ทุกเรื่องที่ผมกำลังบอกต่อไปนี้เป็นคำถามที่ต้องการหาคำตอบหรือคำชี้แจงว่าทำไมและเหตุใดจากทัศนคติของหลายๆคน และก็ผมอยากได้หนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขกับปัญหาดังกล่าวครับ หลากหลายยิ่งดีเลยครับ ซึ่งเรื่องราวปัญหาของผมมันปมแก้เหมือนเชือกหลากสีที่พันกันจนไม่รู้ว่าสีไหนทับสีไหนงงกันไปหมด ระหว่างเรื่องเพื่อนสนิท การเรียน และความสัมพันธ์ที่เรียกว่ารักหรือเปล่าผมก็ไม่บอกชี้ชัดได้ว่าเขารักผมหรือผมรักเขาฝ่ายเดียว .....ขอเริ่มเลยละกันนะครับที่จะบอกเรื่องราวที่ ณ ปัจจุบัน มันเหมือนเป็นจุดอ่อนของชีวิตที่หันกลับไปได้ยาก แต่ผมก็พยายามจะกลับไปก็เพราะอะไรตอนนี้ผมก็ทราบแต่จะบอกต่อจากนี้ละกันนะครับ
เริ่มเลยละกัน.........................
ผมตอนสอบเข้ามหาลัยได้ใหม่ๆ เข้ามหาลัยได้ก็ก่อนจะเข้ามหาลัยเพื่อทำกิจกรรมก่อนเปิดภาคเรียน ผมตอนนั้นก็ยังไม่รู้จักกับใครมากนะครับ เพราะผมสอบรอบแอดมิชชั่นติด ส่วนคนที่ผมที่จะกล่าวต่อไปเขาสอบรอบรอบรับตรงได้ครับ
ผมกับเขามาสนิทกันหลังจากนั้นได้ไม่กี่อาทิตย์หลังเปิดภาคเรียน ณ ตอนแรกๆที่เข้ามาเรียน ผมมีบุคคลิกที่คุยน้อย แต่วันแรกๆที่เจอกันผมกับเขาก็คุยกันอย่างถึงอรรถรสเหมือนกับว่า นี้แหละเพื่อนที่ผมจะสนิทกับเขาด้วยในช่วงเวลา4ปีการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย
ผมกับเขาก็อยู่กลุ่มเดียวกันซึ่งมีอีกหลายๆคนด้วยกันภายในกลุ่ม จะไปไหนก็ไปด้วยกันเสมอ ส่วนผมจะพักหอกับเมทอีกคนที่ก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันนี้แหละครับ แต่เหมือนกับว่าในช่วงที่อยู่ด้วยกันนั้นเขาจะกลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ ทำให้ผมต้องไปนอนกับเขาที่มีเมทอีกคนที่มักจะกลับเสาร๋อาทิตย์เหมือนกับเมทผมเหมือนกัน ผมจึงไปนอนแบบนั้นบ่อยๆจนเป็นเรื่องคุ้นชินสำหรับผมกับเขาไปโดยปริยาย
โดยเขาก็เป็นคนง่ายๆน่ะครับ จัดว่าเป็นลูกคนมีเงินก็ว่าได้ใช้เงินเก่งและเรียนเก่ง หัวไว คิดไวและเชื่อมั่นตนเองสูงสุดๆครับ ซึ่งบุคคลิกผมกับเขาจะต่างกันเรื่องแง่คิดบางมุม เช่น เขาเชื่อมั่นตนเองสูงผมกลับไม่ค่อยเชื่อมั่นตนเองสักเท่าไหรในเรื่องการแสดงออกในที่สาธารณะ ส่วนเรื่องเรียนก็สูสีกันตลอดครับ
และเหมือนเราเป็นฝาแฝดทางความคิดอย่างน่ามหัศจรรย์ ตอนแรกผมก็ตกใจนะครับว่าทำไมเหมือนกันขนาดนี้เป็น"คนแรก" เลยมั้งที่เขาเหมือนผมและห่วงใยความรู้สึกผมกว่าที่ผมเคยมีเพื่อนมา คือผมมีเพื่อนน้อยครับตั้งแต่ประถมถึงมัธยมผมก็ไม่มีเพื่อนที่สนิทใจแบบนี้หรอกครับเหมือนเพื่อนผ่านช่วงเวลาซะมากกว่า ก็เหมือนชีวิตตัวคนเดียวมาตลอด ด้วยบุคคลิกของผมมั้งครับที่ไม่รู้เหมือนกันทำไมคนอื่นชอบนินทาผมตีไข่ใส่สีตัวผมว่าไม่โอเคกับพวกเขา แปลกบ้าง ไม่เหมือนชาวบ้านบ้าง แต่คือจะให้ทำอย่างไรหละครับผมก็เป็นแบบนี้ของผมคนเราย่อมมีจุดด้อยและจุดเด่น แต่บุคคลที่ผ่านมามั้งเอาจุดด้อยผมกลบจุดเด่นอย่างไม่ติดฝุ่นกันเลยครับ
ต่อดีกว่ากับเรื่องของเขา.. ผมกับเขาเริ่มสนิทกันมาขึ้นนั้งเรียนก็นั้งด้วยกันด้วยเป็นกลุ่มเดียวกันและสนิทกันเร็วมาก ทำให้ผมเริ่มคิดว่าเขานี้แหละเพื่อนรักที่หามานานมาก ทำให้ผมรู้สึกกับเขาแบบพี่น้องที่หามานานประมาณนั้นครับ
หลังจากนั้นไม่นานสัก3-4เดือนหลังจากรู้จักกัน เราเริ่มทะเลาะกันเรื่องเล็กๆจากความไม่เข้าใจกันในความที่คิดเหมือนกันจนเกินไปจนคิดว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนตนเอง จนทำให้ทะเลาะกัน งอลเล็กๆน้อย แต่ครั้งแรกผมเป็นฝ่ายไปขอคุยและขอโทษกับสิ่งที่อาจจะทะเลาะกัน เขาก็ให้อภัยและเราก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมครับ
