หยดเลือดบนจีวร

กระทู้สนทนา
ห-ย-ด-เ-ลื-อ-ด-บ-น-จี-ว-ร

คือชื่อหนังสือที่เขียนขึ้นโดยบุคคลผู้เคยเป็นพระภิกษุที่บวชเข้ามาเพื่อแสวงหาโมกขธรรม เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกายผู้มีความประพฤติเรียบร้อยดีงามและมากไปด้วยภูมิรู้ภูมิธรรมอันควรเคารพยกย่อง ในขณะเป็นนิสิตก็เป็นนักกิจกรรมผู้มีบุคลิกความเป็นผู้นำที่โดดเด่นเพียบพร้อมด้วยความรักและความทุ่มเทในงานพระศาสนา เมื่อได้ฝึกฝนอบรมตนอยู่ระยะหนึ่ง จนสำเร็จการศึกษาแล้ว จึงออกบวชเป็นพระภิกษุในปีพ.ศ. 2525

ความมีสติปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งนักพัฒนาหัวก้าวหน้า จึงทำให้ท่านได้รับการส่งเสริมให้ไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่มุ่งเน้นเพื่อต่อยอดงานเผยแผ่พระศาสนายังมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมเผยแผ่และประชาสัมพันธ์งานพระศาสนาในศูนย์ปฏิบัติธรรมสาขา ที่ก่อตั้งขึ้นในต่างประเทศไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อขยายงานรองรับศรัทธาสาธุชนชาวต่างชาติที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น และเพื่อปักธงธรรมจักรลงในดินแดนตะวันตกให้เจริญมั่นคงต่อไปในอนาคตนั่นเอง

แต่การณ์กลับต้องสะดุดหยุดลง เมื่อมีเหตุอันเป็นชนวนให้เส้นทางชีวิตของท่านผู้นี้ต้องพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง...ทำเอาความหวังที่เราเคยแอบตั้งไว้ว่า สักวันหนึ่งจะได้เห็นเพชรน้ำงามเม็ดนี้เจิดจรัสประดับวงการคณะสงฆ์ไทยในเวทีโลก ต้องพลอยมีอันมอดดับตามไปด้วย ซึ่งเกิดมาจากสาเหตุอันไม่ใช่ธุระเอาเสียเลย !!!

* * *
ราวปี 2534 เกิดเหตุโศกนาฏกรรมสังหารหมู่พระสงฆ์และญาติโยมรวม 9 ศพที่วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท่านผู้นี้ยังคงศึกษาและปฏิบัติหน้าที่อยู่ในมลรัฐใกล้เคียง เหตุการณ์นี้ได้สร้างความสนใจให้ท่านซึ่งมีความเห็นว่า "โจนาธาน ดูดี้" ผู้ต้องหาในคดีที่ถูกจับกุมตัวนั้นคือ "แพะ" ที่ท่านต้องยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือ

เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน ใครก็ย่อมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีสมควรสนับสนุน ซึ่งทางวัดพระธรรมกายเองก็ไม่ได้ขัดขวางอะไรเพราะคงมองว่าเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และเป็นสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์ทุกคนจะพึงแสดงออกได้เป็นเรื่องปกติ

