หมอดูขอเล่า : วิธีทดสอบความฝันของชีวิตว่าแท้หรือเทียม

กระทู้สนทนา
ผมทำงานเป็น Creative Design และทำอาชีพเสริมคือ Tarot Reader หรือหมอดูนั่นเเหละครับ ตลอดเวลา 8 ปีที่เป็นหมอดู ได้ดูดวงให้คนเยอะมากๆ ผมไม่เคยเชื่อเรื่องชะตากรรม ดังนั้นในการดูไพ่ ผมจึงใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้จากลูกค้าที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย (นี่หลักฐาน http://www.vittarot.com/ )

คุณลุงคนหนึ่ง ฝันอยากทำธุรกิจส่วนตัวมาตลอดทั้งชีวิต แต่ด้วยภาระจากการผ่อนบ้าน เขาเลยจำใจเลือกความมั่นคง ทำงานประจำโดยไม่ยอมสร้างเส้นทางนายตัวเอง พออายุขึ้นเลข 5 สถานการณ์บีบให้เกษียณ ทรัพย์สินทั้งตัวที่มีคือเงินเก็บ 2 ล้านกับบ้านที่ยังผ่อนไม่หมด ทุกวิกฤตคือโอกาส เอาหละ ถึงเวลาที่จะต้องทำตามความฝันแล้ว

ลุงทุ่มเงินเก็บไปลงทุนทำธุรกิจตามที่ตัวเองปรารถนาพร้อมความฝันที่สวยหรู ลองจินตนาการดู คนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมาทั้งชีวิต แล้วจู่ๆวันหนึ่งกระโดดมาเป็นนายตัวเอง จะเกิดอะไรขึ้น…???

ธุรกิจของคุณลุงเจ๊งไม่เป็นท่า…!!!

เงินเก็บทั้งชีวิตละลายหายไปในอากาศ บ้านที่เคยเป็นทรัพย์สินก็แปรสภาพมาเป็นหนี้สินที่กำลังรัดคอให้ตาย ชีวิตมืดแปดด้าน กลับไปทำงานประจำก็ไม่ไหวเพราะอายุเยอะ สุดท้ายต้องทำใจขายบ้านเพื่อยื้อชีวิต กลายเป็นคนที่ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งตอนวัยครึ่งร้อย…!!! แล้วลูกหลานหละ “มี” แต่จัดอยู่ในประเภทพึ่งพาไม่ได้ การเกษียณของลุงทำให้แกหายนะกว่าเดิม คุณลุงใช้เวลาเป็นสิบๆปีใฝ่ฝันที่จะเริ่มต้นมัน และอีก 1 ปีเพื่อจบมัน

จากการที่ผมตกงานและได้คุยกับนายตัวเอง ผมค้นพบว่า “ทำงานประจำให้ดียังทำไม่ได้ คุณไม่มีวันเป็นนายตัวเองที่ดีได้หรอก…!!!” เป็นเรื่องไม่จริงเสมอไป ผมหลายคนทำงานประจำในตำแหน่งสูง บริหารดูแลลูกน้องหลายสิบชีวิต เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่พอมาเป็นนายตัวเอง กลับไม่รอดเลยแม้แต่ธุรกิจเดียว ต้องกลับไปทำงานประจำก็มี หรือบางคนทำงานประจำไม่ได้เรื่อง จะโดนไล่ออกอยู่รอมร่อ ทำงานมานานเงินเดือนก็หลักหมื่นต้นๆเท่าเดิม เรียกได้ว่าไม่มีอนาคต แต่พอมาเป็นนายตัวเอง ชีวิตพลิกผลันจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีรายได้จากสิ่งที่ทำจนประสบความสำเร็จไปก็มี

ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องตลก เพราะความสำเร็จของการเป็นมนุษย์เงินเดือน กับ ความสำเร็จของการเป็นนายตัวเอง มีความเกี่ยวข้องกันน้อยมาก มันใช้ทักษะกันคนละตัว…!!! ดังนั้นก็ไม่แปลกที่ส่วนใหญ่จะเจ๊งในธุรกิจแรก เพราะทักษะทั้งการมองตลาด การขาย การคุมต้นทุน การบริหารจัดการยังไม่มี

แล้วอย่างนี้คุณจะถ่วงเวลาความฝันตัวเองไปทำไม จะไปทำตอนที่คุณไม่มีแรงและเวลามากพอที่จะเสี่ยงอย่างนั้นหรือ…???

