เพียรละอกุศล แข่งกับความตาย
"ภิกษุทั้งหลาย! มรณสติ
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลง สู่...อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด
ภิกษุทั้งหลาย!
ก็มรณสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร
กระทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก
มีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่...อมตะ มีอมตะ
เป็นที่สุด.
ภิกษุทั้งหลาย!
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันสิ้นไป
กลางคืนเวียนมา ย่อมพิจารณา ดังนี้ว่า...
ปัจจัย แห่งความตายของเรา มีมากหนอ
คือ งู พึงกัดเรา ก็ได้
แมลงป่อง พึงต่อยเรา ก็ได้
ตะขาบ พึงกัดเรา ก็ได้
เพราะเหตุนั้น...เราพึงทำกาลกิริยา
อันตรายนั้น...พึงมีแก่เรา
เราพึงพลาดล้มลง ก็ได้
อาหารที่เราบริโภคแล้ว ไม่ย่อยเสีย ก็ได้
ดีของเรา พึงซ่าน ก็ได้
เสมหะของเรา พึงกำเริบ ก็ได้
ลมมีพิษดังศาตราของเรา พึงกำเริบ ก็ได้
มนุษย์ทั้งหลาย พึงเบียดเบียนเรา ก็ได้
พวกอมนุษย์ พึงเบียดเบียนเรา ก็ได้
เพราะเหตุนั้น...
เราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศล อันเรายังละไม่ได้
ที่จะพึงเป็นอันตราย แก่เราผู้ทำกาละ ใน
กลางคืน มีอยู่ หรือหนอ แลถ้าภิกษุพิจารณาอยู่...รู้อย่างนี้ว่า...ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรา ยังละไม่ได้ ที่จะพึงเป็นอันตราย แก่เรา
ผู้ทำกาละ ในกลางคืน มีอยู่...
ภิกษุนั้น...พึงกระทำความพอใจ
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียรความไม่ท้อถอย สติ และสัมปชัญญะ
ให้ยิ่ง เพื่อ...ละธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น...เสียเปรียบเหมือนคนที่มีผ้าไฟไหม้ หรือศีรษะถูกไฟไหม้ พึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย
สติ และสัมปชัญญะให้ยิ่ง
เพื่อ...ดับไฟไหม้ผ้า.หรือศีรษะนั้น ฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลาย!
ถ้าแหละภิกษุพิจารณาอยู่...รู้อย่างนี้ว่า...
ธรรมอันเป็นบาปอกุศล อันเรายังละ ไม่ได้
ที่จะเป็นอันตรายแก่เรา ผู้ทำกาละในกลาง
คืน ไม่มี
ภิกษุนั้น...พึงเป็นผู้มีปีติ และปราโมทย์
หมั่นศึกษาทั้งกลางวัน และกลางคืน
ในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่...
(ในกรณีแห่งภิกษุผู้ผ่านกลางคืนมาถึงกลางวัน ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ให้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน ผิดกันแต่เวลาเท่านั้น).
ภิกษุทั้งหลาย มรณสติ
อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด."
-บาลี อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๓๑-๓๓๓/๑๗๑.
ละอกุศลอข่งกับความตาย
"ภิกษุทั้งหลาย! มรณสติ
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลง สู่...อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด
ภิกษุทั้งหลาย!
ก็มรณสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร
กระทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก
มีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่...อมตะ มีอมตะ
เป็นที่สุด.
ภิกษุทั้งหลาย!
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันสิ้นไป
กลางคืนเวียนมา ย่อมพิจารณา ดังนี้ว่า...
ปัจจัย แห่งความตายของเรา มีมากหนอ
คือ งู พึงกัดเรา ก็ได้
แมลงป่อง พึงต่อยเรา ก็ได้
ตะขาบ พึงกัดเรา ก็ได้
เพราะเหตุนั้น...เราพึงทำกาลกิริยา
อันตรายนั้น...พึงมีแก่เรา
เราพึงพลาดล้มลง ก็ได้
อาหารที่เราบริโภคแล้ว ไม่ย่อยเสีย ก็ได้
ดีของเรา พึงซ่าน ก็ได้
เสมหะของเรา พึงกำเริบ ก็ได้
ลมมีพิษดังศาตราของเรา พึงกำเริบ ก็ได้
มนุษย์ทั้งหลาย พึงเบียดเบียนเรา ก็ได้
พวกอมนุษย์ พึงเบียดเบียนเรา ก็ได้
เพราะเหตุนั้น...
เราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศล อันเรายังละไม่ได้
ที่จะพึงเป็นอันตราย แก่เราผู้ทำกาละ ใน
กลางคืน มีอยู่ หรือหนอ แลถ้าภิกษุพิจารณาอยู่...รู้อย่างนี้ว่า...ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรา ยังละไม่ได้ ที่จะพึงเป็นอันตราย แก่เรา
ผู้ทำกาละ ในกลางคืน มีอยู่...
ภิกษุนั้น...พึงกระทำความพอใจ
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียรความไม่ท้อถอย สติ และสัมปชัญญะ
ให้ยิ่ง เพื่อ...ละธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น...เสียเปรียบเหมือนคนที่มีผ้าไฟไหม้ หรือศีรษะถูกไฟไหม้ พึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย
สติ และสัมปชัญญะให้ยิ่ง
เพื่อ...ดับไฟไหม้ผ้า.หรือศีรษะนั้น ฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลาย!
ถ้าแหละภิกษุพิจารณาอยู่...รู้อย่างนี้ว่า...
ธรรมอันเป็นบาปอกุศล อันเรายังละ ไม่ได้
ที่จะเป็นอันตรายแก่เรา ผู้ทำกาละในกลาง
คืน ไม่มี
ภิกษุนั้น...พึงเป็นผู้มีปีติ และปราโมทย์
หมั่นศึกษาทั้งกลางวัน และกลางคืน
ในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่...
(ในกรณีแห่งภิกษุผู้ผ่านกลางคืนมาถึงกลางวัน ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ให้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน ผิดกันแต่เวลาเท่านั้น).
ภิกษุทั้งหลาย มรณสติ
อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด."
-บาลี อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๓๑-๓๓๓/๑๗๑.