10 ปี 26/47

แดดยามเช้า ส่องผ่านม่านเมฆ เป็นลิ้ว ปะทะลงผืนน้ำ ระยิบระยับ ไม่ต่างจาก ฟลอร์เต้นรำ เรือประมง เทียบฝั่งเรียงราย อวดโฉม ให้ท้องทะเลได้ประจักเห็น ภาพที่ใครๆหลายคนถวิลหา ให้ปรากฎอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย สำหรับพวกเราแล้ว ที่นี่คือบ้าน ที่ที่เรายึดหลักปักฐาน  เพื่อดำรงชีวิต หาเลี้ยงปากท้อง พวกเราเกือบทั้งหมดอพยพมากจากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนัง โดยเฉพาะจากอำเภอปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร และชะอวด

ย้อนไปเมื่อปี 2505 เกิดเหตุการณ์มหาวาตภัยขึ้นที่แหลมตะลุมพุก พายุพัดบ้านเรือนเสียหาย เรือกสวนไร่นาก็จมน้ำหมด หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เราต้องย้ายมาตั้งหลักปักฐาน ณ บริเวณริมทะเลแห่งนี้ ที่มีชื่อว่าบ้านน้ำเค็ม อำเภอ ตะกั่วป่า จังหวัด พังงา เราเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ไม่ใส่ใจความเป็นไปของโลกภายนอกมากนัก มีแต่ความเอื้ออาทรกับเข่งปลาที่เต็มปรี่ คอยแบ่งปันให้ผู้อื่นมากกว่าการขวนขวายเงินทอง ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสงบสุข เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ท่ามกลางธรรมชาติแห่งท้องทะเลอันดามันที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ทะเลนานาชนิด ในสมัยก่อนที่นี่ เปรียบได้กับ ยุคตื่นทอง ผู้คนต่างถิ่น อพยพกันมาที่นี่ เนื่องด้วย ความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุก ทั้งบนบกและในท้องทะเล แต่ยุคของแล่ดีบุก ดำรงอยู่เพียงได้ระยะหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็ถึงยุคเสื่อมถอย และยุติลงในราวๆปี 2524 เป็นต้นมา บ้านน้ำเค็มจึงกลายเป็นหมู่บ้านชาวประมงเช่นเดิม

ผมจับจองที่ดินแล้วสร้างบ้านหลังเล็กๆ ริมทะเล หลังจากย้ายมาอยู่บ้านน้ำเค็มได้ไม่นาน ภรรยาก็ให้กำเนิดลูกสาวสองคนที่มีอายุห่างกันเพียงสองปี ชีวิตที่แสนธรรมดาสามัญนี้ สำหรับผมแล้วมันคือ "ปฎิหาร"

ไม่นานพวกเราก็เริ่มเรียนรู้ การทำอาชีพประมงเพื่อพานิชย์ นอกจากการทำประมงในทะเลแล้ว ก็ยังมีการทำประมงชายฝั่งด้วย ต่อมาได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้น ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมหมู่บ้านนำเค็มจำนวนมาก และทำให้หมู่บ้านของเรามีชื่อเสียงพร้อมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามมา โดยเฉพาะในช่วงปลายปี นักท่องเที่ยวในแถบ แสกนดีเนเวี่ยน และ ยุโรป บินลัดฟ้า ข้ามน้ำข้ามทะเล หนีห่างความหาวเหน็บที่ คนไทยอย่างผมยากจะเข้าใจได้ ประจวบเหมาะกับเทศการ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทำให้พวกเขาหลั่งใหลกันเข้ามา ดั่งเช่นการย้ายถิ่นของเหล่าปูแดงนับล้านบนเกาะคริสต์มาส

และแน่นอน เทศการแห่งการเฉลิมฉลองของชาวตะวันออก จะมีขึ้นในช่วงการอพยพ ครั้งนี้ วันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก ในคืนนั้นสียงอวยพร “เมอรี่คริสมาสต์” ดังแว่วให้ได้ยินเป็นระยะๆ พวกเราแม้ไม่ใช่คริสเตียนแต่ก็พลอยมีความสุขและนึกอยากสนุกกับพวกเขาด้วยเหมือนกัน เช่นเดียวกับพวกเขาที่ยังออกมาร่วมสนุกกับเทศกาลลอยกระทงของพวกเราทุกๆ เดือนพฤศจิกายน