หลังจากนั้นมาเรื่อยๆเราก็เริ่มทะเลาะในสิ่งนี้มาเรื่อยๆ เช่น เขาชอบอ่านหนังสือและให้ผมทำงาน หรือผมมักจะโต้เถียงกับเขา แล้วเหมือนเขาหาว่าผมไม่ยอมรับความจริงที่ถูกกว่าคือความคิดเขา มักจมกับความคิดตนเองมากไป มั่นในความคิดตนเองจนไม่ยอมรับความคิดเขา ทำให้เราทะเลาะกันแบบนี้มาเรื่อยๆ เป็นรอยร้าวของความสัมพันธ์ของเรา จนถ้าพูดถึงเรื่องเรียนเราจะจบปัญหาคือการที่เรา จะไม่อยู่กลุ่มเดียวกันเวลาเรียนหรือว่าทำงานร่วมกันอีกครับ แต่ผมกับเขาก็ทำงานด้วยกันได้ดีนะแต่ด้วยความคิดที่เราต่างเห็นต่างจนเป็นการไม่ยอมรับกัน เช่น ผมพิมพ์มายาวทำมายาวเขาแค่นั้งแก้และไปอ่านหนังสือต่อ หรือว่าวิจารณ์งานที่ผมส่งไปให้เขาแล้วเขาวิจารณ์ภาษาผมแก้จนหมดเนื้อความที่ผมกำลังจะสื่อ จะเอาภาษาเขา แต่ผมบางช่วงบางตอนก็ผิดยอมรับกันไป ไม่ใช่มีแต่เขาผิดเราทั้งคู่ก็ผิดกันแต่เหมือนเขาจะพยายามบอกว่าผมผิดเสมอ
ในช่วงนั้นก็มีเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาสู่ช่องว่างระหว่างผมกับเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้เพราะเขาคือเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ที่มีท่าทางมั่นในและหัวก้าวหน้าชอบหาหนทางเพื่อพัฒนาตนเองตลอดเวลา เช่น การไปเมืองนอก เป็นต้น ซึ่งหลังจากการเข้ามาของบุคคลนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ผมกับเขาเริ่มห่างหายไปไกล
จนทำให้ผมเกิดการตั้งคำถามในใจว่า "เขาจะไปมีเพื่อนใหม่ และทิ้งผมแล้ว?" คำถามนี้ทำให้ผมเริ่มนอยด์ เริ่มเหวี่ยงต่อเขามากขึ้น เริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันเรื่อง คำว่า"เปลี่ยนเพื่อนใหม่?" จะถูกแย้งเพื่อนไป? ประมาณนี้ได้ครับ
ซึ่งจากความคิดนั้นมันก็ทำให้ผมกับเขามีการทะเลาะเป็นคลื่นกระแสจิตตลอดเวลา เหมือนงอลแฟนติดเกมส์ประมาณนั้นครับ ผมก็พยายามหาทุกวิธีทางเพื่อเข้าไปแทรกระหว่างสองคนนั้นเพื่อมีบทบาทไม่ให้เขาลืมเราไป ทั้งให้เพื่อนสนิท2คนบอกและถามให้หน่อยว่าเขาโกรธ และอยากจะเป็นเพื่อนกับเราหรือเปล่า เห็นสนิทกับอีกคนจนลืมเราไป
จนสุดท้าย ผมกับเขาก็เครียปัญหานี้ได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆอีก แต่ก่อนจะแก้จุดนี้ได้ก็ทำเอาเหนื่อยไปกันละข้างเลยก็ว่าได้ เกือบชกต่อยกันเพราะความไม่ลงรอยกันของความคิดของอีกฝ่าย
หลังจากนั้นไม่นานเรื่องก็เข้ามาหาอีกระลอก เพื่อนที่เข้ามาใหม่คนนี้ทำให้เพื่อนผมแอบชอบเขาจนได้ และผมเป็นคนแรกที่รู้ข่าวจากปากเขาเพราะเขาจะบอกผมคนแรก ใน จุดนั้นไม่รู้นะว่าทำไมผมถึงรู้สึกใจหล่นลงหุบเหวกลางเบื้องลึกภายในจิตใจ เหมือนเวลาหยุดเดินช้าๆให้เขาปริปากบอกสิ่งนั้นให้ช้าที่สุด หรือผมรักเขา หลังจากเหตุการณ์นั้นผมก็พยายามพลักตัวออกจากความตึงเครียดของผมที่เขาไม่รับรู้ได้ ผมก็กดลิฟต์ไม่พูดไม่จาใดๆเพื่อลงมาใต้ตึกร้องและบอกตนเองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่จริง เขาก็วิ่งลงมาด้วยความเป็นห่วงว่าทำไมผมถึงร้องไห้รีบลงมาข้างล่าง เขาก็มาเจอผมอยู่หลังตึก สภาพผมหมดแล้วกับความสนิทสนม ผมคิดว่าเราคงไม่มีหวังกับเขาแล้วที่จะเป็นทั้งเพื่อนสนิทที่สุดที่เขา " แคร์ " เราที่สุดได้ มันมีบุคคลที่มาขั้นเรากับเขาทั้งเรื่องของเวลา และสถานที่ต่างๆ มันเริ่มมีเราและคนนั้นเข้ามาภายในวงกลมระหว่างสองเรา มันทำให้ผมกังวลใจ....
