วันนี้วันที่ 31 ธันวาคม 2557 วันสิ้นปี
อยากชวนเพื่อนๆมาแชร์ข้อมูลที่เราได้ทำความดีแต่ไม่ได้บอกใครกันค่ะ
เราเชื่อว่า หลายคน ได้ทำความดี แต่ไม่เคยบอกใคร หรือที่เรียกว่า "ปิดทองหลังพระ"
เราเลยอยากชวนเพื่อนๆมาร่วมกันเดินดูทองที่อยู่หลังพระค่ะ ว่าจะงดงามเพียงใด
จึงอยากให้เพื่อนๆ ร่วมแชร์ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยทำความดี แต่ไม่เคยบอกใครกันค่ะ
งั้น... เราเล่าเรื่องของเราก่อนนะคะ (เรื่องนี้น่าจะสักปีหรือสองปีนี่แหล่ะ จำไม่ได้)
มีอยู่วันนึง เราไปทำธุระแถวๆสีลม แล้วเราก็เห็นชายฝรั่งคนนึง ยืนถือแก้วน้ำดื่มอัดลมพลาสติก และมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่ข้างตัว
ชายฝรั่งคนนี้ อายุไม่น่าจะเกิน 30 ปี แต่งตัวสะอาดสอ้าน ดูเนี้ยบนิดๆ ไม่เหมือนฝรั่งยิปปี้ตามถ.ข้าวสาร
เราเห็นข้อความที่เขียนประมาณว่า ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศ จึงอยากขอสมทบทุนเงินเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน ประมาณนี้ล่ะค่ะ
แล้วเราก็เหลือบมองในแก้ว มีทั้งแบ้งค์ 500, 100, 50, 20และเหรียญ อยู่หลายตังค์เหมือนกัน (แต่คงยังไม่พอซื้อตั๋ว)
เราก็เดินไปทำธุระ แล้วเราเดินกลับมา เราก็ยืนลังเลอยู่แถวนั้นนะ แอบมองหนุ่มฝรั่งยืนถือแก้วน้ำอยู่สักพัก
แล้วเราก็ตัดสินใจเดินเข้า 7-11 ซื้อแซนด์วิช กับน้ำเปล่าขวดใหญ่หนึ่งขวด แล้วเดินออกไปให้หนุ่มฝรั่งคนนั้น
เราถามเค้าว่ากินอะไรรึยัง เค้าบอกยังไม่ได้กิน (คือเราไม่ถนัดภาษาอังกฤษ พูดได้แค่แบบที่เรียนมานิดๆหน่อยๆ)
เรายื่นแซนด์วิชกับน้ำให้เค้า บอกเอามาให้ ดูท่าทางเค้าดีใจมาก เค้าขอบคุณเราเป็นการใหญ่ แล้วเราก็ชะโงกดูเงินในแก้ว แล้วเราก็ควักแบ้งค์ 50ใส่ลงไปในแก้ว
หนุ่มฝรั่งเค้าขอเปิดกินแซนด์วิชเลย ดูท่าเค้าน่าจะหิวจริง เค้ายิ้ม และขอบคุณเรา ดูเค้าแฮ้ปปี้กับสิ่งที่เราหยิบยื่นให้เค้า
เราขอบอกทุกคนเลยนะ วันนั้นเรามีเงินติดตัวไม่ถึง500 แล้วยังอีกตั้งเกือบหนึ่งอาทิตย์ถึงจะสิ้นเดือน เราจึงช่วยเค้าพอที่จะช่วยได้
หลายคนหากอ่านกระทู้นี้ คงด่าเราในใจว่าโง่รึปล่าว
แต่เราขอออกตัวก่อนเลยนะ ตอนนั้นเราสองจิตสองใจ จึงแอบยืนดูหนุ่มฝรั่งอยู่สักพัก แล้วเราก็คิดว่า ถ้าเราไปหลงอยู่ ตปท. ไม่มีเงิน ไม่มีข้าวกิน คงแย่เนอะ เราจึงตัดสินใจช่วยเค้าเท่าที่เราจะไม่เดือดร้อนค่ะ ^_^
