ความรู้สึกของมนุษย์มันแปลกนะคะ ถ้ามันได้ฝังใจไปกับอะไร ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ นึกว่าจะไม่เป็นไร แต่มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว
เมื่อเดือนก่อน มีข้อความทางเฟสบุ๊คจากคนที่เราเคยรักบอกว่า จะแต่งงาน จะเชิญเราด้วย
เราสองคนไม่ได้เป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊ค เพราะเราต่างคนต่างไปมีชีวิตของตัวเองมาเกือบสิบปีละ ตอนนั้นยังไม่มีเฟสบุ๊ค คิดว่า hi5 ก็ยังไม่ฮิต เก่าเก็บมากทีเดียว 55 ตั้งแต่ตอนนั้น เราไม่เคยได้คุยกันอีกเลย แทบจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นยังไงบ้าง นอกจากเมื่อเพื่อนพูดถึงเป็นครั้งคราว เพราะยังมีโอกาสได้เจอกลุ่มเพื่อนที่เราทั้งสองคนรู้จักบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก เจ้าสาวเรายังไม่รู้จักเลย ตอนที่ได้เห็นข้อความตรงนี้ ก็สตั๊นไปสามวิ มันไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเศร้า มันโออิชิ เอ๊ย มันชา 55 คือตอนพิมพ์ตอบกลับไปแสดงความยินดี มันเป็นรู้สึกที่ยินดีด้วยจริงๆ แต่มันเป็นความยินดีที่ไม่สุดเหมือนกับที่เรายินดีกับเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งมันก็เข้าใจได้นะ เพราะมันก็คงจะดูโกหกตัวเองเกินไป ถ้าบอกว่า อุ๊ย..ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย
ก่อนวันงาน เราได้เม้าท์มอยด์เรื่องนี้ให้เพื่อนที่เค้ารู้เรื่องเราแต่ไม่รู้จักผู้ชายเป็นการส่วนตัว นางก็บอกว่า จะไหวเหรอ? ไม่ไปน่าจะดีกว่า ขนาดคนที่นางรู้จัก มีแฟนใหม่แล้ว พอไปงานจริงๆ ยังจะไม่ไหว แล้วเราตอนนี้ยังไม่มีใครอีก แล้วไปงานต้องไปเจอ เจ้าบ่าวเจ้าสาวแสดงความรัก เจอบรรยากาศ เจอเพื่อนเก่าๆ จะไหวเหรอ? ตอนนั้นที่ฟัง ก็คิดภาพตาม แต่ใจนึงก็ค่อนข้างมั่นใจว่า หายดีแล้ว คือมันผ่านมานานมาก และที่ผ่านมา เราก็เคยมีคนอื่นเข้ามาในหัวใจบ้างประปราย ไม่ใช่ไม่มีใครเลย และอีกมุม เรารู้สึกว่า ในเมื่อเค้าเชิญ เค้าคงอยากให้เรามาร่วมยินดีด้วยจริงๆ เพราะมันเกือบสิบปีและตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยได้คุยกันเลย เค้าจะไม่เชิญ ก็ไม่แปลก แต่เค้ากลับเชิญเรามาในวันสำคัญของเค้า เค้าคงอยากแวดล้อมไปด้วยคนที่เค้ามีความรู้สึกดีๆ ด้วย เพราะวันที่คนเรามีความสุข ก็มักจะนึกถึงคนที่เรารู้สึกดีๆ...
วันงาน เริ่มตั้งแต่ตอนนั่งรถไปใกล้งานละ มันจะมีภาวะนึงเกิดขึ้น เป็นภาวะที่บรรยายไม่ถูก แต่รู้สึกหายใจไม่สบาย เหมือนว่าสับสนในตัวเองด้วยคำถามว่า นี่คิดถูกแล้วใช่มั้ย? ยังไม่ทันได้คำตอบเท้าก็เหยียบเข้ามาหน้างานละ 55 พอเข้าไปในงาน ไอ้ที่เคยนึกๆ ไว้มันไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของความเป็นจริงเลย อารมณ์ประดังประเดมันจะเข้ามาเหมือนโดนชกรัวๆ เมื่อตาได้เห็น หูได้ยิน เช่น ของตกแต่งบางอย่างในงาน มันเป็นสิ่งที่เราชอบทำและเค้าก็ชอบด้วย และเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำแบบนี้ในงานแต่งตัวเอง (คือมันจี๊ด!!) เวลาเราเห็นเค้าจูงมือ โอบเอว หยอกล้อ แม้กระทั้งเวลากลุ่มเพื่อนฝูงแสดงความยินดีเฮฮา เราก็ยินดีนะ แต่เป็นความยินดีที่มีมวลสารความฟุ้งซ่านรวมอยู่ประมาณ 10% เพื่อนเก่าๆ ที่เราแทบไม่ได้ติดต่อใครเลยหลังจากนั้น ดูเหมือนเค้ายังติดต่อกันอยู่คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่เราไม่รู้ มันเป็นความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ รวมๆกันแล้วทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างมาก เราอยู่พอประมาณ จนถึงจุดที่ถ้าอยู่นานกว่านี้ เราจะอยู่ในจุดที่ฝืนใจ และเราไม่ชอบฝืนใจตัวเอง ในเมื่อเราไม่ได้ฝืนใจมางานนี้ เราก็ไม่ควรอยู่งานนี้จนเป็นการฝืนใจอยู่เช่นกัน
..ความรู้สึกของมนุษย์มันแปลกนะคะ ถ้ามันได้ฝังใจไปกับอะไร ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ นึกว่าจะไม่เป็นไร แต่มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว..