หลังจากที่ผมลงมาข้างล่าง เขาตามลงมา เขาก็พยายามขะยั้นขะยอ(ขออภัยถ้าสะกดผิด) เพื่อให้เราพูดความรู้สึกนั้นออกมาว่า น้ำตาทำไมเราถึงไหลพรากอย่างกับเสียใจมากๆ ผมก็ไม่รู้จะบอกอะไร บอกก็ไม่ได้ทำให้เขาหันมาสนใจ ก็เพียงได้บอกไปว่า รับไม่ได้นิดหน่อยและตกใจกับการที่เขาชอบผู้ชาย
สุดท้ายเขาก็ขะยั้นขะยอความรคิดผมจนได้ จนผมต้องบอกไปว่า "ผมรักเขา" ตั้งนานแล้วแต่ไม่กล้าบอกไปเพราะกลัวจะเสียเพื่อน
เขาก็ปลอบประโลมผมตลอด พร้อมกับบอกว่า " เราเป็นอะไรกันไม่ได้หรอก เขาคิดว่าเป็นเพื่อนดีที่สุดแล้วจะได้ไม่มีการเลิกกันจากกันจะอยู่ด้วยกันตลอดไป"
แต่ ณ ช่วงเวลานั้นมันก็มีอารมณ์เจ็บปวดไปมากกว่าเหตุและผล มันทำให้ผมลืมคิดไปถึงหลายๆสิ่งว่า เพื่อนดีกว่าแฟน เราสามารถรักเขาได้จากหลายสถานะ แต่ตอนนั้นผมคิดอย่างเดียวว่า เขาจะต้องรักกับผมอย่างแฟนเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
มันก็กลายเป็นบาดหมางระหว่าง ผมกับคนนั้นไปอย่างปกติเลย ที่ผมเกลียดคนนั้นที่เขาแย้งเพื่อนผมและความรักผมไปอย่างชิงหน้า มากกว่าการปาดในงานวันเกิดที่เราขอเปิดก่อนเสียอีก ผมก็มีปากเสียงกับเขาแทนที่จะมีปากเสียงกับตัวคนนั้น เหมือนเพื่อนผมเขาก็คอยเทคแคร์ความรู้สึกผมนะ ผมว่าเขาดีเลยแหลาะ แต่เขาก็ต้องเทคแคร์แฟนเขาไปด้วย ทำให้เวลาของเรามันถูกแบ่งซอยเป็นหลายๆส่วนจนในบางครั้งเขาแบ่งส่วน แฟนมากกว่าผม มันเลยทำให้เกิดปัญหาเรื่องเวลา และความใกล้ชิดที่ดูห่างไกลไปเรื่อยๆ
ผมลืมบอกว่าเราทั้ง3คนก็อยู่หอเดียวกันหมด ทำให้ยิ่งผมมีปัญหาภายในหอมากยิ่งขึ้นเป็น หอนรกเลยก็ว่าได้ ทุกๆอาทิตย์ใน3-4วันต้องมีการทะเลาะ ส่วนเวลาที่เหลือไม่ดีกันก็ไม่คุยกันเลย
จากปัญหาที่บานปลายเป็นลูกโซ่ตรึงเราสามคนไว้ มันก็เริ่มมีปัญหาระหว่างความเบื่อหน่ายและทนกับชีวิตที่ต้องมานั้งทะเลาะกันของผมและเขา จนทำให้เขาเริ่มคิดว่า ผมเป็นตัวปัญหาของเขา จนเริ่มทะเลาะกันบานปลายถึงขั้นเกิดบาดแผลเลยก็ว่าได้ ซึ่งผมก็เป็นฝ่ายที่ไม่ทำไรเขามาก แต่ตัวผมระบมไปหมดเลยครับ
หลังจากเหตุการณ์ปะทะกันรุนแรงในหอจากการทะเลาะกัน ทั้งเรื่องเล็กๆ เช่น ผมทำอาหารแล้วเขาไม่สนใจ คือผมพยายามแสดงให้เขาอยากจะกินอาหารของผม แค่นั้นแหละ และเรื่องใหญ่สุดที่บอกว่าทะเลาะชกต่อยกันจนเกิดบาดแผลแหลาะครับ ผมกับเขาก็ห่างกันไปเลยเกือบ2-3เดือนไม่คุยกันจนสุดท้าย ก็มาดีกันแต่ด้วยเราต้องจูนกันเข้าหาใหม่ๆกันหมด และหลังจากที่ผมออกจากหอไป