1. วัยรุ่นมีแรง มีเวลา แต่ไม่มีเงิน วัยกลางคนมีแรง มีเงิน แต่ไม่มีมีเวลา วัยชรา มีเงิน มีเวลา แต่ไม่มีแรง เป็นเรื่องไม่แน่เสมอไป…!!! บางคนล่วงเลยเข้าสู่วัยชราแล้วก็ยังไม่มีเงิน ต้องเป็นภาระให้ลูกหลานดูแลก็มีถมเถ ถ้าคุณคิดว่าทฤษฏีนี้ถูกต้อง คุณต้องมีเงินในบัญชีเยอะขึ้นทุกๆปีที่แก่ตัวลง

2. การลงทุนหรือการทำธุรกิจมีความเสี่ยง แต่ความเป็นจริงการไม่ลงทุนหรือไม่ทำธุรกิจอะไรเลยนั้นเสี่ยงที่สุด โลกสมัยใหม่ที่เทคโนโลยีแทบจะเนรมิตรได้ทุกอย่างน่ากลัวมาก ตลอด 10 ปีมานี้การทำงานประจำมีความผันผวนสุดๆ เด็กจบใหม่ล้นตลาด คนตกงานมากเป็นประวัติการณ์ แถมคนรุ่นเก่าเขาก็หวงเก้าอี้ตัวเองไม่ยอมเสียสละให้ใครมาแทนตำแหน่งตัวเองได้ง่ายๆ นี่คือยุคที่ความมั่นคงสั่นคลอน

3. เวลาหรือฤกษ์ดีๆ ไม่มีในโลก คุณลุงใช้เวลาทั้งชีวิตเฝ้าฝันถึงธุรกิจที่อยากทำ แล้วพอเวลาเอื้ออำนวย ผลลัพธ์ก็เจ๊งไม่เป็นท่าเพราะประสบการณ์ไม่มี การผลัดวันประกันพรุ่งสิ่งที่อยากทำก็เหมือนการบอกว่าเราจะมีกล้ามได้โดยไม่ต้องขยับร่างกาย

ผมไม่ได้ยุให้คุณลาออกจากงานที่เลี้ยงชีวิต แต่อย่ายึดติดว่ามันคือสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงคุณไปได้ตลอด อยากให้คุณลองสร้างมุมมองใหม่ๆ วางแผนชีวิตในอีก 2 ปีข้างหน้า 5 ปีข้างหน้า วันหนึ่งคุณอยากจะเป็นคนที่ดูแลครอบครัวหรือให้ครอบครัวดูแล วันหนึ่งคุณอยากจะมีอิสรภาพทางด้านเวลาหรือเลือกทำงานที่คุณต้องทำมากกว่าอยากทำ วันหนึ่งคุณอยากจะใช้ชีวิตเดินห้างในวันธรรมดาแล้ววันหยุดก็อยู่บ้านเพราะรถติดหรือไม่ มีอะไรมั้ยที่เป็นความใฝ่ฝันของชีวิต ถ้ามองเห็นความฝันของตัวเองแล้วยังไม่ได้ลงมือทำ คำถามคืออะไรขัดขวางคุณอยู่ เงินทุน จังหวะเวลา หรือโอกาส แต่ผมว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นแค่หน้ากากเฉยๆ “ความกลัว” คือตัวการที่แท้จริง

ความกลัว เอาชนะได้ด้วยการมองเห็นผลลัพธ์ที่อยู่หลังกำแพงสูง…!!!

