ทุกคนจะรวยจะจนอะไรก็ช่างมันเถอะ ถ้าคนมีปัญญาแล้วน่ะ ไม่เคยเห็นว่าวันนี้กับเมื่อวานนี้นะ มันเหมือนกันหรือเปล่า?
เราเกิดมานี่วันนี้กับเมื่อวานนี้มันคนเดียวกันหรือเปล่า? หรือมันคนละคนไหม?
อีกวันนี้จะถึงพรุ่งนี้อีกแล้ว มันจะเป็นคนคนเดียวกันหรือเปล่า? ไม่คิด มันไม่เปลี่ยนเช่นนี้
จะเป็นนายพลจะเป็นนายพัน จะเป็นคนร่ำคนรวยจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ มันก็ต้องเปลี่ยน ๆ ๆ ๆ ๆไปอย่างนี้ มันไม่ได้เว้นหรอก
ชีวิตสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกันอย่างนั้น มันจะแก่ มันจะเจ็บ มันจะตายเรื่อยไปเท่านั้นแหละ
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า
อย่าประมาทเลย อย่าถึงประมาท อย่าประมาท มียศอย่าลืมยศ มีลาภอย่าหลงในลาภ
มีสรรเสริญอย่าหลงในสรรเสริญ มันจะมีอะไรก็ให้มันมีเถอะในโลกนี้แต่
อย่าเมามัน นะ อย่าเมา ท่านไม่ให้เมา
มันจะรวยก็ให้มันรวยถ้ามันจะรวยได้ มันจะจน เอาไว้ไม่ได้มันจะจนก็ให้มันจนไปอย่าไปเมามัน
มีจนก็อย่าเมาจน มีรวยก็อย่าเมารวย วันมีทุกข์ก็อย่าเมาทุกข์ วันมีสุขก็อย่าเมาสุข วันมีหนุ่มก็อย่าเมาหนุ่ม วันมีแก่ก็อย่าเมาแก่
อย่าไปเมามันเลย เรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันเปลี่ยน ๆ ๆ ไปอยู่อย่างเนี้ย ไม่ว่าใครต่อใครมันเป็นอยู่อย่างนี้
ฉะนั้น ธรรมะอันนี้ท่านตรัสให้ตรงไปตรงมา
เมื่อเรามาพิจารณาสิ่งทั้งหลายเหล่าเนี้ย
ไอ้ความยึดมั่นและถือมั่นที่มันเป็นปัญหาอยู่นั่นแหละ มันจะปล่อยคลี่คลายออกคลี่คลายลงไป
เราจะได้เห็นว่าคนธรรมดานี่ ทุกคนธรรมดา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา ท่านไม่ให้ถือเนื้อไม่ให้ถือตัวมันเหมือนกันทุกคน
.......อย่างส่วนรวมที่น้อยอยู่ในศาลานี่ ตั้งแต่ตัวอาตมาลงไปหาญาติโยมอย่างนี้มันอันเดียวกัน มันไม่ใช่คนละอย่าง
มันคือคนคนเดียวกัน มันเหมือนกัน
เหมือนกันอย่างไร?
มันเกิดขึ้นมาก็เหมือนกัน เกิดขึ้นมาแล้วมันก็แปรไป ไอ้ความแปรไปเปลี่ยนไปมันก็เหมือนกัน ผลที่สุดมันก็ดับไปมันก็เหมือนกัน
ที่ไหนมันเหลืออะไรไหม? มีอะไรเหลือไหม? ไอ้ความโง่มันเหลือไหม? ไอ้ความฉลาดมันเหลือไหม?
มันเหลืออะไรบ้างในไหมโลกเนี้ย?
.................................................................................................
อย่างคนในวัดนี้ในศาลานี้ ถ้าเห็นฉันน่ะดีกว่าเธอ เธอน่ะโง่กว่าฉัน ฉันฉลาดกว่าเธอ เธอไม่เหมือนฉัน อะไรต่ออะไรเนี้ย
มันก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ จะพูดอะไรก็คอยเพ่งกัน จะพูดอะไรก็มองกัน จะหยิบอะไรก็มองกัน มองไปกันทั้งนั้นแหละ
เพราะอะไร?
เพราะมันอ้างฉลาดกัน มันอ้างโง่กัน อ้างความร่ำความรวยกัน อ้างความจนกัน อ้างความสุขกัน
อ้างความทุกข์กัน เพราะความเห็นผิดของเรานี่เอง
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้ภาวนา
คนเรามันเหมือนกัน เป็นญาติคือความเกิด เป็นญาติคือความแก่
เป็นญาติคือความเจ็บ เป็นญาติคือความตาย สม่ำเสมอกันทั้งนั้น
เมื่อคนเรามีจิตใจลงสู่ธรรมะเช่นนี้แล้วมันจะไปที่ไหนล่ะ มันก็สม่ำเสมอเท่านั้นแหละ
ในเวลานั้นพระเจ้าเมตไตรยเกิดแล้ว ธรรมของพระเจ้าเมตไตรยมีแล้ว ถ้าเราคิดถึงธรรมพระเจ้าเมตไตรย ท่านก็เกิดเดี๋ยวนี้แหละ
ท่านก็โปรดเดี๋ยวนี้แหละ มีแล้ว แต่มนุษย์ทั้งหลายไม่คิดอย่างนั้น ไปยึดมั่นถือมั่นในบางสิ่งบางอย่าง
ที่จะขนทุกข์ให้ตัวเจ้าของน่ะไม่รู้เรื่อง
-------------------------------------------------------
หลวงปู่ชา
เข้าวัดทำไม? เพื่ออะไร?