เวลาต่อมานั้นก็ยังดีกันอยู่ แต่ถึงวันที่เลวร้ายกลับมาอีกครั้งระหว่างผมกับเขาคุยไลน์กันในห้องรวมของคณะ พิมพ์กันด่ากันปกติภาษาคนสนิทกัน หยาบคายบ้างอะไรบ้าง แต่พอมาเรื่อยเริ่มทะเลาะกันเขาเริ่มเอาเรื่องเก่ามาพูด ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เราคืนดีกันเราสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องเก่าอีก มันก็เลยทำให้ผมโมโหเหมือนโดนพูดความลับในที่สาธารณะที่เพื่อนในคณะเห็นกันหมด เลยเกิดปัญหาไม่พอใจกันทั้งคู่ สุดท้ายปิดเทอมยาวก็ไม่เจอกันอีกเลย
ช่วงระยะแรกผมก็มีโมโหที่ทำไมเขาพูดเรื่องเก่าๆ แต่ผมก็ปลงและย้อนคิดว่ายังไงเขาก็คือเพื่อน ณ วันแรกที่ผมสัญญากับชีวิตและมุ่งหมายว่าเขานี้แหละเพื่อนที่ดีของเรา ผมไม่ชอบทิ้งเพื่อนอะครับ ยอมรับข้อดีของผมอย่างหนึ่งคือ ถ้าใครเป็นเพื่อนผม แม้แต่เรื่องตังเบี้ยวนัด หรือทำผิดเบี้ยวนัดไปไหนมาไหน เรื่องทิ้งกัน โกหก หรือเอาเปรียบ ผมก็ยอมเพื่อนได้เสมอครับ ถ้าสนิทจริงๆนะผมจะไม่เคยเลิกคบความเป็นเพื่อนกับพวกเขาเลยครับ เพราะผมตระหนักว่าผมมีเพื่อนน้อยและเพื่อนที่รับผมได้ก็คงน้อยไปอีก ดังนั้นเราจะตัดด้ายความสัมพันธ์มันก็เหมือนตัดเหล็กด้วยดอกหญ้า มันยังไงก็ไม่ขาดหรอกครับ
และด้วยผมป่วยบ่อยๆ คือผมเป็นโรคทางการหายใจนิดหน่อยครับก็กลัวว่าจะไม่มีโอกาศจะได้เจอเขาและคืนดีกับเขาจนกว่าผมจะรับรู้ว่าเขาให้อภัยก็กลัวจะสายไปแล้วครับ
ผมไม่ต้องการให้กระทู้นี้เป็นกระทู้ดังที่แชร์ไปจนเพื่อนผมรับรู้หรือใครมากมายรับรู้นะครับ ผมขอแค่ความคิดเห็นขอหลายๆคนที่ว่าผมจะทำอย่างไรดี จะง้อต่อไปไหม เพราะผมก็ง้อเขาก็บอกว่า ไม่อยากคุย เรากลับไปไม่เหมือนเดิมได้หรอกนะ เขาไม่รู้สึกว่าผมคือคนที่เขารู้จักแล้ว
ทุกๆครั้งที่ผมไปพูดกับเขาผมก็เจ็บช้ำใจ พูดไม่ออกน้ำตามันปริ่มทุกๆครั้งจนเหตุผลที่คิดไว้มันลบหายไปหมด ไม่รู้จะเอาอะไรมาบอกความอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาอีกสักครั้ง แทนด้วยรอยน้ำตาที่หลั่งรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับบอกว่า "จะพยายามต่อไปจะง้อแบบนี้แหละ เพราะแกคือเพื่อนของเรา! และเราไม่เคยลืม! "
สุดท้ายก็ขอบคุณนะครับที่อ่านกระทู้ผมจนจบ ขอบคุณครับ :'-D
ขอโทษนะครับที่อ่านยากไปหน่อย ผมพึ่งเริ่มพิมพ์กระทู้ได้ไม่เยอะ
ขอแท็กสยามเพราะเป็นเรื่องวัยรุ่น วัยเรียนนะครับ ส่วนศาสนาอยากได้มุมมองของศาสนาว่ามีหนทางอย่างไรกับชีวิตแบบพุทธไหมครับ ศาสนาอื่นก็ดีเลยครับ และแท็กปรัชญาเพราะผมเชื่อว่านักปรัชญาเป็นนักหาหนทางของเหตุการณ์ได้ดีครับเพราะผมก็ได้แง่คิดจากปรัชญามาเยอะครับในการเดินหนทางของชีวิต
ปัญหาระหว่างเพื่อนที่ผมจะทำอย่างไรให้เขากลับมาเป็น "เพื่อน" ที่มีความหมายสำหรับผมและเขาเหมือนเดิม
เริ่มเลยละกัน.........................