หากบุคคลท่านนี้จะวางตนอยู่ในฐานะผู้สนับสนุนดังเช่นคนทั่วไป ก็ย่อมจะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อสถานภาพของท่านเลย แต่การออกตัวแรงชนิดตั้งตัวเป็นหัวขบวนเคลื่อนไหวเช่นนั้น ย่อมผิดวัตถุประสงค์และ "กิจ" อันพึงปฏิบัติอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือลำพังการเป็นเพียงวัดสาขาเล็ก ๆ ที่เพิ่งไปก่อตั้งอยู่ในประเทศของเขา ภาระกิจบุกเบิกก็มีมากพออยู่แล้ว หากจะเอาทั้งตัวและเวลาไปทุ่มเทเป็นคดีความกับรัฐเพิ่มอีก ผลกระทบคงจะไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะกับ "วัดสาขา" ของตนเท่านั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตย่อมจะสั่นคลอน จนส่งผลกระทบมาถึงต้นสังกัดคือวัดพระธรรมกาย จึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ซึ่งถ้าหากจะเป็นเช่นนั้น เราเองก็ยังมองไม่เห็นประโยชน์อันใดที่ท่านจะลากเอาหมู่คณะมาสุ่มเสี่ยงกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศของเขาย่อมต้องดำเนินไปได้แม้ไม่มีเรา และวัดที่เกิดเหตุนั้น เขาก็ย่อมต้องมีเจ้าภาพ มีญาติ โยมผู้อุปถัมภ์อยู่ไม่ใช่น้อย ในฐานะ "พระภิกษุ" จึงยิ่งต้องยึดมั่นในหลัก "กฎแห่งกรรม" และรู้จักการวาง "อุเบกขา" ให้มากกว่าฆราวาสหลายเท่าตัวอยู่แล้วด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่าในการต่อสู้คดีกับภาครัฐนั้น ไม่เพียงจะเป็นเรื่องหืดขึ้นคอ แต่ยังต้องกินเวลายืดเยื้อยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ "เงินทุน" ที่ต้องใช้ในการต่อสู้ซึ่งไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย เพราะเพียงแค่ค่าว่าจ้างทนายความก็มากเกินกว่าสิบล้านบาทเข้าไปแล้ว

ธรรมดากว่าวัดพระธรรมกายจะรวบรวมปัจจัยขับเคลื่อนโครงการงานบุญใดสักอย่างก็ต้องรอการทอดกฐิน ผ้าป่า ซึ่งทุกบาททุกสตางค์วัดจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเสมอ เรื่องจะให้นำเงินที่ญาติโยมมุ่งฝากฝังไว้ในพระศาสนา ไปใช้ในการอันไม่ใช่ธุระเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้เลย

การที่เราจำเป็นต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนก็เพราะว่า เรามีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์บางช่วงขณะที่ท่านผู้นี้เดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ซึ่งในฐานะผู้มองที่ยืนอยู่ตรงกลาง เราพอจะเข้าใจความคิดของท่าน ขณะเดียวกันก็เข้าใจจุดยืนของวัดว่าเพราะเหตุใดจึงจำเป็นต้องปฏิเสธความร่วมมือไป จนเป็นที่มาแห่งรอยร้าวให้เขากลับมาตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับวัดอยู่ตลอดมากระทั่งทุกวันนี้

สถานภาพความเป็น "พระ" ก็ดี ความเป็น "วัด" ก็ดี ล้วนมีบทบาทหน้าที่กำกับตัวเองให้ต้องยืนหยัดและแน่วแน่ในหนทางที่เลือกเดินอย่างชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า "วัด" คือสถานฝึกฝนตนของพระ เพื่อให้ "พระ" ได้นำพระธรรมคำสอนมาถ่ายทอดแก่โยม เป็นโรงเรียนสอนศีลธรรมให้ผู้คนได้นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ซึ่งย่อมต้องมีภาระกิจมากมายให้สร้างทำอยู่อย่างล้นมือ โดยเฉพาะ "วัดพระธรรมกาย" ที่มุ่งเผยแผ่ศาสนาเชิงรุกด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะโครงการต่าง ๆ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อดำรินั้นมีอยู่อย่างมากมายตลอดต่อเนื่อง เรื่องจะหาเวลาว่างไปคิดทำสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากหน้าที่จึงเป็นไปได้ยากเต็มที

เมื่อท่านผู้นี้หันหลังให้กับวัดพระธรรมกาย เพื่อออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มตัว สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นเพียงภาพของนักเคลื่อนไหว ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง จากพระภิกษุผู้เคยเปี่ยมไปด้วยความสงบ สำรวม มีรอยยิ้มอันสดใส และคำพูดอันไพเราะที่กลั่นมาจากสภาวะธรรมภายในของ "พระ" ผู้ปฏิบัติดี ซึ่งบัดนี้มันได้ปลาสนาการไปจนหมดสิ้น