แต่อย่างไรเสีย ต้องบอกว่า ความรู้สึกที่บรรยายข้างต้น มันไม่ได้เลวร้ายจนทนไม่ไหว (แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทน เพื่อ?) และมันก็ไม่ได้มีแต่ความอึดอัดซะทีเดียว... ตอนที่เดินออกจากงานมันมีความรู้สึกบางอย่างแว๊บเข้ามา เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เสียใจที่ได้มา เป็นความรู้สึก สุขเบาๆ อย่างน้อย เราก็ชนะใจตัวเอง
มาถึงบรรทัดนี้บางท่านจะคิดว่า แค่นี้หรือ? ค่ะ แค่นี้ เรื่องธรรมดาบางเรื่องมันอาจจะไม่ธรรมดาสำหรับบางคน
ที่นึกอยากเขียนเรื่องราวนี้ขึ้น..
หนึ่งคือ เราเชื่อว่าการเขียนระบายเป็นวิธีเยียวยาความรู้สึกที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะเวลาเราเขียนเราจะได้กลับไปทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้น และเมื่อได้ทบทวนเรื่องราวอีกครั้ง อาจทำให้เราเข้าใจคนอื่นๆเพิ่มขึ้น และเราจะเติบโตขึ้น
สองคือ เราอยากเป็นกำลังใจให้คนหลายคนที่เคยผ่านเรื่องลักษณะนี้ ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจไป หรือไม่ไป มันก็เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้น ไม่มีถูกผิด และเราก็ได้ผ่านมันมาได้แล้ว ^^ ชนะเลิศค่ะ
สามคือ อยากแชร์บางมุมมองสำหรับอีกหลายคนที่อาจจะกำลังตัดสินใจว่าจะไปร่วมงานดีหรือไม่ แต่สุดท้ายคุณรู้ดีที่สุดเพราะถึงแม้จะเรื่องราวจะดูคล้ายกัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ระยะเวลาก็สำคัญ และตอนจบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น ทำดีที่สุดด้วยสติเท่าที่มี เท่าที่ใจของคุณรับไหว... ชีวิตเป็นของคุณ หัวใจก็เป็นของคุณ


เมื่อตัดสินใจไป งานแต่งคนเคยรัก
เมื่อเดือนก่อน มีข้อความทางเฟสบุ๊คจากคนที่เราเคยรักบอกว่า จะแต่งงาน จะเชิญเราด้วย
เราสองคนไม่ได้เป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊ค เพราะเราต่างคนต่างไปมีชีวิตของตัวเองมาเกือบสิบปีละ ตอนนั้นยังไม่มีเฟสบุ๊ค คิดว่า hi5 ก็ยังไม่ฮิต เก่าเก็บมากทีเดียว 55 ตั้งแต่ตอนนั้น เราไม่เคยได้คุยกันอีกเลย แทบจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นยังไงบ้าง นอกจากเมื่อเพื่อนพูดถึงเป็นครั้งคราว เพราะยังมีโอกาสได้เจอกลุ่มเพื่อนที่เราทั้งสองคนรู้จักบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก เจ้าสาวเรายังไม่รู้จักเลย ตอนที่ได้เห็นข้อความตรงนี้ ก็สตั๊นไปสามวิ มันไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเศร้า มันโออิชิ เอ๊ย มันชา 55 คือตอนพิมพ์ตอบกลับไปแสดงความยินดี มันเป็นรู้สึกที่ยินดีด้วยจริงๆ แต่มันเป็นความยินดีที่ไม่สุดเหมือนกับที่เรายินดีกับเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งมันก็เข้าใจได้นะ เพราะมันก็คงจะดูโกหกตัวเองเกินไป ถ้าบอกว่า อุ๊ย..ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย
ก่อนวันงาน เราได้เม้าท์มอยด์เรื่องนี้ให้เพื่อนที่เค้ารู้เรื่องเราแต่ไม่รู้จักผู้ชายเป็นการส่วนตัว นางก็บอกว่า จะไหวเหรอ? ไม่ไปน่าจะดีกว่า ขนาดคนที่นางรู้จัก มีแฟนใหม่แล้ว พอไปงานจริงๆ ยังจะไม่ไหว แล้วเราตอนนี้ยังไม่มีใครอีก แล้วไปงานต้องไปเจอ เจ้าบ่าวเจ้าสาวแสดงความรัก เจอบรรยากาศ เจอเพื่อนเก่าๆ จะไหวเหรอ? ตอนนั้นที่ฟัง ก็คิดภาพตาม แต่ใจนึงก็ค่อนข้างมั่นใจว่า หายดีแล้ว คือมันผ่านมานานมาก และที่ผ่านมา เราก็เคยมีคนอื่นเข้ามาในหัวใจบ้างประปราย ไม่ใช่ไม่มีใครเลย และอีกมุม เรารู้สึกว่า ในเมื่อเค้าเชิญ เค้าคงอยากให้เรามาร่วมยินดีด้วยจริงๆ เพราะมันเกือบสิบปีและตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยได้คุยกันเลย เค้าจะไม่เชิญ ก็ไม่แปลก แต่เค้ากลับเชิญเรามาในวันสำคัญของเค้า เค้าคงอยากแวดล้อมไปด้วยคนที่เค้ามีความรู้สึกดีๆ ด้วย เพราะวันที่คนเรามีความสุข ก็มักจะนึกถึงคนที่เรารู้สึกดีๆ...