ผมตอนสอบเข้ามหาลัยได้ใหม่ๆ เข้ามหาลัยได้ก็ก่อนจะเข้ามหาลัยเพื่อทำกิจกรรมก่อนเปิดภาคเรียน ผมตอนนั้นก็ยังไม่รู้จักกับใครมากนะครับ เพราะผมสอบรอบแอดมิชชั่นติด ส่วนคนที่ผมที่จะกล่าวต่อไปเขาสอบรอบรอบรับตรงได้ครับ
ผมกับเขามาสนิทกันหลังจากนั้นได้ไม่กี่อาทิตย์หลังเปิดภาคเรียน ณ ตอนแรกๆที่เข้ามาเรียน ผมมีบุคคลิกที่คุยน้อย แต่วันแรกๆที่เจอกันผมกับเขาก็คุยกันอย่างถึงอรรถรสเหมือนกับว่า นี้แหละเพื่อนที่ผมจะสนิทกับเขาด้วยในช่วงเวลา4ปีการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย
ผมกับเขาก็อยู่กลุ่มเดียวกันซึ่งมีอีกหลายๆคนด้วยกันภายในกลุ่ม จะไปไหนก็ไปด้วยกันเสมอ ส่วนผมจะพักหอกับเมทอีกคนที่ก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันนี้แหละครับ แต่เหมือนกับว่าในช่วงที่อยู่ด้วยกันนั้นเขาจะกลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ ทำให้ผมต้องไปนอนกับเขาที่มีเมทอีกคนที่มักจะกลับเสาร๋อาทิตย์เหมือนกับเมทผมเหมือนกัน ผมจึงไปนอนแบบนั้นบ่อยๆจนเป็นเรื่องคุ้นชินสำหรับผมกับเขาไปโดยปริยาย
โดยเขาก็เป็นคนง่ายๆน่ะครับ จัดว่าเป็นลูกคนมีเงินก็ว่าได้ใช้เงินเก่งและเรียนเก่ง หัวไว คิดไวและเชื่อมั่นตนเองสูงสุดๆครับ ซึ่งบุคคลิกผมกับเขาจะต่างกันเรื่องแง่คิดบางมุม เช่น เขาเชื่อมั่นตนเองสูงผมกลับไม่ค่อยเชื่อมั่นตนเองสักเท่าไหรในเรื่องการแสดงออกในที่สาธารณะ ส่วนเรื่องเรียนก็สูสีกันตลอดครับ
และเหมือนเราเป็นฝาแฝดทางความคิดอย่างน่ามหัศจรรย์ ตอนแรกผมก็ตกใจนะครับว่าทำไมเหมือนกันขนาดนี้เป็น"คนแรก" เลยมั้งที่เขาเหมือนผมและห่วงใยความรู้สึกผมกว่าที่ผมเคยมีเพื่อนมา คือผมมีเพื่อนน้อยครับตั้งแต่ประถมถึงมัธยมผมก็ไม่มีเพื่อนที่สนิทใจแบบนี้หรอกครับเหมือนเพื่อนผ่านช่วงเวลาซะมากกว่า ก็เหมือนชีวิตตัวคนเดียวมาตลอด ด้วยบุคคลิกของผมมั้งครับที่ไม่รู้เหมือนกันทำไมคนอื่นชอบนินทาผมตีไข่ใส่สีตัวผมว่าไม่โอเคกับพวกเขา แปลกบ้าง ไม่เหมือนชาวบ้านบ้าง แต่คือจะให้ทำอย่างไรหละครับผมก็เป็นแบบนี้ของผมคนเราย่อมมีจุดด้อยและจุดเด่น แต่บุคคลที่ผ่านมามั้งเอาจุดด้อยผมกลบจุดเด่นอย่างไม่ติดฝุ่นกันเลยครับ
ต่อดีกว่ากับเรื่องของเขา.. ผมกับเขาเริ่มสนิทกันมาขึ้นนั้งเรียนก็นั้งด้วยกันด้วยเป็นกลุ่มเดียวกันและสนิทกันเร็วมาก ทำให้ผมเริ่มคิดว่าเขานี้แหละเพื่อนรักที่หามานานมาก ทำให้ผมรู้สึกกับเขาแบบพี่น้องที่หามานานประมาณนั้นครับ
หลังจากนั้นไม่นานสัก3-4เดือนหลังจากรู้จักกัน เราเริ่มทะเลาะกันเรื่องเล็กๆจากความไม่เข้าใจกันในความที่คิดเหมือนกันจนเกินไปจนคิดว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนตนเอง จนทำให้ทะเลาะกัน งอลเล็กๆน้อย แต่ครั้งแรกผมเป็นฝ่ายไปขอคุยและขอโทษกับสิ่งที่อาจจะทะเลาะกัน เขาก็ให้อภัยและเราก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมครับ
