นงนุช สิงหเดชะ: ยุคคสช. ระดับโกงลดต่ำสุดรอบ5ปี กับคำถาม"ปชต."สำคัญกว่าคอร์รัปชั่น?
เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ได้เปิดเผยผลสำรวจที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในยุค คสช. หรือในยุคที่ปกครองโดยคณะรัฐประหาร
นั่นก็คือพบว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นเดือนธันวาคม 2557 ลดต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่มีการสำรวจมา
โดยผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐมีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการหรือนักการเมืองที่ทุจริต
เพื่อให้ได้สัญญาเฉลี่ยที่5-15%ของงบประมาณ ลดลงจากช่วงปี 2553-2556 ที่มีการเรียกรับเงิน
25-35% ของงบประมาณ
"การสำรวจในเดือนมิถุนายน 2557 มีการเรียกรับเงิน 15-25% แต่พอมาถึงเดือนธันวาคม 2557 การ
เรียกรับเงินลดลงเหลือ 5-15% ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี" ศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุ
ศูนย์พยากรณ์ฯ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 2553-2556 การเรียกสินบนลดลง
10-20% หรือลดลงปีละ 1-2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้รัฐบาลสามารถนำไปกระตุ้นให้เศรษฐกิจ
ขยายตัว 0.5-0.7% ต่อปี
สาเหตุที่การคอร์รัปชั่นลดลงเป็นเพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งภาคประชาชนมีความ
เข้มแข็งในการตรวจสอบ โดยหากคิดออกมาเป็นระดับดัชนี พบว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นเดือนธันวาคม
2557 อยู่ที่ระดับ 49 เพิ่มขึ้น (ดีขึ้น) จากเดือนมิถุนายน 2557 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 46
ขณะที่ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นปัจจุบันอยู่ที่ 47 เพิ่มขึ้นจาก 45 และดัชนีแนวโน้มสถานการณ์อยู่ที่
50 เพิ่มขึ้นจาก 47 โดยหากดัชนีมีค่าเข้าใกล้ 100 แสดงว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นลดลง
นั่นเป็นผลสำรวจที่สะท้อนปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในยุครัฐประหารนอกเหนือจากคะแนนนิยม
โดยทั่วไปของคสช.ที่ยังอยู่ในระดับสูง
ผลสำรวจนี้ได้ก่อให้เกิดกับคำถามกับนักการเมือง นักวิชาการและนักอื่นๆ จำพวกหนึ่ง ที่หัวชนฝากับ
เรื่องประชาธิปไตย ที่มักอ้างว่าจะนำเรื่องคอร์รัปชั่นมาปะปนกับประชาธิปไตยไม่ได้เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
(ทำนองว่าจะอ้างเรื่องทุจริตมากำจัดนักการเมืองโกงไม่ได้ เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง)
คำแก้ต่างนี้เกิดขึ้นหลังจาก "คนดูไบ" ถูกรัฐประหารและลงโทษคดีอาญาจากปัญหาทุจริตในหน้าที่ และคน
ในรัฐบาลของเขา รวมทั้งตัวเขาอื้อฉาวเรื่องคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ อย่างมาก
คำแก้ต่างเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ ยังต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลน้องสาวของคนดูไบ ที่ถูกรัฐประหาร ซึ่งแม้