ส่วนเรื่องความดีของปีนี้ เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนนี้เองค่ะ เรานัดหนุ่มกินข้าว (จริงๆก็เพื่อนนั่นแหล่ะ พูดให้ดูเหมือนมีคนจีบหน่อย 555)
เรานัดหนุ่มกินข้าวที่เอกมัยเวลา 18.30น. พอเลิกงาน เราติดรถน้องที่ออฟฟิศมาลงถ.บรรทัดทอง(บ้านน้องเค้าอยู่แถวนั้น)
เราเดินข้ามมาโลตัส ใกล้มาบุญครอง เพื่อจะต่อ BTS ไปเอกมัย ขณะเราเดินอยู่ เราเห็นคุณยายแก่ๆหลังค่อมตัวเล็กๆ ยืนแอบอยู่มุมถนน เราเดินผ่านแกไปแล้ว แต่เราก็ย้อนกลับมาหาแก ถามแกว่า คุณยายจะข้ามถนนหรอคะ เด๋วหนูพาข้ามคุณยายบอกว่าไม่ได้จะข้ามถนน แต่รอแท็กซี่
เราเห็นมุมที่คุณยายรอเรียกแท็กซี่แล้ว เราคิดว่าแท็กซี่คงไม่เห็นคุณยายอ่ะค่ะ คุณยายอายุน่าจะประมาณไม่เกิน80 ตัวเล็กกว่าเราอีก (ซึ่งความสูงเราไม่ถึง160) หลังของแกก็ค่อม มีร่มยาวๆหนึ่งอันเอาไว้ค้ำเวลาเดิน คุณยายก็ดูท่าทางมีฐานะ (ดูจากการแต่งตัวของแกนะ)
เราก็เลยบอกคุณยายว่า งั้นเด๋วหนูเรียกแท็กซี่ให้นะคะ คุณยายจะไปไหนคะ หนูจะได้บอกแท็กซี่ให้
คุณยายตอบว่า ยายจะไปบิ๊กซีรัชดาอ่ะหนู ยายเรียกแท็กซี่สักพักละ ไม่มีแท็กซี่จอดเลย พอเราได้ยินคำตอบคุณยาย เราคิดในใจเลย อุ๊แม่เจ้า!!!!อยู่ปทุมวัน ช่วงเวลาเกือบหกโมงเย็น แล้วจะไปรัชดาเนี่ยนะ แล้วยืนมุมอับเนี่ยนะ!!! (เราก็ได้แต่คิดในใจ) แล้วก็บอกคุณยายว่า คุณยายรอตรงนี้นะคะ เด๋วหนูเรียกแท็กซี่ให้นะคะ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่า เวลานั้น18.15น. ใกล้เวลานัดหนุ่มละ แต่ฉันยังยืนอยู่ที่เดิมอยู่เลย แท็กซี่แม่ม!!!!ก็ไม่จอดสักคัน เรายืนโบกมัน มันไม่เห็นเรารึงัยฟร๊ะ ถึงไม่เหลือบมามองผู้หญิงตัวเล็กๆหิ้วของพะรุงพะรังสักคันเลย (เริ่มท้อ Y Y)
มองดูนาฬิกา หกโมงครึ่งแบ้ววว เลยเดินไปหาคุณยาย ชวนคุณยายขึ้น BTS คุณยายบอกขึ้นไม่เป็น เราเลยบอกคุณยาย ไม่เป็นไรค่ะคุณยาย เด๋วหนูพาขึ้นเอง ตรงนี้แท็กซี่มันไม่จอด มันรับแต่ผู้โดยสารต่างชาติค่ะ
เด๋วหนูพาคุณยายขึ้นรถไฟฟ้า ไปลงเอกมัย แล้วต่อแท็กซี่น่าจะง่ายกว่านะคะ (เรายืนกล่อมคุณยายสักพัก ตุณยายถึงจะยอมไป) แล้วเราก็พากันเดินไปสถานีรถไฟฟ้า คุณยายถามเราว่าไกลมั๊ย เราตอบว่าไม่ไกล