พี่ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นนายตัวเองที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างธุรกิจแฟชั่นสวนกระแสในยุคที่เศรษฐกิจแย่และมีแต่คนพูดว่า “อย่า…!!!” จนสามารถเลี้ยงดูครอบครัวของตัวเองให้สุขสบายได้เลย

เธอเล่าให้ผมฟัง ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว เธอทำงานธนาคารแห่งหนึ่งที่ตั้งย่านใจกลางเมือง แต่ละวันเธอต้องทำงานหนักมาก และวันหนึ่งองค์กรเกิดความเปลี่ยนแปลง ออกกฏใหม่บังคับขายประกันให้ลูกค้า เธอลองทำแล้วปรากฏว่าไม่ไหว ลูกค้าด่า อยากจะร้องไห้แต่ต้องฝืนปั้นยิ้มจนทนไม่ได้ เธอเลยปรึกษารุ่นพี่ในที่ทำงานว่าอยากลาออกไปเปิดร้านขายเสื้อผ้า แล้วก็ตบท้ายด้วยคำพรั่งพรูพรรณาถึงความกลัวมากมาย

สุดท้าย รุ่นพี่ท่านนั้นก็พูดมา 1 ประโยค เป็นประโยคที่ทำให้เธอตัดสินใจสร้างเส้นทางสายนายตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ ประโยคนั้นคือ “มาลึงกลัวอะไร…!!! ถ้าเจ๊งอย่างมากก็แค่กลับมาสมัครงานใหม่ เก่งๆอย่างมาลึง มีคนเอาอยู่แล้ว แต่ถ้ารุ่ง มาลึงก็ไปได้ยาว”

วินาทีนั้น หัวของเธอสว่างโพล่งไปด้วยความหวัง

“เออใช่ ถ้าทำแล้วล้มเหลว อย่างมากมันก็แค่เจ๊งนี่ เจ๊งแล้วยังไง พี่ไม่ได้ตายซักหน่อย ไปไม่รอดก็แค่กลับมาทำงานแค่นั้นเเหละ แต่ถ้ามันรอด พี่ก็ประสบความสำเร็จไง” เธอเล่าด้วยความภาคภูมิใจจนผมยังอดอมยิ้มตามไม่ได้

นี่คือความกลัวที่ทุกคนกังวลหรือ ถ้าคุณจินตนาการถึงจุดที่ลบที่สุดแล้วรับได้ นั่นก็แสดงว่าไม่มีอะไรให้คุณต้องกลัว พี่ผู้หญิงไม่ได้สอนผมแค่เรื่องของความกล้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอนให้เห็นถึงเคล็ดวิชาสุดยอด วิชาทดสอบความฝันตัวเอง นั่นคือทดลองทำเลย อย่างมากก็แค่เจ๊ง…!!!

สมมุติว่าถ้าคุณฝันอยากจะ Backpack รอบโลก กลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดแล้วปลูกผักขาย เป็นนักพูดนักเขียนให้แรงบันดาลใจ เป็นนักธุรกิจที่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่น เปิดร้านเล็กๆที่คนในครอบครัวช่วยกันดูแล อย่าพูดกับตัวเองว่าพร้อมเมื่อไหร่จะทำ ซักวันหนึ่งจะทำ รอให้มีเงินมากกว่านี้ก่อนจะทำ เพราะถ้าแก่แล้วลงมือทำแล้วไม่ใช่ ชีวิตคุณจะเป็นเหมือนเรือผุๆที่ไม่มีหางเสือและใบเรือ

เพราะบางทีความฝันของคุณอาจจะเป็นแค่ Want ไม่ใช่ Need คุณจะรู้สึกยังไงถ้าต้องเสียเวลาเกือบ 30 ปีไปกับความฝันที่แค่ “เห็นคนอื่นทำเลยอยากทำบ้างก็เท่านั้น” ทางที่ดีคือคุณควรลองลิ้มชิมรสความปรารถนาในตอนที่ยังมีแรงซะ

อยาก Backpack รอบโลก หาทางไป Backpack ประเทศแรกให้ได้

อยากเปิดร้านกาแฟ ไปเดินดูให้รู้ว่ากาแฟมีอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆราคาเท่าไหร่ ไปดูทั้งๆที่ไม่มีเงิน

อยากมีอสังหาให้เช่า ไม่ต้องรอมีเงิน ไปเดินดูแล้วมโนว่าตัวเองเป็นเศรษฐีเลย ทำเหมือนเรามีตังค์จริงๆจะไปซื้อบ้านมาให้คนอื่นเช่าเลย