สาเหตุหลักจะมาจากเรื่องการรักษาความสงบ แต่ก็อย่าลืมว่าเหตุผลหนึ่งก็คือปัญหาทุจริตจากโครงการ
รับจำนำข้าว ซึ่งใช้เงินไปมหาศาล จนทำให้ฐานะการคลังของประเทศเข้าสู่จุดใกล้วิกฤตหากยังไม่หยุด
โครงการ
จริงอยู่ช่วงปี2553-2556นั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์และรัฐบาลเพื่อไทยอยู่ในตำแหน่งนานใกล้เคียงกัน
คือ2 ปีเศษ
แต่ข่าวเรื่องการเรียกรับสินบนพุ่งไปแตะ 35-40% ของงบประมาณเกิดขึ้นหนาหูในรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ว่าระดับการเรียกเงินขยับขึ้น
ไปอยู่ที่35%
ก็ยิ่งสะท้อนว่ารัฐบาลที่อ้างว่ารักประชาธิปไตย มากกว่าใครอื่นนั้น แท้จริงแล้ว ประชาธิปไตย
(ในแบบของพวกเขา) ไม่ได้นำอนาคตที่ดีมาสู่ประเทศโดยรวม
จากการประเมินของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยดังกล่าวที่ว่ายุคคสช.สามารถลดความเสียหายจากการ
เรียกเงินใต้โต๊ะลงปีละ 1-2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต
0.5-0.7% สะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งว่า การทุจริตสูง ทำให้ประเทศชาติเสียโอกาสใน
การพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการกินดีอยู่ดี
โดยปกติแล้ว มนุษย์ทั่วโลกโหยหาประชาธิปไตยด้วยหวังว่าจะเป็นระบบที่นำมาซึ่งการมีผู้นำโปร่งใส
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม สร้างความกินดีอยู่ดีแก่ประชาชน ไม่เอาเข้าพกเข้าห่อตัวเองโดยมิชอบ
แต่เราก็จะเห็นว่าประชาธิปไตยในหลายประเทศไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์อย่างนั้นเสมอไป
มีคนจำพวกหนึ่งอ้างว่าประชาธิปไตยคือระบบที่มีกลไกตรวจสอบผู้ปกครองดังนั้นระบบนี้จะทำให้ผู้ปกครอง
ที่ไม่ดี(แม้จะมาจากการเลือกตั้ง) ถูกตรวจสอบได้ ซึ่งจะดีกว่าการปกครองด้วยคนดีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เพราะคนดีนั้นถึงวันหนึ่งอาจจะไม่ดีก็ได้ หากไม่มีกลไกตรวจสอบ
คนจำพวกนี้บูชา "ระบบ" อย่างสูงสุด กระทั่งเชื่อว่า "ระบบ" จะเป็นเครื่องมือในการกำจัดนักปกครองชั่ว
ได้เอง พวกเขาจะไม่เชื่อเรื่องคนดี ดังนั้น ผู้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี โดยที่ลืมไปว่า
ระบบหรือกติกาต่างๆ นั้นมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น
แต่นับจากปี 2544 พวกเราล้วนได้เห็นแล้วว่า "ระบบ" ดังว่านั้น ล้มเหลวสิ้นเชิง เนื่องจากถูกแทรกแซง
จนพิกลพิการ เพราะคนไม่ดีเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วมีแนวโน้มสูงที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทำลาย "ระบบ"
หรือกลไก ที่เขาเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
เมื่อเป็นดังนี้ถึงเวลาหรือยังที่เราควรเลิก"สุดโต่ง"ยึดมั่นกับความเชื่อที่ว่าขอให้มีประชาธิปไตย (ที่จริงก็
คือแค่การเลือกตั้ง) ก็พอ ไม่ต้องสนอย่างอื่น เพราะ "ระบบ" แห่งประชาธิปไตยจะทำงานของมันเอง
หาก "ระบบ" เป็นสิ่งที่ดีโดยอัตโนมัติ ไม่เกี่ยวกับ "คน" และจิตสำนึกของคนแล้วละก็ ประเทศประชาธิปไตย