แต่พอเดินถึงป้ายรถเมล์ คุณยายเหนื่อย เดินไม่ไหวแล้ว กระเป๋าคุณยายดูแล้วน่าจะหนักสำหรับผู้หญิงแก่ตัวเล็กๆ แต่เราก็ไม่กล้าอาสาขอช่วยแกถือกระเป๋า เพราะดูน่าจะมีของสำคัญในกระเป๋า กลัวคุณยายจะไม่ไว้ใจด้วย
คุณยายขอนั่งพักตรงป้ายรถเมล์ หน้าเทคโนปทุมวัน
ขณะนี้เวลา 19.00น. เราเลยหยิบโทรศัพท์จะแคลเซิลนัด พอดีหนุ่มที่นัดเค้าก็โทรมาพอดี เราเลยเล่าเหตุการณ์ให้เค้าฟัง แล้วบอกให้เค้ากลับบ้านไปก่อนก็ได้ ไว้ค่อยนัดกินข้าวกันใหม่ หนุ่มผู้นั้นก็จิตใจอ่อนโยน บอกไม่เป็นไร คงไม่น่าจะนานเท่าไหร่ ให้เราเรียกแท็กซี่ให้คุณยายก่อน *0*
เราเลยเดินไปหาคุณยายที่นั่งพัก บอกแกว่าเด๋วจะลองโทรเรียกแท็กซี่ แล้วเราก็เปิด แพดมินิ เซิร์ทหาเบอร์โทรเรียกแท็กซี่ ไปได้เบอร์ ศูนย์แท็กซี่ปทุมวัน เราก็โทรเลยค่ะ บอกพิหัดที่อยู่ และพิกัดที่จะไป สักพักได้ยินพนักงานรับโทรศัพท์ ว.คุยกะแท็กซี่ แล้วเสียงตอบรับจากพนักงานก็ตอบกลับมาว่า...ไม่มีแท็กซี่ว่างไปรับนะคะ ขออภัยด้วยค่ะ เราก็...อืมมมม ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ u.u
แล้วก็หาเบอร์โทรแท็กซี่ต่อไป พร้อมกับยืนโบกแท็กซี่ไปด้วย เราเรียกแท็กซี่สิบคัน มีคันเดียวที่จอด พอบอกที่จะไป มันก็ไม่ไป ฮึ่ม! หันไปมองคุณยาย คุณยายเดินมารอแท็กซี่เป็นเพื่อนเรา ก็คุยนิดๆหน่อยๆ เราเหลือบไปเห็นรถเมล์ปอ.73ก เฮ้ยผ่านรัชดานี่หว่า เลยแนะนำคุณยายนั่งรถเมล์ คุณยายบอกไม่กล้านั่ง นั่งแต่แท็กซี่อย่างเดียว เราก็บอก ไม่เป็นไรค่ะเด๋วหนูโทรเรียกแท็กซี่อีกที่หนึ่งให้นะคะ
จังหวะนั้นรถติดพอดี คุณยายเลยชวนเราเดินไปที่แท็กซี่ ที่จอดติดอยู่สองสามคัน เราก็เดินไล่ถามไปเรื่อย พี่แท็กซี่บางคันพอเห็นเราเดินไป มันปิดไฟว่างเลยค่ะ!!! เราก็ อืมมมม ไม่เป็นไร คุณยายก็บ่นว่าแท็กซี่ไม่ดีเลย ว่างแล้วไม่ไป ไม่จอด
เรากับคุณยายเดินถามแท็กซี่ไปเรื่อย จนมาได้คันที่จะไปนี่แหล่ะ เราเดินนำไปถามก่อน เพราะคุณยายเดินช้า ดูแกเหนื่อยด้วย เห็นแล้วสงสาร