อ่านเนื้อหาเต็มได้จาก
http://www.ubu.ac.th/wat/ebooks/chahthai/Why_Join_the_Sangha.html
คนเรามันเหมือนกัน.....
เราเกิดมานี่วันนี้กับเมื่อวานนี้มันคนเดียวกันหรือเปล่า? หรือมันคนละคนไหม?
อีกวันนี้จะถึงพรุ่งนี้อีกแล้ว มันจะเป็นคนคนเดียวกันหรือเปล่า? ไม่คิด มันไม่เปลี่ยนเช่นนี้
จะเป็นนายพลจะเป็นนายพัน จะเป็นคนร่ำคนรวยจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ มันก็ต้องเปลี่ยน ๆ ๆ ๆ ๆไปอย่างนี้ มันไม่ได้เว้นหรอก
ชีวิตสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกันอย่างนั้น มันจะแก่ มันจะเจ็บ มันจะตายเรื่อยไปเท่านั้นแหละ
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่าอย่าประมาทเลย อย่าถึงประมาท อย่าประมาท มียศอย่าลืมยศ มีลาภอย่าหลงในลาภ
มีสรรเสริญอย่าหลงในสรรเสริญ มันจะมีอะไรก็ให้มันมีเถอะในโลกนี้แต่อย่าเมามัน นะ อย่าเมา ท่านไม่ให้เมา
มันจะรวยก็ให้มันรวยถ้ามันจะรวยได้ มันจะจน เอาไว้ไม่ได้มันจะจนก็ให้มันจนไปอย่าไปเมามัน
มีจนก็อย่าเมาจน มีรวยก็อย่าเมารวย วันมีทุกข์ก็อย่าเมาทุกข์ วันมีสุขก็อย่าเมาสุข วันมีหนุ่มก็อย่าเมาหนุ่ม วันมีแก่ก็อย่าเมาแก่
อย่าไปเมามันเลย เรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันเปลี่ยน ๆ ๆ ไปอยู่อย่างเนี้ย ไม่ว่าใครต่อใครมันเป็นอยู่อย่างนี้
ฉะนั้น ธรรมะอันนี้ท่านตรัสให้ตรงไปตรงมา เมื่อเรามาพิจารณาสิ่งทั้งหลายเหล่าเนี้ย
ไอ้ความยึดมั่นและถือมั่นที่มันเป็นปัญหาอยู่นั่นแหละ มันจะปล่อยคลี่คลายออกคลี่คลายลงไป
เราจะได้เห็นว่าคนธรรมดานี่ ทุกคนธรรมดา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา ท่านไม่ให้ถือเนื้อไม่ให้ถือตัวมันเหมือนกันทุกคน
.......อย่างส่วนรวมที่น้อยอยู่ในศาลานี่ ตั้งแต่ตัวอาตมาลงไปหาญาติโยมอย่างนี้มันอันเดียวกัน มันไม่ใช่คนละอย่าง
มันคือคนคนเดียวกัน มันเหมือนกัน
เหมือนกันอย่างไร?
มันเกิดขึ้นมาก็เหมือนกัน เกิดขึ้นมาแล้วมันก็แปรไป ไอ้ความแปรไปเปลี่ยนไปมันก็เหมือนกัน ผลที่สุดมันก็ดับไปมันก็เหมือนกัน
ที่ไหนมันเหลืออะไรไหม? มีอะไรเหลือไหม? ไอ้ความโง่มันเหลือไหม? ไอ้ความฉลาดมันเหลือไหม?
มันเหลืออะไรบ้างในไหมโลกเนี้ย?
.................................................................................................
อย่างคนในวัดนี้ในศาลานี้ ถ้าเห็นฉันน่ะดีกว่าเธอ เธอน่ะโง่กว่าฉัน ฉันฉลาดกว่าเธอ เธอไม่เหมือนฉัน อะไรต่ออะไรเนี้ย
มันก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ จะพูดอะไรก็คอยเพ่งกัน จะพูดอะไรก็มองกัน จะหยิบอะไรก็มองกัน มองไปกันทั้งนั้นแหละ เพราะอะไร?
เพราะมันอ้างฉลาดกัน มันอ้างโง่กัน อ้างความร่ำความรวยกัน อ้างความจนกัน อ้างความสุขกัน
อ้างความทุกข์กัน เพราะความเห็นผิดของเรานี่เอง
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้ภาวนา
คนเรามันเหมือนกัน เป็นญาติคือความเกิด เป็นญาติคือความแก่
เป็นญาติคือความเจ็บ เป็นญาติคือความตาย สม่ำเสมอกันทั้งนั้น
เมื่อคนเรามีจิตใจลงสู่ธรรมะเช่นนี้แล้วมันจะไปที่ไหนล่ะ มันก็สม่ำเสมอเท่านั้นแหละ
ในเวลานั้นพระเจ้าเมตไตรยเกิดแล้ว ธรรมของพระเจ้าเมตไตรยมีแล้ว ถ้าเราคิดถึงธรรมพระเจ้าเมตไตรย ท่านก็เกิดเดี๋ยวนี้แหละ
ท่านก็โปรดเดี๋ยวนี้แหละ มีแล้ว แต่มนุษย์ทั้งหลายไม่คิดอย่างนั้น ไปยึดมั่นถือมั่นในบางสิ่งบางอย่าง
ที่จะขนทุกข์ให้ตัวเจ้าของน่ะไม่รู้เรื่อง
-------------------------------------------------------
หลวงปู่ชา
เข้าวัดทำไม? เพื่ออะไร?
อ่านเนื้อหาเต็มได้จาก
http://www.ubu.ac.th/wat/ebooks/chahthai/Why_Join_the_Sangha.html