ก็คงรุ่งเรือง มีความสุขกันถ้วนหน้า
ส่วนประเทศไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยในภาคปฏิบัติ (อย่างสิงคโปร์) ก็คงยากจนหม่นไหม้ กระมัง
แต่ในยุค คสช. "ระบบ" ส่วนใหญ่ยังคงเดิม (ยกเว้นผู้ปกครองไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) ทำไมการทุจริต
คอร์รัปชั่นจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ ดีกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย
นั่นแสดงว่า "คน" หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ปกครองมีส่วนสำคัญยิ่งใช่หรือไม่ แสดงว่าการมี "ระบบ" ยังไม่เพียงพอ
แต่ต้องมี "คน" หรือผู้ปกครองที่จริงจังและมีจิตสำนึกที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายใช่หรือไม่
พูดถึงเรื่องนี้ก็ให้ประหวัดถึงโครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีการปิดบัญชีแล้วพบว่าระยะ3ปี
สร้างผลขาดทุน 5.18 แสนล้านบาท เท่ากับว่าสร้างผลเสียหายปีละ 1.72 แสนล้านบาท ซึ่งมีเรื่องการทุจริต
เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นหมายถึงว่าประเทศขาดโอกาสนำเงินจำนวนนี้ไปสร้างความเติบโตให้เศรษฐกิจ
หากคำนวณตามมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่บอกว่าเงิน1-2 แสนล้านบาทสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้
ปีละ 0.5-0.7% ก็นับว่าน่าเสียดายโอกาสของประเทศ
แต่ก็นั่นล่ะ การชี้แจงของฝ่ายคุณยิ่งลักษณ์ ก็ยังใช้ "ดราม่า" มากกว่าหลักวิชาการ
นั่นคืออ้างอย่างเดิมว่าเพื่อช่วยเหลือชาวนาให้ลืมตาอ้าปากได้
แต่กลับเถียงไม่ขึ้นเรื่องความเสียหายและการขายข้าวที่ผิดระเบียบ(เพื่อสร้างประโยชน์ให้พรรคพวกเดียวกัน)
เช่นขายให้เอกชนที่เป็นพวกเดียวกันแล้วอ้างว่าขายแบบรัฐต่อรัฐ
ที่จริงไม่มีใครคัดค้านประเด็นเรื่องช่วยชาวนารายย่อยที่อยู่ในฐานะค่อนข้างยากจนแต่ที่เป็นปัญหาคือการ
ปล่อยให้รั่วไหลทำให้เงินไม่ตกถึงมือชาวนาตามที่ควรจะเป็น
พูดง่ายๆ ชาวนาตัวจริงได้ไปจิ๊บจ๊อย แต่พวกอื่นที่ไม่ใช่ชาวนาได้ไปเยอะ เขาถึงว่ากันว่าโครงการที่ควร
ใช้เงินแค่ 2-3 แสนล้านบาท ทำไมต้องใช้ไป 8-9 แสนล้านบาท
ไปเปิดดูรายงานสหประชาชาติได้จะพบว่าต้นเหตุหลักของความยากจนของทุกประเทศทั่วโลกคือการมี
รัฐบาลคอร์รัปชั่น ไม่ใช่เพราะขาดไร้การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
ส่วนที่ยังดราม่าไม่เลิก พูดอ้างและวนอยู่ที่เดิม (เหมือนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องว่าคนเขาติงเรื่องอะไร)
นั่นล่ะว่าเลิกไม่ได้เพราะเป็นนโยบายตอนหาเสียง และชาวนาก็ชอบ ก็ต้องถามต่อไปว่า อะไรที่ชาวบ้าน
ชอบก็ต้องตามใจทุกอย่างหรือ แม้เล็งเห็นผลอยู่แล้วว่าจะเสียหายหนักต่อประเทศ
ต่อไปลองไปทำแบบสอบถามสิว่า ประชาชนชอบไหมหากรัฐบาลเลิกเก็บภาษี เช่น ภาษีเงินได้ รับรองว่า
95% ต้องตอบว่าชอบ อาจมีเพียงแค่ 5% เท่านั้นที่บอกว่าไม่ชอบ เหตุเพราะพวกเขาคิดไกลและคิดละเอียด
ไปถึงอนาคตของประเทศ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1423672859