อยากขายเสื้อผ้า ไปเดินดูเลยว่าแหล่งขายส่งอยู่ที่ไหน ตรงไหน ราคาเท่าไหร่ อุปกรณ์ยังไง

อยากกลับไปปลูกผลัก ถ้ารับความเสี่ยงได้ ก็ลองลางานซักเดือนนึงแล้วไปใช้ชีวิตแบบที่ฝัน หรือเปลี่ยนงานแล้วเว้นวรรคพักร้อนให้ตัวเอง 1 เดือน

อยากมีบ้านมีรถ ทดลองผ่อนบ้านผ่อนรถเข้าบัญชีธนาคารตัวเองโดยไม่ต้องซื้อจริงๆ

ไอเดียดีมั้ยหละ…???

แล้วทำไมต้องทำแบบนี้…???

คุณคงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ ถ้าจะต้องใช้ชีวิตเหมือนคุณลุง รอเวลาตั้ง 30 ปีเพื่อที่จะทำตามความฝันแล้วล้มเหลว เอาเงินที่มีไปละเลงทิ้ง ความเหนื่อยตลอดทั้งชีวิตสูญเปล่า

ถ้าสมมุติคุณลองหั่นความฝันตัวเองแล้วลงมือทำ ปรากฏว่าคุณไม่ชอบมันเลย คุณเกลียดมันด้วยซ้ำ ความฝันในชีวิตจริงกับในความคิดแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว คุณจะประหยัดเวลาในชีวิตเป็นสิบๆปี ไม่ต้องไล่ล่าความฝันเทียมอีกต่อไปพร้อมหาเป้าหมายใหม่ แต่ถ้าคุณทดลองทำแล้ว ปรากฏว่ามันใช่ โดนใจ หลังจากที่คุณได้ลิ้มรสชาติความฝันในชีวิตจริงด้วยตัวเอง สมองของคุณจะกดดันให้คุณทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีก ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่กล้าขนาดไหน คุณจะหาทางเอาชนะความไม่กล้าเพื่อไปเสพสุขกับชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการอยู่ดี ไม่มีทางอยู่เฉยปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวันๆได้แน่

ใช่…!!! ถ้าคุณทำแบบชิมลางแล้วหลงรัก แสดงว่านั่นเป็นความฝันของแท้ ถ้าคุณไม่ชอบมัน แสดงว่าฝันนั้นเป็นของเทียม อย่าเสียเวลาไล่ล่าเป้าหมายที่ตัวเองไม่ได้ปรารถนาจริงๆ

อย่าดูถูกสมองและศักยภาพของตัวเอง ถ้าวันนี้คุณยังมีโอกาสให้เลือก จงทำตามความฝันความต้องการของตัวเองเพื่อชิมลาง การลงทุนในประสบการณ์ชีวิตเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด ถ้าคุณทำแล้วล้มเหลวอย่างมากก็แค่เสียเงิน แต่ถ้าคุณไม่กล้าเปลี่ยนแปลง แน่นอนคุณไม่เสียเงิน แต่คุณจะรู้สึกเสียเวลาเมื่อชีวิตผ่านไป 10 ปี 20 ปีข้างหน้า ไม่มีใครรู้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆวันหนึ่งคุณต้องแก่ วันหนึ่งคุณต้องตาย ก่อนจะถึงวันนั้น คุณอยากจะเอาเรี่ยวแรงวันนี้ไปทำอะไร : )

ออกไปทดลองทำตามความฝันตัวเองซะ จะได้รู้ไปเลยว่ามันเป็นฝันแท้หรือฝันเทียม อย่ากลัวความล้มเหลวเลย ทำเงินหายเป็นแสน ยังใช้ความสามารถเอากลับคืนมาได้ แต่ถ้าทำวัยหนุ่มสาวหายไป มีความสามารถแต่ไหนก็ไม่มีทางได้คืน

คนเราเกิดมามีความตายเป็นปลายทาง ชีวิตคนเรามีจำกัด ทดลองซะ…!!!

บทความนี้ประสบการณ์ตรงของผมเท่านั้น ที่เหลือคุณจะต้องประยุกต์แล้วเอาไปใช้กับประสบการณ์ตัวเอง

แบ่งปันประสบการณ์กันครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่