นโยบายพลังงานที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เกิดจากการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของกบง. ??!!"

กระทู้สนทนา
อ่านเรื่องนี้ ยิ่งอ่านยิ่งขึ้น ทำไมประชาชนคนไทย ตั้งแต่โบราณ ยันยุคโลซเชียลมีเดียเป็นปัจจัย 5
มันถึงได้ถูก  ข้าราชการแหกตา กดขี่ขูดรีด หลอกลวงไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง บ้านนี้เมืองนี้
มีสมบัติ ( ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย)  แต่กลับทำเงินให้ บริษัทเอกชน และชนชั้นสูงรำรวยแบบ
ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ได้มีการย้อนกลับเอามาใช้ในการพัฒนาหรือบริหารประเทศคืนกลับสู่สังคมไทย
เงินที่ได้มา จากน้ำมัน  ทองคำ แร่ธาตุ  แม้แต่ภูเขา ที่ระเบิดหินไปทำปูน หายไปกับเอกชนล้วน ๆ
ไม่ได้คืนเข้าคลังเป็นของประเทศไทยเลย  
กรี๊ดดด  อะไรนะ ลงชื่อ  รสนา โตสิตระกูล   วุ้ยมันเหลือง มันโกหกทำลายประเทศ กรูม่ายเชื่อ
มันโกหก  มันทำลายชาติ  

อุ้ยลืมตัว !!!!!!!! นี่มันยุคเผด็จการทหาร ข้าราชการครองเมืองนี่หว่าไม่ใช่  ทักกี้  ไม่ใช่ยิ้มยิ่งลักษณ์ สักกะหน่อย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีโรงแยกก๊าซ
จาก 333 เหรียญต่อตัน(10.99บาท/กก) เป็น 488เหรียญ/ตัน(16.10บาท/กก)
เมื่อ 7มกราคม 2558 เป็นการเพิ่มกำไรให้ปตท.สวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลงแบบหัวทิ่ม
อีกทั้งกบง.ยังมีมติยกเลิกการเก็บเงินจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเข้ากองทุนน้ำมันกิโลกรัมละ 1บาท อีกด้วย
แต่ยังคงเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงเข้ากองทุนน้ำมันต่อไป

มติกบง.ในครั้งนี้เป็นธรรมต่อประชาชนแล้วหรือ? เพราะก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซ
ซึ่งเป็นทรัพยากรจากอ่าวไทยถูกแบ่งส่วนครึ่งหนึ่งให้ปิโตรเคมีใช้เป็นวัตถุดิบและยังเป็น
ครึ่งที่มากกว่าส่วนที่ให้ภาคครัวเรือนของประชาชน 65 ล้านคนใช้อีกด้วย ทำให้ก๊าซแอลพีจี
สำหรับครัวเรือนไม่พอใช้ ต้องนำเข้าแอลพีจีมาให้ครัวเรือนใช้และเอาเงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย

ที่ผ่านมามีการกล่าวหาว่าครัวเรือนเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนใช้น้ำมันเบนซินต้องมาแบกภาระ
ด้วยการซื้อน้ำมันแพง เพราะต้องถูกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตราสูง เพื่อเอามาชดเชย
ให้กับครัวเรือนเป็นความไม่เป็นธรรมสำหรับคนใช้น้ำมัน ทั้งที่ในความเป็นจริง
ปิโตรเคมีเป็นต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้แอลพีจีไม่พอใช้ ถ้าไม่มีปิโตรเคมีมาแย่งใช้แอลพีจี
ในราคาถูกกว่าราคาแอลพีจีตลาดโลก แอลพีจีในประเทศจะมีเหลือเกินพอสำหรับครัวเรือน
ปิโตรเคมีอ้างว่าตัวเองไม่ได้ใช้ก๊าซแอลพีจีนำเข้าจึงไม่ควรต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
ก็เพราะปิโตรเคมีได้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรในประเทศก่อนคนอื่นในราคา
ถูกกว่าปิโตรเคมีของบริษัทอื่น เพราะเป็นบริษัทลูกในเครือเดียวกัน จึงสามารถซื้อก๊าซแอลพีจี
ในราคาต่ำกว่าราคาแอลพีจีตลาดโลกถึง 40% โดยให้ผู้ใช้น้ำมันเป็นผู้แบกรับภาระส่วนต่าง
ที่เกิดจากการใช้แอลพีจีราคาถูกของปิโตรเคมีแทน