ข่าวการเมือง กับ มติชน ... ประชาธิปไตย กับคอรัปชั่นอะไรสำคัญกว่ากัน ? ..../sao..เหลือ..noi
เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ได้เปิดเผยผลสำรวจที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในยุค คสช. หรือในยุคที่ปกครองโดยคณะรัฐประหาร
นั่นก็คือพบว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นเดือนธันวาคม 2557 ลดต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่มีการสำรวจมา
โดยผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐมีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการหรือนักการเมืองที่ทุจริต
เพื่อให้ได้สัญญาเฉลี่ยที่5-15%ของงบประมาณ ลดลงจากช่วงปี 2553-2556 ที่มีการเรียกรับเงิน
25-35% ของงบประมาณ
"การสำรวจในเดือนมิถุนายน 2557 มีการเรียกรับเงิน 15-25% แต่พอมาถึงเดือนธันวาคม 2557 การ
เรียกรับเงินลดลงเหลือ 5-15% ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี" ศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุ
ศูนย์พยากรณ์ฯ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 2553-2556 การเรียกสินบนลดลง
10-20% หรือลดลงปีละ 1-2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้รัฐบาลสามารถนำไปกระตุ้นให้เศรษฐกิจ
ขยายตัว 0.5-0.7% ต่อปี
สาเหตุที่การคอร์รัปชั่นลดลงเป็นเพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งภาคประชาชนมีความ
เข้มแข็งในการตรวจสอบ โดยหากคิดออกมาเป็นระดับดัชนี พบว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นเดือนธันวาคม
2557 อยู่ที่ระดับ 49 เพิ่มขึ้น (ดีขึ้น) จากเดือนมิถุนายน 2557 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 46
ขณะที่ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นปัจจุบันอยู่ที่ 47 เพิ่มขึ้นจาก 45 และดัชนีแนวโน้มสถานการณ์อยู่ที่
50 เพิ่มขึ้นจาก 47 โดยหากดัชนีมีค่าเข้าใกล้ 100 แสดงว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นลดลง
นั่นเป็นผลสำรวจที่สะท้อนปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในยุครัฐประหารนอกเหนือจากคะแนนนิยม
โดยทั่วไปของคสช.ที่ยังอยู่ในระดับสูง
ผลสำรวจนี้ได้ก่อให้เกิดกับคำถามกับนักการเมือง นักวิชาการและนักอื่นๆ จำพวกหนึ่ง ที่หัวชนฝากับ
เรื่องประชาธิปไตย ที่มักอ้างว่าจะนำเรื่องคอร์รัปชั่นมาปะปนกับประชาธิปไตยไม่ได้เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
(ทำนองว่าจะอ้างเรื่องทุจริตมากำจัดนักการเมืองโกงไม่ได้ เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง)
คำแก้ต่างนี้เกิดขึ้นหลังจาก "คนดูไบ" ถูกรัฐประหารและลงโทษคดีอาญาจากปัญหาทุจริตในหน้าที่ และคน
ในรัฐบาลของเขา รวมทั้งตัวเขาอื้อฉาวเรื่องคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ อย่างมาก
คำแก้ต่างเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ ยังต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลน้องสาวของคนดูไบ ที่ถูกรัฐประหาร ซึ่งแม้
