เมื่อเข้าช่วงปลายปี หลายคนจะนึกถึงการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยคำถามที่มักเกิดขึ้นคือ ซื้อเท่าไรดีถึงจะคุ้มค่า จะซื้อเต็มสิทธิเลยดีหรือเปล่า
ขอแบ่งเป็น 2 กรณีดังนี้ครับ
กรณีแรก
ถ้ารายได้ไม่สูงมากนัก อาจไม่จำเป็นต้องซื้อ LTF และ RMF จนเต็มสิทธิ เพราะมีโอกาสที่ลงทุนแล้วไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้งหมด
ตัวอย่าง
เงินเดือน 30,000 บาท หรือรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 360,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวรวม 160,000 บาท
หัก ประกันสังคม 9,000 บาท
รายได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษีอยู่ที่ 191,000 บาท
ซึ่งรายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี
เหลือยอดเงินที่นำมาคำนวณเสียภาษีจริงๆ จะเท่ากับ 41,000 บาท
ถ้าซื้อ LTF และ RMF เต็มสิทธิกองทุนละ 54,000 บาท รวมสองกองทุนเท่ากับ 108,000 บาท จะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด โดยใช้สิทธิได้เพียง 41,000 บาทเท่านั้น
กรณีที่สอง
ถ้ามีรายได้สูง และเสียภาษีในฐานที่สูง แต่ไม่ต้องการลงทุน LTF และ RMF เต็มสิทธิ ก็สามารถลงทุนใน LTF และ RMF บางส่วน เพื่อให้รายได้ที่ต้องเสียภาษีในฐานที่สูงลดลง
ตัวอย่าง
เงินเดือน 100,000 บาท หรือรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 1,200,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวรวม 160,000 บาท
หัก ประกันสังคม 9,000 บาท
รายได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษีอยู่ที่
1,031,000 บาท โดยฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 25%
ถ้ามีเงินสำหรับลงทุนใน LTF หรือ RMF ที่จำกัด ก็สามารถลงทุนด้วยเงินเพียงบางส่วนเพื่อให้รายได้ที่อยู่ในฐานภาษี 25% หมดไป ในกรณีนี้ รายได้ที่อยู่ในฐานภาษี 25% เท่ากับ 31,000 บาท ดังนั้น สามารถลงทุนใน LTF หรือ RMF ด้วยยอดเงิน 31,000 บาท ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้ถึง 7,750 บาท
หรือหากต้องการให้ฐานภาษีเหลือเพียง 15% จะซื้อ LTF หรือ RMF ด้วยยอดเงิน 281,000 บาทครับ
ดังนั้น ก่อนลงทุน อย่าลืมตรวจสอบว่า รายได้ที่นำมาคำนวณภาษีเป็นเงินเท่าไร จะได้ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้เหมาะสมครับ
ลองคำนวณภาษีด้วยตัวเอง เพื่อช่วยให้รู้ว่าควรลงทุน LTF และ RMF เป็นเงินเท่าไร ด้วยโปรแกรม K-Expert Tax Plan ที่
http://k-expert.askkbank.com/DIYTools/Pages/K-ExpertTaxPlan.aspx
<คำถามฮิต K-Expert ช่วยตอบ> ซื้อ LTF/RMF เท่าไร ถึงจะคุ้ม
ขอแบ่งเป็น 2 กรณีดังนี้ครับ
กรณีแรก
ถ้ารายได้ไม่สูงมากนัก อาจไม่จำเป็นต้องซื้อ LTF และ RMF จนเต็มสิทธิ เพราะมีโอกาสที่ลงทุนแล้วไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้งหมด
ตัวอย่าง
เงินเดือน 30,000 บาท หรือรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 360,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวรวม 160,000 บาท
หัก ประกันสังคม 9,000 บาท
รายได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษีอยู่ที่ 191,000 บาท
ซึ่งรายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี
เหลือยอดเงินที่นำมาคำนวณเสียภาษีจริงๆ จะเท่ากับ 41,000 บาท
ถ้าซื้อ LTF และ RMF เต็มสิทธิกองทุนละ 54,000 บาท รวมสองกองทุนเท่ากับ 108,000 บาท จะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด โดยใช้สิทธิได้เพียง 41,000 บาทเท่านั้น
กรณีที่สอง
ถ้ามีรายได้สูง และเสียภาษีในฐานที่สูง แต่ไม่ต้องการลงทุน LTF และ RMF เต็มสิทธิ ก็สามารถลงทุนใน LTF และ RMF บางส่วน เพื่อให้รายได้ที่ต้องเสียภาษีในฐานที่สูงลดลง
ตัวอย่าง
เงินเดือน 100,000 บาท หรือรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 1,200,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวรวม 160,000 บาท
หัก ประกันสังคม 9,000 บาท
รายได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษีอยู่ที่ 1,031,000 บาท โดยฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 25%
ถ้ามีเงินสำหรับลงทุนใน LTF หรือ RMF ที่จำกัด ก็สามารถลงทุนด้วยเงินเพียงบางส่วนเพื่อให้รายได้ที่อยู่ในฐานภาษี 25% หมดไป ในกรณีนี้ รายได้ที่อยู่ในฐานภาษี 25% เท่ากับ 31,000 บาท ดังนั้น สามารถลงทุนใน LTF หรือ RMF ด้วยยอดเงิน 31,000 บาท ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้ถึง 7,750 บาท
หรือหากต้องการให้ฐานภาษีเหลือเพียง 15% จะซื้อ LTF หรือ RMF ด้วยยอดเงิน 281,000 บาทครับ
ดังนั้น ก่อนลงทุน อย่าลืมตรวจสอบว่า รายได้ที่นำมาคำนวณภาษีเป็นเงินเท่าไร จะได้ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้เหมาะสมครับ
ลองคำนวณภาษีด้วยตัวเอง เพื่อช่วยให้รู้ว่าควรลงทุน LTF และ RMF เป็นเงินเท่าไร ด้วยโปรแกรม K-Expert Tax Plan ที่
http://k-expert.askkbank.com/DIYTools/Pages/K-ExpertTaxPlan.aspx