หลังจากนั้นมาเรื่อยๆเราก็เริ่มทะเลาะในสิ่งนี้มาเรื่อยๆ เช่น เขาชอบอ่านหนังสือและให้ผมทำงาน หรือผมมักจะโต้เถียงกับเขา แล้วเหมือนเขาหาว่าผมไม่ยอมรับความจริงที่ถูกกว่าคือความคิดเขา มักจมกับความคิดตนเองมากไป มั่นในความคิดตนเองจนไม่ยอมรับความคิดเขา ทำให้เราทะเลาะกันแบบนี้มาเรื่อยๆ เป็นรอยร้าวของความสัมพันธ์ของเรา จนถ้าพูดถึงเรื่องเรียนเราจะจบปัญหาคือการที่เรา จะไม่อยู่กลุ่มเดียวกันเวลาเรียนหรือว่าทำงานร่วมกันอีกครับ แต่ผมกับเขาก็ทำงานด้วยกันได้ดีนะแต่ด้วยความคิดที่เราต่างเห็นต่างจนเป็นการไม่ยอมรับกัน เช่น ผมพิมพ์มายาวทำมายาวเขาแค่นั้งแก้และไปอ่านหนังสือต่อ หรือว่าวิจารณ์งานที่ผมส่งไปให้เขาแล้วเขาวิจารณ์ภาษาผมแก้จนหมดเนื้อความที่ผมกำลังจะสื่อ จะเอาภาษาเขา แต่ผมบางช่วงบางตอนก็ผิดยอมรับกันไป ไม่ใช่มีแต่เขาผิดเราทั้งคู่ก็ผิดกันแต่เหมือนเขาจะพยายามบอกว่าผมผิดเสมอ
ในช่วงนั้นก็มีเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาสู่ช่องว่างระหว่างผมกับเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้เพราะเขาคือเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ที่มีท่าทางมั่นในและหัวก้าวหน้าชอบหาหนทางเพื่อพัฒนาตนเองตลอดเวลา เช่น การไปเมืองนอก เป็นต้น ซึ่งหลังจากการเข้ามาของบุคคลนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ผมกับเขาเริ่มห่างหายไปไกล
จนทำให้ผมเกิดการตั้งคำถามในใจว่า "เขาจะไปมีเพื่อนใหม่ และทิ้งผมแล้ว?" คำถามนี้ทำให้ผมเริ่มนอยด์ เริ่มเหวี่ยงต่อเขามากขึ้น เริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันเรื่อง คำว่า"เปลี่ยนเพื่อนใหม่?" จะถูกแย้งเพื่อนไป? ประมาณนี้ได้ครับ
ซึ่งจากความคิดนั้นมันก็ทำให้ผมกับเขามีการทะเลาะเป็นคลื่นกระแสจิตตลอดเวลา เหมือนงอลแฟนติดเกมส์ประมาณนั้นครับ ผมก็พยายามหาทุกวิธีทางเพื่อเข้าไปแทรกระหว่างสองคนนั้นเพื่อมีบทบาทไม่ให้เขาลืมเราไป ทั้งให้เพื่อนสนิท2คนบอกและถามให้หน่อยว่าเขาโกรธ และอยากจะเป็นเพื่อนกับเราหรือเปล่า เห็นสนิทกับอีกคนจนลืมเราไป
จนสุดท้าย ผมกับเขาก็เครียปัญหานี้ได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆอีก แต่ก่อนจะแก้จุดนี้ได้ก็ทำเอาเหนื่อยไปกันละข้างเลยก็ว่าได้ เกือบชกต่อยกันเพราะความไม่ลงรอยกันของความคิดของอีกฝ่าย
หลังจากนั้นไม่นานเรื่องก็เข้ามาหาอีกระลอก เพื่อนที่เข้ามาใหม่คนนี้ทำให้เพื่อนผมแอบชอบเขาจนได้ และผมเป็นคนแรกที่รู้ข่าวจากปากเขาเพราะเขาจะบอกผมคนแรก ใน จุดนั้นไม่รู้นะว่าทำไมผมถึงรู้สึกใจหล่นลงหุบเหวกลางเบื้องลึกภายในจิตใจ เหมือนเวลาหยุดเดินช้าๆให้เขาปริปากบอกสิ่งนั้นให้ช้าที่สุด หรือผมรักเขา หลังจากเหตุการณ์นั้นผมก็พยายามพลักตัวออกจากความตึงเครียดของผมที่เขาไม่รับรู้ได้ ผมก็กดลิฟต์ไม่พูดไม่จาใดๆเพื่อลงมาใต้ตึกร้องและบอกตนเองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่จริง เขาก็วิ่งลงมาด้วยความเป็นห่วงว่าทำไมผมถึงร้องไห้รีบลงมาข้างล่าง เขาก็มาเจอผมอยู่หลังตึก สภาพผมหมดแล้วกับความสนิทสนม ผมคิดว่าเราคงไม่มีหวังกับเขาแล้วที่จะเป็นทั้งเพื่อนสนิทที่สุดที่เขา " แคร์ " เราที่สุดได้ มันมีบุคคลที่มาขั้นเรากับเขาทั้งเรื่องของเวลา และสถานที่ต่างๆ มันเริ่มมีเราและคนนั้นเข้ามาภายในวงกลมระหว่างสองเรา มันทำให้ผมกังวลใจ....