เราถามพี่แท็กซี่ ไปรัชดามั๊ยคะ พี่แกทำท่านึกนิดนึง วินาทีนั้นรู้สึกเหมือนลุ้นหวยมาก พอพี่แกพยักหน้าเท่านั้นล่ะ โห...เราแทบอยากจะยกมือไหว้พี่เค้างามๆเลย แล้วเราก็บอกพี่แท็กซี่ว่า มีคุณยายไปนะคะ หนูเรียกรถให้คุณยายค่ะ พี่แกก็พยักหน้า เรเลยรีบเดินพาคุณยายขึ้นแท็กซี่ คุณยายก็ดีใจมาก บอกขอบใจเรา เราเห็นหน้าคุณยายเหมือนแกตื้นตันเรา แต่แกพูดไม่ออก ได้แต่บอกขอบใจ แล้วเราก็ยกมือไหว้คุณยาย ปิดประตูรถ แล้วก็เดินไปสถานนีรถไฟฟ้า ช่วงจังหวะที่เดิน รถเคลื่อนตัว เราเห็นคุณยายพยามมองหาเราด้วยล่ะ (รู้สึกปรื้มปริ่ม)
ดูนาฬิกาอีกที โอ้ว..ทุ่มครึ่ง เรานี้รีบเลยค่ะ รีบไปที่นัดหมายต่อเลยค่ะ
มันเป็นการเรียกแท็กซี่ ที่ทรมานและยาวนานที่สุดสำหรับเรา ใช้เวลากับการเรียกแท็กซี่ไปชั่วโมงกว่า
สรุปเราได้กินข้าวกะเพื่อน สองทุ่ม ซึ่งต่างคนต่างหิวกันมาก แล้วเราก็ไปสร้างรอยยิ้มให้เพื่อนหนุ่มผู้นั้นต่อ เพราะเค้ากำลังเครียดมากๆ กับเรื่องงาน
นี่คือความดีที่เราทำโดยไม่หวังผลตอบแทน แค่อยากเล่าอยากแชร์ อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน มาร่วมกันเล่ากันแชร์ มาสร้างรอยยิ้มในวันสิ้นปีค่ะ
เผื่อใครไม่ได้ไปเค้าท์ดาวน์ที่ไหนเหมือนกับเรา มาร่วมยิ้มรับวันใหม่กันค่ะ
ปล.เพิ่งตั้งกระทู้ครั้งแรก ไม่รู้จะแท็กห้องไหน หากแท็กผิด ขออภัยด้วยค่ะ
เชิญชวนมาร่วมกันเดินดูทองที่หลังพระ วันสิ้นปี 31 ธันวาคม 2557
อยากชวนเพื่อนๆมาแชร์ข้อมูลที่เราได้ทำความดีแต่ไม่ได้บอกใครกันค่ะ
เราเชื่อว่า หลายคน ได้ทำความดี แต่ไม่เคยบอกใคร หรือที่เรียกว่า "ปิดทองหลังพระ"
เราเลยอยากชวนเพื่อนๆมาร่วมกันเดินดูทองที่อยู่หลังพระค่ะ ว่าจะงดงามเพียงใด
จึงอยากให้เพื่อนๆ ร่วมแชร์ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยทำความดี แต่ไม่เคยบอกใครกันค่ะ
งั้น... เราเล่าเรื่องของเราก่อนนะคะ (เรื่องนี้น่าจะสักปีหรือสองปีนี่แหล่ะ จำไม่ได้)
มีอยู่วันนึง เราไปทำธุระแถวๆสีลม แล้วเราก็เห็นชายฝรั่งคนนึง ยืนถือแก้วน้ำดื่มอัดลมพลาสติก และมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่ข้างตัว
ชายฝรั่งคนนี้ อายุไม่น่าจะเกิน 30 ปี แต่งตัวสะอาดสอ้าน ดูเนี้ยบนิดๆ ไม่เหมือนฝรั่งยิปปี้ตามถ.ข้าวสาร
เราเห็นข้อความที่เขียนประมาณว่า ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศ จึงอยากขอสมทบทุนเงินเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน ประมาณนี้ล่ะค่ะ