เหลือเพียงอารมณ์อันร้อนรุ่มที่มุ่งมาดจะเอาชนะอย่างเดียว ทุกลมหายใจจดจ่ออยู่เพียงจะต่อสู้อย่างไรให้ชนะ จะหาเงินจากแหล่งใดมาดำเนินการเรื่องนี้...หนังสือเล่มดังกล่าวจึงถูกผลิตออกมากองเป็นภูเขาด้วยหวังจะหารายได้มาสู้คดี ไม่รวมสิ่งอื่นอีกมากที่หว่านไปราวตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่มันก็เป็นเรื่องของท่านเพราะตัดขาดจากวัดไปตั้งแต่ปี 2537 นั่นแล้ว

* * *
หากย้อนเวลากลับไปได้ เพียงแค่ท่านจะลดบทบาทการเคลื่อนไหวนั้นลง และเชื่อฟังคำทักท้วงของครูบาอาจารย์ ลดความเชื่อมั่นในตนเองลงเสียบ้าง หยิบยื่นความช่วยเหลือไปตามกำลังที่มี ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายเช่นนี้แล้ว ปัญหาก็จะไม่เกิด ผลงานทางพระพุทธศาสนาอีกมากก็คงจะได้ท่านร่วมสร้างร่วมทำไว้เป็นคุณแก่โลก และคงจะขจรขจายไปทั่วทั้งยุโรปและอเมริกา ซึ่งย่อมจะมีคุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้มากมายนัก ส่วนจะมากเพียงใดนั้น บุคคลที่รู้แก่ใจดีก็คือ "ตัวท่านเองนั่นแหละ"

จริงอยู่ที่การตัดสินใจขึ้นหลังเสือย่อมเป็นการยากที่จะลง แต่มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งหน้ามุ่งสร้างวาทกรรมโจมตีกล่าวร้ายวัด อันเป็นถิ่นที่ท่านเคยพำนักอาศัย เคยให้ข้าวให้น้ำ ให้ชีวิต โดยเฉพาะครูบาอาจารย์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อผู้มีพระคุณทั้งสอง ซึ่งยังคงรักและปรารถนาดีต่อท่าน...เพราะลำพังหลวงพ่อทั้งสองนั้น ท่านไม่คิดถือสามานานแล้ว มีแต่ตัวท่านนี่ล่ะที่ไม่คิดจะหยุดว่าร้ายท่านเสียเลย เราว่าท่านน่ะ...เหนื่อยมามากแล้วนะ หยุดเถอะ ! ถึงยังไงวัดก็ไม่ล่มสลายดังใจท่านวาดฝันไว้หรอก...เอาคอท่านเองเป็นประกันได้เลย

ในฐานะที่ตัวท่านก็เคยดำรงตำแหน่งประธานชมรมพุทธ ฯ มาก่อน เราในฐานะเด็กรุ่นหลัง เคยประทับใจในบทกวีแห่ง "สุภาพบุรุษทรนง" ที่ประธานชมรมพุทธแห่งหนึ่งเคยมอบไว้ จึงอยากจะนำมาฝากท่านได้ลองพิจารณาดู แม้ว่าต่อม "ความกตัญญู" ของท่านอาจจะมอดดับไปนานแล้ว...แต่ความเป็น "ลูกผู้ชาย" มันน่าจะยังคงหลงเหลืออยู่...

══ ══ ══ ೋღ  ღೋ ══ ══ ══
แม้ท้อแท้เพียงใด..................จะไม่ถอย
แม้ถอยไกลเกินคอย..............จะไม่ถอน
แม้ถอนหมดจรดใจ................จะทิ้งรอย
แม้ทิ้งสิ้นวิญญาณคล้อย........ไม่ทำลาย
══ ══ ══ ೋღ  ღೋ ══ ══ ══
ศุกร์ที่ 27.02.15
20.50 น.


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่