วันงาน เริ่มตั้งแต่ตอนนั่งรถไปใกล้งานละ มันจะมีภาวะนึงเกิดขึ้น เป็นภาวะที่บรรยายไม่ถูก แต่รู้สึกหายใจไม่สบาย เหมือนว่าสับสนในตัวเองด้วยคำถามว่า นี่คิดถูกแล้วใช่มั้ย? ยังไม่ทันได้คำตอบเท้าก็เหยียบเข้ามาหน้างานละ 55 พอเข้าไปในงาน ไอ้ที่เคยนึกๆ ไว้มันไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของความเป็นจริงเลย อารมณ์ประดังประเดมันจะเข้ามาเหมือนโดนชกรัวๆ เมื่อตาได้เห็น หูได้ยิน เช่น ของตกแต่งบางอย่างในงาน มันเป็นสิ่งที่เราชอบทำและเค้าก็ชอบด้วย และเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำแบบนี้ในงานแต่งตัวเอง (คือมันจี๊ด!!) เวลาเราเห็นเค้าจูงมือ โอบเอว หยอกล้อ แม้กระทั้งเวลากลุ่มเพื่อนฝูงแสดงความยินดีเฮฮา เราก็ยินดีนะ แต่เป็นความยินดีที่มีมวลสารความฟุ้งซ่านรวมอยู่ประมาณ 10% เพื่อนเก่าๆ ที่เราแทบไม่ได้ติดต่อใครเลยหลังจากนั้น ดูเหมือนเค้ายังติดต่อกันอยู่คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่เราไม่รู้ มันเป็นความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ รวมๆกันแล้วทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างมาก เราอยู่พอประมาณ จนถึงจุดที่ถ้าอยู่นานกว่านี้ เราจะอยู่ในจุดที่ฝืนใจ และเราไม่ชอบฝืนใจตัวเอง ในเมื่อเราไม่ได้ฝืนใจมางานนี้ เราก็ไม่ควรอยู่งานนี้จนเป็นการฝืนใจอยู่เช่นกัน
..ความรู้สึกของมนุษย์มันแปลกนะคะ ถ้ามันได้ฝังใจไปกับอะไร ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ นึกว่าจะไม่เป็นไร แต่มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว..
แต่อย่างไรเสีย ต้องบอกว่า ความรู้สึกที่บรรยายข้างต้น มันไม่ได้เลวร้ายจนทนไม่ไหว (แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทน เพื่อ?) และมันก็ไม่ได้มีแต่ความอึดอัดซะทีเดียว... ตอนที่เดินออกจากงานมันมีความรู้สึกบางอย่างแว๊บเข้ามา เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เสียใจที่ได้มา เป็นความรู้สึก สุขเบาๆ อย่างน้อย เราก็ชนะใจตัวเอง
มาถึงบรรทัดนี้บางท่านจะคิดว่า แค่นี้หรือ? ค่ะ แค่นี้ เรื่องธรรมดาบางเรื่องมันอาจจะไม่ธรรมดาสำหรับบางคน
ที่นึกอยากเขียนเรื่องราวนี้ขึ้น..
หนึ่งคือ เราเชื่อว่าการเขียนระบายเป็นวิธีเยียวยาความรู้สึกที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะเวลาเราเขียนเราจะได้กลับไปทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้น และเมื่อได้ทบทวนเรื่องราวอีกครั้ง อาจทำให้เราเข้าใจคนอื่นๆเพิ่มขึ้น และเราจะเติบโตขึ้น
สองคือ เราอยากเป็นกำลังใจให้คนหลายคนที่เคยผ่านเรื่องลักษณะนี้ ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจไป หรือไม่ไป มันก็เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้น ไม่มีถูกผิด และเราก็ได้ผ่านมันมาได้แล้ว ^^ ชนะเลิศค่ะ
สามคือ อยากแชร์บางมุมมองสำหรับอีกหลายคนที่อาจจะกำลังตัดสินใจว่าจะไปร่วมงานดีหรือไม่ แต่สุดท้ายคุณรู้ดีที่สุดเพราะถึงแม้จะเรื่องราวจะดูคล้ายกัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ระยะเวลาก็สำคัญ และตอนจบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น ทำดีที่สุดด้วยสติเท่าที่มี เท่าที่ใจของคุณรับไหว... ชีวิตเป็นของคุณ หัวใจก็เป็นของคุณ