สาเหตุหลักจะมาจากเรื่องการรักษาความสงบ แต่ก็อย่าลืมว่าเหตุผลหนึ่งก็คือปัญหาทุจริตจากโครงการ
รับจำนำข้าว ซึ่งใช้เงินไปมหาศาล จนทำให้ฐานะการคลังของประเทศเข้าสู่จุดใกล้วิกฤตหากยังไม่หยุด
โครงการ
จริงอยู่ช่วงปี2553-2556นั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์และรัฐบาลเพื่อไทยอยู่ในตำแหน่งนานใกล้เคียงกัน
คือ2 ปีเศษ
แต่ข่าวเรื่องการเรียกรับสินบนพุ่งไปแตะ 35-40% ของงบประมาณเกิดขึ้นหนาหูในรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ว่าระดับการเรียกเงินขยับขึ้น
ไปอยู่ที่35%
ก็ยิ่งสะท้อนว่ารัฐบาลที่อ้างว่ารักประชาธิปไตย มากกว่าใครอื่นนั้น แท้จริงแล้ว ประชาธิปไตย
(ในแบบของพวกเขา) ไม่ได้นำอนาคตที่ดีมาสู่ประเทศโดยรวม
จากการประเมินของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยดังกล่าวที่ว่ายุคคสช.สามารถลดความเสียหายจากการ
เรียกเงินใต้โต๊ะลงปีละ 1-2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต
0.5-0.7% สะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งว่า การทุจริตสูง ทำให้ประเทศชาติเสียโอกาสใน
การพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการกินดีอยู่ดี
โดยปกติแล้ว มนุษย์ทั่วโลกโหยหาประชาธิปไตยด้วยหวังว่าจะเป็นระบบที่นำมาซึ่งการมีผู้นำโปร่งใส
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม สร้างความกินดีอยู่ดีแก่ประชาชน ไม่เอาเข้าพกเข้าห่อตัวเองโดยมิชอบ
แต่เราก็จะเห็นว่าประชาธิปไตยในหลายประเทศไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์อย่างนั้นเสมอไป
มีคนจำพวกหนึ่งอ้างว่าประชาธิปไตยคือระบบที่มีกลไกตรวจสอบผู้ปกครองดังนั้นระบบนี้จะทำให้ผู้ปกครอง
ที่ไม่ดี(แม้จะมาจากการเลือกตั้ง) ถูกตรวจสอบได้ ซึ่งจะดีกว่าการปกครองด้วยคนดีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เพราะคนดีนั้นถึงวันหนึ่งอาจจะไม่ดีก็ได้ หากไม่มีกลไกตรวจสอบ
คนจำพวกนี้บูชา "ระบบ" อย่างสูงสุด กระทั่งเชื่อว่า "ระบบ" จะเป็นเครื่องมือในการกำจัดนักปกครองชั่ว
ได้เอง พวกเขาจะไม่เชื่อเรื่องคนดี ดังนั้น ผู้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี โดยที่ลืมไปว่า
ระบบหรือกติกาต่างๆ นั้นมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น
แต่นับจากปี 2544 พวกเราล้วนได้เห็นแล้วว่า "ระบบ" ดังว่านั้น ล้มเหลวสิ้นเชิง เนื่องจากถูกแทรกแซง
จนพิกลพิการ เพราะคนไม่ดีเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วมีแนวโน้มสูงที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทำลาย "ระบบ"
หรือกลไก ที่เขาเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
เมื่อเป็นดังนี้ถึงเวลาหรือยังที่เราควรเลิก"สุดโต่ง"ยึดมั่นกับความเชื่อที่ว่าขอให้มีประชาธิปไตย (ที่จริงก็
คือแค่การเลือกตั้ง) ก็พอ ไม่ต้องสนอย่างอื่น เพราะ "ระบบ" แห่งประชาธิปไตยจะทำงานของมันเอง
หาก "ระบบ" เป็นสิ่งที่ดีโดยอัตโนมัติ ไม่เกี่ยวกับ "คน" และจิตสำนึกของคนแล้วละก็ ประเทศประชาธิปไตย