โรงแยกก๊าซก็เหมือนหม้อข้าวในบ้าน เมื่อปิโตรเคมีกินข้าวหมดไปกว่าครึ่งหม้อคนเดียว
ทำให้สมาชิกที่เหลือมีข้าวไม่พอกิน ต้องไปซื้อข้าวนอกบ้านมากิน โดยเอาเงินจากทุกคน
ที่ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจีที่ได้หยอดกระปุกไว้ในกองทุนน้ำมันมาจ่ายค่าข้าวที่ต้องซื้อ
จากนอกบ้านมาใช้

ปิโตรเคมีอ้างว่าตัวเองไม่ได้กินข้าวนอกบ้าน เลยไม่ควรต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
แต่ปิโตรเคมีกินข้าวในหม้อส่วนกลางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสาเหตุหลักที่ยกเลิกกองทุนน้ำมันไม่ได้
แม้ว่าในขณะนี้กองทุนน้ำมันมีเงินสะสมกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว และกองทุนน้ำมันทุกวันนี้
รับเงินเข้าทุกวันๆละกว่า300ล้านบาท โดยมีภาระการชดเชยน้ำมันชนิดเดียวคือ E85 วันละไม่เกิน 10ล้านบาท
ส่วนแอลพีจีไม่ต้องใช้กองทุนน้ำมันชดเชยแล้ว เพราะทุกภาคส่วนที่ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง
จ่ายในราคาตลาดโลกทั้งหมดแล้ว แต่กบง. ก็ยังไม่ยุติการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

จึงไม่เป็นธรรมสำหรับประชาชนที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มปิโตรเคมีให้ได้ใช้แอลพีจีในราคาลด 40%
จากราคาตลาดโลกต่อไป โดยปิโตรเคมีไม่ต้องรับผิดชอบตัวเองโดยกบง.มีมติให้ยกเลิกการเก็บเงิน
จากปิโตรเคมีเข้ากองทุนฯเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเก็บเงินเข้ากองทุนฯจากคนใช้น้ำมันและคนที่ใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงต่อไป

เหตุใดบริษัทปิโตรเคมีของเอกชนจึงมีสิทธิได้ใช้ทรัพยากรของประเทศในราคาถูกกว่าประชาชน
ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีเพียงเพื่อการดำรงชีพ? บริษัทเอกชนไม่มีสิทธิใช้ทรัพยากรของประเทศใน
ราคาถูกกว่าราคาตลาด ผู้ที่มีสิทธิได้ใช้ในราคาต่ำกว่าตลาดคือประชาชน ไม่ใช่บริษัทเอกชน
บริษัทปิโตรเคมีมาชี้แจงในอนุกรรมาธิการปิโตรเลียมในกรรมาธิการพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)
ว่าควรยกเลิกการเก็บเงินจากปิโตรเคมีเข้ากองทุนน้ำมัน1บาท/กก เพื่อความเป็นธรรมต่อปิโตรเคมี
เพราะปิโตรเคมีไม่ได้ใช้ก๊าซนำเข้าจึงไม่สมควรต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯอีก
คนในธุรกิจปิโตรเคมีคิดเช่นนั้นไม่แปลก เพราะคนส่วนใหญ่มักเห็นแก่ตัวและคิดเข้าข้างตัวเอง
แต่ควรแล้วหรือที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานจะคิดในทางเดียวกันกับบริษัทเอกชนปิโตรเคมี
อีกทั้งตอบสนองข้อเสนอนี้อย่างรวดเร็ว แต่กับข้อเรียกร้องเพื่อให้ดูแลค่าครองชีพของประชาชน

กบง.กลับไม่เคยตอบสนองอย่างรวดเร็วทันทีเช่นนี้ สิ่งที่กบง.กระทำนั้นอาจจะถูกครหาได้ว่า
เป็นการเอาอำนาจรัฐมารับใช้บริษัทเอกชน เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจพลังงาน
เพราะนั่งอยู่ในบอร์ดของบริษัทพลังงานทั้งบริษัทแม่ และบริษัทลูก และคนเหล่านี้ได้รับ
ผลประโยชน์จากการกำหนดนโยบายให้บริษัทพลังงานได้กำไรเพิ่มขึ้น และตนเองก็ได้รับ
ผลตอบแทนในรูปของโบนัสที่เชื่อมโยงกับผลกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้นด้วย

ในสากลประเทศที่คำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่มีใคร
ปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับนโยบาย ไปนั่งรับผลประโยชน์จากบริษัทที่
ตนเป็นผู้มีหน้าที่กำกับ ผลประโยชน์ทับซ้อนในลักษณะเช่นนี้แสดงถึงความไร้ธรรมาภิบาล
อย่างร้ายแรงในกระบวนการกำกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศนี้

รสนา โตสิตระกูล
11 มกราคม 2558
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่