที่ประเทศไทยจะหนาวให้เราได้ชื่นใจเช่นนี้ได้ อา~~~) ฉันซุกหน้ากับหมอนข้างที่กอดก่ายมันเต็มที่ก่อนสติของฉันจะเริ่มหลุดลอยไปตามกาลเวลายามค่ำคืน

    หลับ...

    
    โอย หนาว หงึกๆๆ =w= ฉันดึงผ้าห่มที่แสนจะดึงยากให้มาคลุมตัวฉันอย่างมิดชิดถึงคอ ไออุ่นจากอะไรบางอย่างทำให้ฉันกระเถิบตัวเข้าหาแล้วกอดก่ายอย่างเหนียวหนึบยิ่งกว่าตุ๊กแก

    “อือ” มีเสียงครางเบาๆ อยู่ใกล้ๆ หู แล้วสิ่งที่ฉันกอดก่ายอยู่ก็ขยับพลิกกลับมา ฉันปรือตามองสิ่งที่กอดไว้หลวมๆ ก่อนจะหลับตาลงอย่างเดิมแล้วเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้ง OO!

    พอดีกับสิ่งที่ฉันกอดไว้อยู่นี้ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเบิกตากว้างพอๆ กัน

    เฮือก! O[]o

    เราสองคนทะลึ่งตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจ ฉันมองหน้าคนตรงหน้าอย่างสับสน ก่อนที่เขาจะกระโดดออกไปยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง พลางบ่นพึมพำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา “ผะ...ผะ...ผี ชัดเลย...หงึกๆๆ =w=” ฉันไม่สนใจอาการสั่นงักๆๆ ของเขา พลางยกมือตัวเองขึ้นมาดูทั้งสองข้างแล้วตบหน้าตัวเองอย่างแรงดังเพี๊ยะ ตอนนี้ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะมารู้สึกเจ็บอะไรทั้งนั้น...เพราะมันก็เหมือนเดิม...คือเจ็บ! ฉันหลับตาปี๋หลายนาทีแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง อ้าก! O[]+ ยังอยู่ ทีนี้ฉันตบหน้าตัวเองแรงๆ อีกหลายครั้ง จะ...เจ็บแฮะ >_< นี่ฉันกำลังฝันอยู่ไม่ใช่เหรอ O_O? ฉันก้มหน้าคิดอยู่คนเดียวอย่างโคตะระเครียด

    “ใครก็ได้ ช่วยผมด้วยยย!!! Q[]Q” ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ พี่บริงค์ก็โพล่งออกมาเสียงดัง แล้วพี่แกก็ตะโกนเสียงดังลั่นหลายๆ ครั้งจนฉันต้องรีบกระโดดลงจากเตียงเข้าไปปิดปากเขาไว้แน่น พี่บริงค์เบิกตากว้าง น้ำตาคลอเบ้าเพราะคิดว่าฉันเป็นผีจริงๆ ฉันเอานิ้วชี้แตะปากตัวเอง

     “ชู่ว์ =3= หยุดโวยวายได้แล้วพี่บริงค์ เราเป็นคน...ไม่ใช่ผี = =;;;” ฉันดุเสียงแหบ เพราะนี่มันก็ดึกมากแล้ว ไม่อยากให้คนในบ้านต้องแตกตื่นขึ้นมาดู

     “เงียบนะ อย่าร้องล่ะ” ฉันย้ำอีกครั้ง จ้องตาเขาเขม็ง เพื่อขู่ไม่ให้เขาร้องโวยวายอีก พี่บริงค์นิ่ง ฉันถึงได้แกะมือออกก่อนจะหันหลังกลับแล้วคลานขึ้นเตียงอีกครั้ง เฮ้อ นี่มันฝันบ้าอะไรฟะเนี่ย = =? เหมือนจริงชะมัด ฉันล้มตัวลงนอนเอาแขนก่ายหน้าผากอย่างครุ่นคิด พี่บริงค์ที่ยืนขาสั่นอยู่ตรงนั้น ถามเสียงเครืออย่างกล้าๆ กลัวๆ