หลังจากที่ผมลงมาข้างล่าง เขาตามลงมา เขาก็พยายามขะยั้นขะยอ(ขออภัยถ้าสะกดผิด) เพื่อให้เราพูดความรู้สึกนั้นออกมาว่า น้ำตาทำไมเราถึงไหลพรากอย่างกับเสียใจมากๆ ผมก็ไม่รู้จะบอกอะไร บอกก็ไม่ได้ทำให้เขาหันมาสนใจ ก็เพียงได้บอกไปว่า รับไม่ได้นิดหน่อยและตกใจกับการที่เขาชอบผู้ชาย
สุดท้ายเขาก็ขะยั้นขะยอความรคิดผมจนได้ จนผมต้องบอกไปว่า "ผมรักเขา" ตั้งนานแล้วแต่ไม่กล้าบอกไปเพราะกลัวจะเสียเพื่อน
เขาก็ปลอบประโลมผมตลอด พร้อมกับบอกว่า " เราเป็นอะไรกันไม่ได้หรอก เขาคิดว่าเป็นเพื่อนดีที่สุดแล้วจะได้ไม่มีการเลิกกันจากกันจะอยู่ด้วยกันตลอดไป"
แต่ ณ ช่วงเวลานั้นมันก็มีอารมณ์เจ็บปวดไปมากกว่าเหตุและผล มันทำให้ผมลืมคิดไปถึงหลายๆสิ่งว่า เพื่อนดีกว่าแฟน เราสามารถรักเขาได้จากหลายสถานะ แต่ตอนนั้นผมคิดอย่างเดียวว่า เขาจะต้องรักกับผมอย่างแฟนเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
มันก็กลายเป็นบาดหมางระหว่าง ผมกับคนนั้นไปอย่างปกติเลย ที่ผมเกลียดคนนั้นที่เขาแย้งเพื่อนผมและความรักผมไปอย่างชิงหน้า มากกว่าการปาดในงานวันเกิดที่เราขอเปิดก่อนเสียอีก ผมก็มีปากเสียงกับเขาแทนที่จะมีปากเสียงกับตัวคนนั้น เหมือนเพื่อนผมเขาก็คอยเทคแคร์ความรู้สึกผมนะ ผมว่าเขาดีเลยแหลาะ แต่เขาก็ต้องเทคแคร์แฟนเขาไปด้วย ทำให้เวลาของเรามันถูกแบ่งซอยเป็นหลายๆส่วนจนในบางครั้งเขาแบ่งส่วน แฟนมากกว่าผม มันเลยทำให้เกิดปัญหาเรื่องเวลา และความใกล้ชิดที่ดูห่างไกลไปเรื่อยๆ
ผมลืมบอกว่าเราทั้ง3คนก็อยู่หอเดียวกันหมด ทำให้ยิ่งผมมีปัญหาภายในหอมากยิ่งขึ้นเป็น หอนรกเลยก็ว่าได้ ทุกๆอาทิตย์ใน3-4วันต้องมีการทะเลาะ ส่วนเวลาที่เหลือไม่ดีกันก็ไม่คุยกันเลย
จากปัญหาที่บานปลายเป็นลูกโซ่ตรึงเราสามคนไว้ มันก็เริ่มมีปัญหาระหว่างความเบื่อหน่ายและทนกับชีวิตที่ต้องมานั้งทะเลาะกันของผมและเขา จนทำให้เขาเริ่มคิดว่า ผมเป็นตัวปัญหาของเขา จนเริ่มทะเลาะกันบานปลายถึงขั้นเกิดบาดแผลเลยก็ว่าได้ ซึ่งผมก็เป็นฝ่ายที่ไม่ทำไรเขามาก แต่ตัวผมระบมไปหมดเลยครับ
หลังจากเหตุการณ์ปะทะกันรุนแรงในหอจากการทะเลาะกัน ทั้งเรื่องเล็กๆ เช่น ผมทำอาหารแล้วเขาไม่สนใจ คือผมพยายามแสดงให้เขาอยากจะกินอาหารของผม แค่นั้นแหละ และเรื่องใหญ่สุดที่บอกว่าทะเลาะชกต่อยกันจนเกิดบาดแผลแหลาะครับ ผมกับเขาก็ห่างกันไปเลยเกือบ2-3เดือนไม่คุยกันจนสุดท้าย ก็มาดีกันแต่ด้วยเราต้องจูนกันเข้าหาใหม่ๆกันหมด และหลังจากที่ผมออกจากหอไป