แล้วเราก็เหลือบมองในแก้ว มีทั้งแบ้งค์ 500, 100, 50, 20และเหรียญ อยู่หลายตังค์เหมือนกัน (แต่คงยังไม่พอซื้อตั๋ว)
เราก็เดินไปทำธุระ แล้วเราเดินกลับมา เราก็ยืนลังเลอยู่แถวนั้นนะ แอบมองหนุ่มฝรั่งยืนถือแก้วน้ำอยู่สักพัก
แล้วเราก็ตัดสินใจเดินเข้า 7-11 ซื้อแซนด์วิช กับน้ำเปล่าขวดใหญ่หนึ่งขวด แล้วเดินออกไปให้หนุ่มฝรั่งคนนั้น
เราถามเค้าว่ากินอะไรรึยัง เค้าบอกยังไม่ได้กิน (คือเราไม่ถนัดภาษาอังกฤษ พูดได้แค่แบบที่เรียนมานิดๆหน่อยๆ)
เรายื่นแซนด์วิชกับน้ำให้เค้า บอกเอามาให้ ดูท่าทางเค้าดีใจมาก เค้าขอบคุณเราเป็นการใหญ่ แล้วเราก็ชะโงกดูเงินในแก้ว แล้วเราก็ควักแบ้งค์ 50ใส่ลงไปในแก้ว
หนุ่มฝรั่งเค้าขอเปิดกินแซนด์วิชเลย ดูท่าเค้าน่าจะหิวจริง เค้ายิ้ม และขอบคุณเรา ดูเค้าแฮ้ปปี้กับสิ่งที่เราหยิบยื่นให้เค้า
เราขอบอกทุกคนเลยนะ วันนั้นเรามีเงินติดตัวไม่ถึง500 แล้วยังอีกตั้งเกือบหนึ่งอาทิตย์ถึงจะสิ้นเดือน เราจึงช่วยเค้าพอที่จะช่วยได้
หลายคนหากอ่านกระทู้นี้ คงด่าเราในใจว่าโง่รึปล่าว
แต่เราขอออกตัวก่อนเลยนะ ตอนนั้นเราสองจิตสองใจ จึงแอบยืนดูหนุ่มฝรั่งอยู่สักพัก แล้วเราก็คิดว่า ถ้าเราไปหลงอยู่ ตปท. ไม่มีเงิน ไม่มีข้าวกิน คงแย่เนอะ เราจึงตัดสินใจช่วยเค้าเท่าที่เราจะไม่เดือดร้อนค่ะ ^_^
ส่วนเรื่องความดีของปีนี้ เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนนี้เองค่ะ เรานัดหนุ่มกินข้าว (จริงๆก็เพื่อนนั่นแหล่ะ พูดให้ดูเหมือนมีคนจีบหน่อย 555)
เรานัดหนุ่มกินข้าวที่เอกมัยเวลา 18.30น. พอเลิกงาน เราติดรถน้องที่ออฟฟิศมาลงถ.บรรทัดทอง(บ้านน้องเค้าอยู่แถวนั้น)
เราเดินข้ามมาโลตัส ใกล้มาบุญครอง เพื่อจะต่อ BTS ไปเอกมัย ขณะเราเดินอยู่ เราเห็นคุณยายแก่ๆหลังค่อมตัวเล็กๆ ยืนแอบอยู่มุมถนน เราเดินผ่านแกไปแล้ว แต่เราก็ย้อนกลับมาหาแก ถามแกว่า คุณยายจะข้ามถนนหรอคะ เด๋วหนูพาข้ามคุณยายบอกว่าไม่ได้จะข้ามถนน แต่รอแท็กซี่
เราเห็นมุมที่คุณยายรอเรียกแท็กซี่แล้ว เราคิดว่าแท็กซี่คงไม่เห็นคุณยายอ่ะค่ะ คุณยายอายุน่าจะประมาณไม่เกิน80 ตัวเล็กกว่าเราอีก (ซึ่งความสูงเราไม่ถึง160) หลังของแกก็ค่อม มีร่มยาวๆหนึ่งอันเอาไว้ค้ำเวลาเดิน คุณยายก็ดูท่าทางมีฐานะ (ดูจากการแต่งตัวของแกนะ)
เราก็เลยบอกคุณยายว่า งั้นเด๋วหนูเรียกแท็กซี่ให้นะคะ คุณยายจะไปไหนคะ หนูจะได้บอกแท็กซี่ให้