    “แล้ว...แล้วเธอมาอยู่ในห้องฉันได้ยังไง? แถม...ยังนอนอยู่บนเตียงฉันอีก นี่มันอะไรกัน? เธอเป็นใครกันแน่!” เขาถามเสียงดัง ฉันหันไปมองเขาอย่างระอา ก่อนจะลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง

    “เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อกี้จำได้ว่านอนอยู่ที่ห้องตัวเองแท้ๆ แต่นี่...ไหงตอนนี้กลับมาโผล่ที่ห้องนี้ได้อีกก็ไม่รู้ ใช่...ฝัน  เราต้องฝันไปอีกแน่ๆ แค่เหมือนจริงมากก็เท่านั้นเอง” ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองในประโยคสุดท้าย

    “ไม่! ไม่ใช่! เพราะนี่คือโลกแห่งความจริง และฉันที่ยืนอยู่นี่ก็คือความจริง ส่วนเธอ...ก็คือผีจริง!”

    “ก็บอกว่าไม่ใช่ผีไงเล่า! โห่ ถ้าไม่เชื่อนะ...” ฉันพูดค้างไว้แค่นั้นก่อนเดินลงไปหาพี่บริงค์แล้วตบหน้าเขาแรงๆ จนพี่แกหน้าหัน เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แล้วหันกลับมามองหน้าฉันแปลกๆ เอ่อ...พี่บริงค์โกรธแล้วง่ะ = =lll เวรล่ะไอ้นิกิม ต้องรีบกลับโลกแห่งความจริงด่วน!

    พรึ่บ!

    ฉันรีบกระโดดขึ้นเตียงทันที แล้วนอนเอาผ้าคลุมโปงนิ่ง ฉันหลับตาปี๋เกร็งไปทั้งตัว ฮึ่ย! >_< หลับสิฟะ ฉันเผลอกลั้นหายใจจนเหนื่อย ลืมตาขึ้นมาเจอผ้าห่มที่ไม่ใช่ของตัวเองอีกก็หลับตาอีก! >_< อื๊อออออ~ หลับๆๆๆ

    พรึ่บ!

    เฮือก! O_O

    ฉันใจหายวาบเมื่อผ้าห่มถูกกระชากออกไปอย่างแรง พี่บริงค์ที่บัดนี้นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ มองฉันแล้วขมวดคิ้ว

    “แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้ว...แล้วทำไมเธอถึงหายตัวได้ล่ะ? รึว่า!!!” พี่แกผงะหงายหลังไปอีก หน้าตาตื่นตระหนกตกใจเป็นที่สุด - -* ไม่รู้อะไรที่ทำให้ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดเขาแน่น

    “เหวอออออ O[]O” พี่บริงค์ร้องเสียงหลง เขาทำอะไรไม่ถูกนอกจากนั่งตัวแข็งทื่อ ฉันที่หน้าหนา(สุดๆ ) สวมกอดเขาเสียเฉยๆ ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากอยากกอด ฉันกระชับกอดเขาแน่น เอาหน้าคิอกของเขาอย่างถือวิสาสะและโหยหา อาการตกใจโวยวายของเขาค่อยๆ หายไป

    อือ~ อุ่นจัง  พลันสมองของฉันในตอนนั้น...บอกว่าเราสองคนอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ตอนนี้อยากทำอะไรก็ต้องรีบทำ และฉันก็เลือกที่จะกอดเขาไว้อย่างนั้นแล้วเริ่มพูดในสิ่งที่เขาจะต้องเจอในอนาคต ไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไรไปแล้ว แต่ที่รู้ๆ คือ...ฉันคิดแต่เพียงว่าความฝัน ไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกๆ วัน เพราะฉะนั้น...ตอนนี้ฉันถึงได้เหมือนผู้หญิงใจง่ายที่เข้าสวมกอดผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่รู้จักอาย ไม้รู้ล่ะ ใครจะว่าฉันยังไงก็ช่าง ก็นี่มันความฝันนี่นา จะถือสาทำไมล่ะ T^T