เวลาต่อมานั้นก็ยังดีกันอยู่ แต่ถึงวันที่เลวร้ายกลับมาอีกครั้งระหว่างผมกับเขาคุยไลน์กันในห้องรวมของคณะ พิมพ์กันด่ากันปกติภาษาคนสนิทกัน หยาบคายบ้างอะไรบ้าง แต่พอมาเรื่อยเริ่มทะเลาะกันเขาเริ่มเอาเรื่องเก่ามาพูด ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เราคืนดีกันเราสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องเก่าอีก มันก็เลยทำให้ผมโมโหเหมือนโดนพูดความลับในที่สาธารณะที่เพื่อนในคณะเห็นกันหมด เลยเกิดปัญหาไม่พอใจกันทั้งคู่ สุดท้ายปิดเทอมยาวก็ไม่เจอกันอีกเลย
ช่วงระยะแรกผมก็มีโมโหที่ทำไมเขาพูดเรื่องเก่าๆ แต่ผมก็ปลงและย้อนคิดว่ายังไงเขาก็คือเพื่อน ณ วันแรกที่ผมสัญญากับชีวิตและมุ่งหมายว่าเขานี้แหละเพื่อนที่ดีของเรา ผมไม่ชอบทิ้งเพื่อนอะครับ ยอมรับข้อดีของผมอย่างหนึ่งคือ ถ้าใครเป็นเพื่อนผม แม้แต่เรื่องตังเบี้ยวนัด หรือทำผิดเบี้ยวนัดไปไหนมาไหน เรื่องทิ้งกัน โกหก หรือเอาเปรียบ ผมก็ยอมเพื่อนได้เสมอครับ ถ้าสนิทจริงๆนะผมจะไม่เคยเลิกคบความเป็นเพื่อนกับพวกเขาเลยครับ เพราะผมตระหนักว่าผมมีเพื่อนน้อยและเพื่อนที่รับผมได้ก็คงน้อยไปอีก ดังนั้นเราจะตัดด้ายความสัมพันธ์มันก็เหมือนตัดเหล็กด้วยดอกหญ้า มันยังไงก็ไม่ขาดหรอกครับ
และด้วยผมป่วยบ่อยๆ คือผมเป็นโรคทางการหายใจนิดหน่อยครับก็กลัวว่าจะไม่มีโอกาศจะได้เจอเขาและคืนดีกับเขาจนกว่าผมจะรับรู้ว่าเขาให้อภัยก็กลัวจะสายไปแล้วครับ
ผมไม่ต้องการให้กระทู้นี้เป็นกระทู้ดังที่แชร์ไปจนเพื่อนผมรับรู้หรือใครมากมายรับรู้นะครับ ผมขอแค่ความคิดเห็นขอหลายๆคนที่ว่าผมจะทำอย่างไรดี จะง้อต่อไปไหม เพราะผมก็ง้อเขาก็บอกว่า ไม่อยากคุย เรากลับไปไม่เหมือนเดิมได้หรอกนะ เขาไม่รู้สึกว่าผมคือคนที่เขารู้จักแล้ว
ทุกๆครั้งที่ผมไปพูดกับเขาผมก็เจ็บช้ำใจ พูดไม่ออกน้ำตามันปริ่มทุกๆครั้งจนเหตุผลที่คิดไว้มันลบหายไปหมด ไม่รู้จะเอาอะไรมาบอกความอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาอีกสักครั้ง แทนด้วยรอยน้ำตาที่หลั่งรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับบอกว่า "จะพยายามต่อไปจะง้อแบบนี้แหละ เพราะแกคือเพื่อนของเรา! และเราไม่เคยลืม! "
สุดท้ายก็ขอบคุณนะครับที่อ่านกระทู้ผมจนจบ ขอบคุณครับ :'-D
ขอโทษนะครับที่อ่านยากไปหน่อย ผมพึ่งเริ่มพิมพ์กระทู้ได้ไม่เยอะ
ขอแท็กสยามเพราะเป็นเรื่องวัยรุ่น วัยเรียนนะครับ ส่วนศาสนาอยากได้มุมมองของศาสนาว่ามีหนทางอย่างไรกับชีวิตแบบพุทธไหมครับ ศาสนาอื่นก็ดีเลยครับ และแท็กปรัชญาเพราะผมเชื่อว่านักปรัชญาเป็นนักหาหนทางของเหตุการณ์ได้ดีครับเพราะผมก็ได้แง่คิดจากปรัชญามาเยอะครับในการเดินหนทางของชีวิต