คุณยายตอบว่า ยายจะไปบิ๊กซีรัชดาอ่ะหนู ยายเรียกแท็กซี่สักพักละ ไม่มีแท็กซี่จอดเลย พอเราได้ยินคำตอบคุณยาย เราคิดในใจเลย อุ๊แม่เจ้า!!!!อยู่ปทุมวัน ช่วงเวลาเกือบหกโมงเย็น แล้วจะไปรัชดาเนี่ยนะ แล้วยืนมุมอับเนี่ยนะ!!! (เราก็ได้แต่คิดในใจ) แล้วก็บอกคุณยายว่า คุณยายรอตรงนี้นะคะ เด๋วหนูเรียกแท็กซี่ให้นะคะ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่า เวลานั้น18.15น. ใกล้เวลานัดหนุ่มละ แต่ฉันยังยืนอยู่ที่เดิมอยู่เลย แท็กซี่แม่ม!!!!ก็ไม่จอดสักคัน เรายืนโบกมัน มันไม่เห็นเรารึงัยฟร๊ะ ถึงไม่เหลือบมามองผู้หญิงตัวเล็กๆหิ้วของพะรุงพะรังสักคันเลย (เริ่มท้อ Y Y)
มองดูนาฬิกา หกโมงครึ่งแบ้ววว เลยเดินไปหาคุณยาย ชวนคุณยายขึ้น BTS คุณยายบอกขึ้นไม่เป็น เราเลยบอกคุณยาย ไม่เป็นไรค่ะคุณยาย เด๋วหนูพาขึ้นเอง ตรงนี้แท็กซี่มันไม่จอด มันรับแต่ผู้โดยสารต่างชาติค่ะ
เด๋วหนูพาคุณยายขึ้นรถไฟฟ้า ไปลงเอกมัย แล้วต่อแท็กซี่น่าจะง่ายกว่านะคะ (เรายืนกล่อมคุณยายสักพัก ตุณยายถึงจะยอมไป) แล้วเราก็พากันเดินไปสถานีรถไฟฟ้า คุณยายถามเราว่าไกลมั๊ย เราตอบว่าไม่ไกล
แต่พอเดินถึงป้ายรถเมล์ คุณยายเหนื่อย เดินไม่ไหวแล้ว กระเป๋าคุณยายดูแล้วน่าจะหนักสำหรับผู้หญิงแก่ตัวเล็กๆ แต่เราก็ไม่กล้าอาสาขอช่วยแกถือกระเป๋า เพราะดูน่าจะมีของสำคัญในกระเป๋า กลัวคุณยายจะไม่ไว้ใจด้วย
คุณยายขอนั่งพักตรงป้ายรถเมล์ หน้าเทคโนปทุมวัน
ขณะนี้เวลา 19.00น. เราเลยหยิบโทรศัพท์จะแคลเซิลนัด พอดีหนุ่มที่นัดเค้าก็โทรมาพอดี เราเลยเล่าเหตุการณ์ให้เค้าฟัง แล้วบอกให้เค้ากลับบ้านไปก่อนก็ได้ ไว้ค่อยนัดกินข้าวกันใหม่ หนุ่มผู้นั้นก็จิตใจอ่อนโยน บอกไม่เป็นไร คงไม่น่าจะนานเท่าไหร่ ให้เราเรียกแท็กซี่ให้คุณยายก่อน *0*
เราเลยเดินไปหาคุณยายที่นั่งพัก บอกแกว่าเด๋วจะลองโทรเรียกแท็กซี่ แล้วเราก็เปิด แพดมินิ เซิร์ทหาเบอร์โทรเรียกแท็กซี่ ไปได้เบอร์ ศูนย์แท็กซี่ปทุมวัน เราก็โทรเลยค่ะ บอกพิหัดที่อยู่ และพิกัดที่จะไป สักพักได้ยินพนักงานรับโทรศัพท์ ว.คุยกะแท็กซี่ แล้วเสียงตอบรับจากพนักงานก็ตอบกลับมาว่า...ไม่มีแท็กซี่ว่างไปรับนะคะ ขออภัยด้วยค่ะ เราก็...อืมมมม ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ u.u