ในขณะที่การเฉลิมฉลองจบลงในตอนเช้าหลังวันประสูติของพระเยซู 1 วัน....ลึกลงไปใต้มหาสมุทรอินเดีย ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย พรายน้ำแทรกตัวขึ้นมาตามรอยแยกของผิวเปลือกโลก จำนวนของมันเพิ่มขึ้นขึ้นอย่างรวดเร็ว สัตว์น้ำหนีหาย น้ำทะเลเหมือนอยู่ในหม้อต้มใบใหญ่ที่อุณหภูมิกำลังลุถึงจุดเดือด พรายน้ำขยายวงจากจุดหนึ่งลุกลามออกไปเป็นอีกหลายๆ จุดรอยแยกทอดตัวเป็นแนวยาว ผิวโลกด้านหนึ่งเหมือนถูกกดทับด้วยแรงมหาศาล พลัน! แผ่นดินด้านหนึ่งถล่มลงไปอย่างรุนแรง ผิวเปลือกโลกที่เคยเป็นเนื้อเดียวกันบัดนี้มีสภาพเป็นหุบเหวลึกท้องน้ำปั่นป่วน สัตว์น้ำแตกตื่น โลกซีกนี้เหมือนถูกเขย่าอย่างรุนแรง สั่นสะเทือนไปทั่วผืนดินฝั่งมหาสมุทรอินเดีย

วันนั้นผมกับเมียไปออกหาปลากันตั้งแต่หัวรุ่ง ลูกสาวสองคนอยู่บ้านเพราะเขามีงานต้องทำ คนโตทำที่โรงแรม ส่วนคนเล็กทำที่รีสอร์ทที่หาดเขาหลัก วันนั้นคนโตออกไปทำงานแล้ว แต่คนเล็กยังนอนอยู่ในบ้าน

น้ำทะลักสู่รอยแยกใต้มหาสมุทรจนสุดความลึก เปลือกโลกอีกด้านทรุดตัวลงมาครืนใหญ่ รอยแยกสองฝั่งเคลื่อนเข้าหากันอย่างรวดเร็ว น้ำถูกแรงบีบทะลักกลับด้วยกำลังมหาศาล เกิดเป็นคลื่นมันหมุนเกลียวแยกออกเป็นสองทาง เกลียวหนึ่งแยกไปทางฝั่งอินเดีย อีกเกลียวมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งด้านตะวันตกของไทยรวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน

เรือของผมยังไม่ได้ออกไปไกลจากชายฝั่งมากนัก เกลียวคลื่นซัดเรือผมคว่ำลงไปในพริบตา ผมจมดิ่งลงคล้ายในห้วงเหวลึก รู้สึกเหมือนว่าใครบางคนจับผมยัดลงเครื่องซักผ้า ทุกอย่างมืดมิด ขุ่นมัว ไร้สรรพเสียงสำเนียง คงมีแต่เสียงคำรามกรีดร้องของ ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่  ภาพที่แสนธรรมดา แต่เป็น ปฎิหารสำหรับผม ปรากฎขึ้นในห้วงคำนึง หญิงสาว 3 คนอยู่ในอ้อมกอด แห่งความรัก เส้นแสงเชื่มโยงสายใย ผูกพัน เปล่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด น้ำจากดวงตาผสมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทร ที่กำลังขย้ำ ร่างกายเลืดเนื้อ ของผม ครอบครัว และ มิตรสหายทั้งหลาย

เกลียวคลื่นเคลื่อนตัวกลับเข้าหาฝั่ง คลื่นหนุนสูงขึ้นไปบนถนนชายฝั่งท่วมถนน แล้วมุ่งหน้าสู่บ้านเรือนร้านค้า คลื่นอีกลูกหนุนตามขึ้นมา ปริมาณน้ำสูงขึ้นท่วมหัว ผู้คนแตกตื่นพยายามดิ้นรนหนีตาย

แดดยามเช้า ส่องผ่านม่านเมฆ เป็นลิ้ว ปะทะลงผืนน้ำ ระยิบระยับ ไม่ต่างจาก ฟลอร์เต้นรำ เรือประมง เทียบฝั่งเรียงราย อวดความงาม ให้ท้องทะเลได้ประจักเห็น ภาพที่ใครๆหลายคนถวิลหา ให้ปรากฎอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย สำหรับพวกเราแล้ว ที่นี่คือบ้าน ที่ที่เรายึดหลักปักฐาน  เพื่อดำรงชีวิต หาเลี้ยงปากท้อง "ห้วงคำในเงือกสุดท้าย"


แด่วันรำลึก 10 ปี สึนามิ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่