นายเมธี สุภาพงษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยหลังการประชุม กนง. ว่าคณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ "ลด" อัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากล่าสุดอยู่ที่ 2.00% เหลือ 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญในการตัดสินนโยบาย ประกอบด้วย เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/57 และเดือน ม.ค. 2558 ยังฟื้นตัวค่อนข้างช้า โดยมีแรงส่งทางเศรษฐกิจด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน้อยกว่าที่คาด ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลดลง ขณะที่เศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน (28 ม.ค. 58)
สำหรับการส่งออกสินค้า คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวใกล้เคียงกับที่คาด แต่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าโดยเฉพาะจีน
อีกทั้งในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงและติดลบตามราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ยังปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เป็นบวก มองไปข้างหน้า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับที่คณะกรรมการฯ ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อนหน้า
สำหรับเสถียรภาพการเงินยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจสะสมจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน
ดังนั้น การตัดสินใจนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ โดยแรงกระตุ้นจากภาคการคลังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ภายใต้ภาวะดังกล่าว กรรมการ 4 คน เห็นว่า นโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจ และช่วยพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ อีก 3 คน ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนปรนเพียงพอในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และควรรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินไว้สำหรับเวลาที่จำเป็นและมีประสิทธิผลมากกว่าปัจจุบัน และการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันควรอาศัยแรงขับเคลื่อนด้านการคลังมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินการตามแผนการลงทุนของภาครัฐ
EDIT
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1426058938
QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE
กนง.มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.75% // เอาแล้วไง QE ไทย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญในการตัดสินนโยบาย ประกอบด้วย เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/57 และเดือน ม.ค. 2558 ยังฟื้นตัวค่อนข้างช้า โดยมีแรงส่งทางเศรษฐกิจด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน้อยกว่าที่คาด ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลดลง ขณะที่เศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน (28 ม.ค. 58)
สำหรับการส่งออกสินค้า คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวใกล้เคียงกับที่คาด แต่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าโดยเฉพาะจีน
อีกทั้งในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงและติดลบตามราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ยังปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เป็นบวก มองไปข้างหน้า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับที่คณะกรรมการฯ ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อนหน้า
สำหรับเสถียรภาพการเงินยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจสะสมจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน
ดังนั้น การตัดสินใจนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ โดยแรงกระตุ้นจากภาคการคลังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ภายใต้ภาวะดังกล่าว กรรมการ 4 คน เห็นว่า นโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจ และช่วยพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ อีก 3 คน ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนปรนเพียงพอในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และควรรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินไว้สำหรับเวลาที่จำเป็นและมีประสิทธิผลมากกว่าปัจจุบัน และการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันควรอาศัยแรงขับเคลื่อนด้านการคลังมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินการตามแผนการลงทุนของภาครัฐ
EDIT http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1426058938
QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE QE