แล้วก็หาเบอร์โทรแท็กซี่ต่อไป พร้อมกับยืนโบกแท็กซี่ไปด้วย เราเรียกแท็กซี่สิบคัน มีคันเดียวที่จอด พอบอกที่จะไป มันก็ไม่ไป ฮึ่ม! หันไปมองคุณยาย คุณยายเดินมารอแท็กซี่เป็นเพื่อนเรา ก็คุยนิดๆหน่อยๆ เราเหลือบไปเห็นรถเมล์ปอ.73ก เฮ้ยผ่านรัชดานี่หว่า เลยแนะนำคุณยายนั่งรถเมล์ คุณยายบอกไม่กล้านั่ง นั่งแต่แท็กซี่อย่างเดียว เราก็บอก ไม่เป็นไรค่ะเด๋วหนูโทรเรียกแท็กซี่อีกที่หนึ่งให้นะคะ
จังหวะนั้นรถติดพอดี คุณยายเลยชวนเราเดินไปที่แท็กซี่ ที่จอดติดอยู่สองสามคัน เราก็เดินไล่ถามไปเรื่อย พี่แท็กซี่บางคันพอเห็นเราเดินไป มันปิดไฟว่างเลยค่ะ!!! เราก็ อืมมมม ไม่เป็นไร คุณยายก็บ่นว่าแท็กซี่ไม่ดีเลย ว่างแล้วไม่ไป ไม่จอด
เรากับคุณยายเดินถามแท็กซี่ไปเรื่อย จนมาได้คันที่จะไปนี่แหล่ะ เราเดินนำไปถามก่อน เพราะคุณยายเดินช้า ดูแกเหนื่อยด้วย เห็นแล้วสงสาร
เราถามพี่แท็กซี่ ไปรัชดามั๊ยคะ พี่แกทำท่านึกนิดนึง วินาทีนั้นรู้สึกเหมือนลุ้นหวยมาก พอพี่แกพยักหน้าเท่านั้นล่ะ โห...เราแทบอยากจะยกมือไหว้พี่เค้างามๆเลย แล้วเราก็บอกพี่แท็กซี่ว่า มีคุณยายไปนะคะ หนูเรียกรถให้คุณยายค่ะ พี่แกก็พยักหน้า เรเลยรีบเดินพาคุณยายขึ้นแท็กซี่ คุณยายก็ดีใจมาก บอกขอบใจเรา เราเห็นหน้าคุณยายเหมือนแกตื้นตันเรา แต่แกพูดไม่ออก ได้แต่บอกขอบใจ แล้วเราก็ยกมือไหว้คุณยาย ปิดประตูรถ แล้วก็เดินไปสถานนีรถไฟฟ้า ช่วงจังหวะที่เดิน รถเคลื่อนตัว เราเห็นคุณยายพยามมองหาเราด้วยล่ะ (รู้สึกปรื้มปริ่ม)
ดูนาฬิกาอีกที โอ้ว..ทุ่มครึ่ง เรานี้รีบเลยค่ะ รีบไปที่นัดหมายต่อเลยค่ะ
มันเป็นการเรียกแท็กซี่ ที่ทรมานและยาวนานที่สุดสำหรับเรา ใช้เวลากับการเรียกแท็กซี่ไปชั่วโมงกว่า
สรุปเราได้กินข้าวกะเพื่อน สองทุ่ม ซึ่งต่างคนต่างหิวกันมาก แล้วเราก็ไปสร้างรอยยิ้มให้เพื่อนหนุ่มผู้นั้นต่อ เพราะเค้ากำลังเครียดมากๆ กับเรื่องงาน
นี่คือความดีที่เราทำโดยไม่หวังผลตอบแทน แค่อยากเล่าอยากแชร์ อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน มาร่วมกันเล่ากันแชร์ มาสร้างรอยยิ้มในวันสิ้นปีค่ะ
เผื่อใครไม่ได้ไปเค้าท์ดาวน์ที่ไหนเหมือนกับเรา มาร่วมยิ้มรับวันใหม่กันค่ะ
ปล.เพิ่งตั้งกระทู้ครั้งแรก ไม่รู้จะแท็กห้องไหน หากแท็กผิด ขออภัยด้วยค่ะ