    “พี่บริงค์...” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงอ่อน นึกถึงข่าวที่ออกมาเป็นระยะๆ ในปัจจุบันว่าเขาไม่รู้สึกตัวแล้วก็ยิ่งอยากพูด ถึงแม้เขาจะไม่เชื่อก็เถอะ

    “พวกพี่สามคนอ่ะกำลังดังมากๆ เลยนะ เราก็ชอบวง x’s-Q เหมือนกัน แต่ในอนาคตอีกสี่ปีข้างหน้า...ทุกคนจะหันไปสนใจพวกเกาหลีกันหมด และวงพี่ก็จะต้องถูกยุบ...” ฉันไม่รู้ว่าเขาจะหาว่าฉันบ้าหรือไม่ แต่ถ้าเขาเงียบไปแบบนี้ ยังไงฉันก็จะพูดต่อไป

    “วันที่ 22 กรกฎา ของปีนี้ พี่จะต้องประสบอุบัติเหตุ พี่จะป่วยจนไม่รู้สึกตัวเลย ไม่มีใครเปลี่ยนอดีตได้หรอก ยังไงซะพี่ก็ต้องประสบอุบัติเหตุเพราะรถอยู่ดี พี่บริงค์...” ฉันเอาแก้มคลอเคลียกับอกกว้างอย่างหาไออุ่น ค่อยๆ หลับตาลงเพราะน้ำตาที่เอ่อล้นมันทะลักออกมาแล้ว

     “เรารักพี่นะ รักมากเลย ฮึกๆ สู้ต่อไปนะพี่บริงค์ ฮึก...” ภาพของเขาและคนในวงที่กำลังโด่งดังจนสามารถเป็นบอยแบนด์ของประเทศไทยได้ แต่แล้วจู่ๆ ก็ดับวูบเมื่อหนึ่งในสมาชิกวงคนสำคัญอย่างพี่บริงค์ ต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายมากที่สุดในชีวิต ฉันสงสารเขา...ถ้าเปลี่ยนอดีตได้ฉันก็จะทำ!

    มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาแตะไหล่ฉันเบาๆ เหมือนต้องการปลอบใจ และนั่นก็ยิ่งทำให้ฉันอยากร้องไห้มากขึ้นทุกขณะ ฉันซบหน้าร้องไห้กับอกอุ่นๆ นั้นอย่างไม่เกรงใจ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นว่าเขาจะคิดยังไง แต่ฉันทำหน้าที่ของฉันเสร็จแล้ว จะตื่นเมื่อไรก็เชิญเลยความฝัน! แต่ขอฉันกอดพี่บริงค์อย่างนี้ไว้อีกสักพักหนึ่งนะ...ได้โปรดเถอะ

    ฉันสูดหายใจลึกๆ คลายกอดออกแล้วเปลี่ยนมาเป็นนอนตักเขาแทน พี่แกก็ไม่ตกใจหรือว่าอะไรเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ กลับนั่งขัดสมาธินิ่งปล่อยให้ฉันได้หนุนนอนตามใจชอบ ผ้าห่มถูกเอื้อมหยิบขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่พี่แกขว้างทิ้งไปตกอยู่ที่ข้างเตียง ผ้าห่มสีฟ้าลายการ์ตูนผืนหนาถูกคลุมห่มทับร่างฉันให้พ้นจากความหนาวเย็นจากแอร์ ฉันหลับตาลง หวังว่าครั้งนี้คงจะหลับได้นะ ทั้งที่ยังหลับตาอยู่แท้ๆ แต่ก็อดยิ้มแก้มปริไม่ได้ที่ความฝันครั้งนี้ คงเป็นฝันที่ทำให้ฉันยิ้มหลังตื่นขึ้นมาได้อย่างมีความสุขจริงๆ อืมมม...ขอบคุณนะทั้งความฝันและพี่บริงค์ ฉันจะจดจำความฝันครั้งนี้ไปตลอดชีวิตเลย ^_^
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่