ก็คงรุ่งเรือง มีความสุขกันถ้วนหน้า
ส่วนประเทศไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยในภาคปฏิบัติ (อย่างสิงคโปร์) ก็คงยากจนหม่นไหม้ กระมัง
แต่ในยุค คสช. "ระบบ" ส่วนใหญ่ยังคงเดิม (ยกเว้นผู้ปกครองไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) ทำไมการทุจริต
คอร์รัปชั่นจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ ดีกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย
นั่นแสดงว่า "คน" หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ปกครองมีส่วนสำคัญยิ่งใช่หรือไม่ แสดงว่าการมี "ระบบ" ยังไม่เพียงพอ
แต่ต้องมี "คน" หรือผู้ปกครองที่จริงจังและมีจิตสำนึกที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายใช่หรือไม่
พูดถึงเรื่องนี้ก็ให้ประหวัดถึงโครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีการปิดบัญชีแล้วพบว่าระยะ3ปี
สร้างผลขาดทุน 5.18 แสนล้านบาท เท่ากับว่าสร้างผลเสียหายปีละ 1.72 แสนล้านบาท ซึ่งมีเรื่องการทุจริต
เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นหมายถึงว่าประเทศขาดโอกาสนำเงินจำนวนนี้ไปสร้างความเติบโตให้เศรษฐกิจ
หากคำนวณตามมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่บอกว่าเงิน1-2 แสนล้านบาทสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้
ปีละ 0.5-0.7% ก็นับว่าน่าเสียดายโอกาสของประเทศ
แต่ก็นั่นล่ะ การชี้แจงของฝ่ายคุณยิ่งลักษณ์ ก็ยังใช้ "ดราม่า" มากกว่าหลักวิชาการ
นั่นคืออ้างอย่างเดิมว่าเพื่อช่วยเหลือชาวนาให้ลืมตาอ้าปากได้
แต่กลับเถียงไม่ขึ้นเรื่องความเสียหายและการขายข้าวที่ผิดระเบียบ(เพื่อสร้างประโยชน์ให้พรรคพวกเดียวกัน)
เช่นขายให้เอกชนที่เป็นพวกเดียวกันแล้วอ้างว่าขายแบบรัฐต่อรัฐ
ที่จริงไม่มีใครคัดค้านประเด็นเรื่องช่วยชาวนารายย่อยที่อยู่ในฐานะค่อนข้างยากจนแต่ที่เป็นปัญหาคือการ
ปล่อยให้รั่วไหลทำให้เงินไม่ตกถึงมือชาวนาตามที่ควรจะเป็น
พูดง่ายๆ ชาวนาตัวจริงได้ไปจิ๊บจ๊อย แต่พวกอื่นที่ไม่ใช่ชาวนาได้ไปเยอะ เขาถึงว่ากันว่าโครงการที่ควร
ใช้เงินแค่ 2-3 แสนล้านบาท ทำไมต้องใช้ไป 8-9 แสนล้านบาท
ไปเปิดดูรายงานสหประชาชาติได้จะพบว่าต้นเหตุหลักของความยากจนของทุกประเทศทั่วโลกคือการมี
รัฐบาลคอร์รัปชั่น ไม่ใช่เพราะขาดไร้การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
ส่วนที่ยังดราม่าไม่เลิก พูดอ้างและวนอยู่ที่เดิม (เหมือนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องว่าคนเขาติงเรื่องอะไร)
นั่นล่ะว่าเลิกไม่ได้เพราะเป็นนโยบายตอนหาเสียง และชาวนาก็ชอบ ก็ต้องถามต่อไปว่า อะไรที่ชาวบ้าน
ชอบก็ต้องตามใจทุกอย่างหรือ แม้เล็งเห็นผลอยู่แล้วว่าจะเสียหายหนักต่อประเทศ
ต่อไปลองไปทำแบบสอบถามสิว่า ประชาชนชอบไหมหากรัฐบาลเลิกเก็บภาษี เช่น ภาษีเงินได้ รับรองว่า
95% ต้องตอบว่าชอบ อาจมีเพียงแค่ 5% เท่านั้นที่บอกว่าไม่ชอบ เหตุเพราะพวกเขาคิดไกลและคิดละเอียด
ไปถึงอนาคตของประเทศ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1423672859