ใน 4 ตอนที่ผ่านมา ตอนนี้เป็นตอนที่รู้สึกระคน ๆ กัน มีทั้งสิ่งที่รู้สึกว่า เออ ใช่แล้ว และ มีสิ่งที่รู้สึกว่า เฮ้ย ... ไมเป็นแบบนี้หว่า
ในตอนนี้เราว่าชายูจิน ดาร์คปริ๊นซ์ที่ต้นเรื่องแสนจะ popular เป็นที่หมายปองของสาว ๆ คนทั่วไปชื่นชมระคนอิจฉา ความมั่นใจทรนงหยิ่งผยองที่เป็นน้ำเป็นเนื้อในตัวมันหดหายไปหมดในตอนที่ 4 กลายเป็นว่าชายูจินเป็นเด็กมีปมด้อย ไม่มีเพื่อน แล้วนี่มีเพื่อนและกลับมาเล่นดูเอทแล้วซะยังงั้น แถมยังโดนมิลฮีข่มซะจมดิน แอบคิดว่า ... มั่นใช่เหรอ ชายูจินดู pity ขนาดนั้นเชียว คาแร็คเตอร์จิอากิในมังงะไม่ได้ pity หมาหงอย แต่มันเป็นส่วนผสมของความกดดันระหว่างแผลในวัยเด็กกับความสามารถเอกอุที่ล้นเหลือของตัวเอง ทำให้เจ้าตัวมองโลกด้วยสายตาไม่พอใจ frustrate ตลอดเวลา แต่ในความเคืองขุ่นมันก็กลบความอัจฉริยะไม่มิด จิอากิไม่ได้ป็อบในรูปเจ้าชายขี่ม้าขาว แต่เป็นหงส์ดำที่เด็ดเดี่ยวสง่าผ่าเผยในน้ำนิ่ง เป็นที่น่าจับตา เป็นเป้าหมายของการหมั่นไส้ แต่แคร์ไหม ไม่แคร์ เพราะ ความมั่นใจทะลุถึงฟ้า ท้าแดด ท้าลม ท้าฝน จนเคยชิน
แต่ในความไม่แคร์ความมั่นหน้าจนเป็นที่สุดแห่งความน่าหมั่นไส้ ก็มีความซื่อตรงและไม่ระย่อกับปัญหา อาจจะมีนอยด์ มีกดดันแต่ไม่เคยทอดอาลัย ทุกคำที่พูดที่ด่ามันมาจากความซื่อตรงของเจ้าตัวนั่นแหละ มันเจ็บแต่มันจริงมันตรงเป้า ซึ่งในส่วนนี้มันก็เกี่ยวเนื่องกับคาแร็คเตอร์มิลฮีด้วย สายตานักแสดงในเวอร์ชั่นเกาหลี บอกไม่ถูก ... เราไม่รู้เลยว่าเค้าจะสื่ออะไร เหมือนตลอดเวลาตาเค้ามันไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่ไปกับบทที่เค้าเล่น จนเราไม่แน่ใจว่าต้องการสื่ออะไร ในมังงะเองฟรานซ์รู้ รู้ว่าจิอากิคือเมพจริง ขนาดไม่ได้เรียนคอนดัคฯ เป็นเรื่องเป็นราว ศึกษาด้วยตัวเอง ก็มาไกลได้ขนาดนี้
ในความไม่เป็นโล้เป็นพายเล่นโน่นเล่นนี่ไปเรื่อย โดดซ้อมมั่งอะไรมั่งของมิลฮี มันคือการแอบเปิดโอกาสให้จิอากิได้เจอประสบการณ์อะไรบางอย่าง โดยที่จิอากิเองก็ไม่รู้ตัวหรอกว่านั่นล่ะกำลังถูกสอนอยู่ คือ บรรยากาศในเวอร์ชั่นเกาหลีเหมือนมิลฮีอยากตื้บยูจินไปให้จมดินซะงั้น เหมือนเป็นศัตรูจริงจัง หน้านิ่งมาก ไม่ได้มีอารมณ์ขันแทรก ฟรานซ์ในมังงะยังทีเล่นทีจริงพอให้ขำ ตอนที่นั่งฟังจิอากิองค์ลงที่คนเล่นมั่วซั่ว ฟรานซ์ก็รู้แล้วจิอากิระดับไหน ที่ปล่อยจิอากิไว้กับคนที่เลือกมาก็เพื่อให้จิอากิค้นหาอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องการสอนอย่างเดียวหรอก หมั่นไส้ที่ป็อบกว่าตัวเองด้วยน่ะสิ เลยย้ายตัวเองไปลงวง A ซะเลย ทำให้ขำปนฮาไม่ดราม่า
ซึ่งในเรื่องมันมาเป็นขั้น ๆ มันไม่ได้เริ่มต้นจากการก็อปปี้ หรือ การหาสไตล์ สำหรับคนเป๊ะ ๆ จะเริ่มจากอะไรก่อน แน่นอนต้องเป็นสกอร์ให้เป๊ะตามสกอร์ ในเวอร์ชั่นเกาหลีเราว่ามันสลับไปสลับมาจนคิดว่า เฮ้ย สรุปนี่ชายูจินเก่งจริงหรือเปล่าเนี่ย แล้วหน้าหงอยเปลี้ยแบบนั้นคืออะไร ? ตอนที่แล้วเริ่มบ่นที่สกอร์ ต่อมาก็พูดเรื่องก็อปปี้ แล้วกลับไปที่สกอร์ใหม่ งงเลย มันไม่เป็นไปตามลำดับขั้น คือ เพราะปกติเจ้าตัวคือระเบียบเป๊ะ เริ่มที่ไหนจบที่ไหนตามลำดับขั้น ตามขนบ คือเคี่ยว บ่นก่นด่า จนสกอร์เป๊ะ โน้ตได้ดังใจก่อน ค่อนมาจัดการช่วงคอนดัคฯ แต่อนิจจาไม่มีใครมองวาทยากร จนมาถึงจุดพีค คือ เมาเสียง ในวินาทีครึ่งมีสติครึ่งไร้สติ ก็คิดว่านี่หรือสิ่งที่เราค้นหา อะไรกันแน่ที่เราต้องการ
อย่างไรก็ดีจิอากิแต่ก่อนแต่ไรไม่แคร์เวิร์ล ตัวเองถูกเสมอ คนอื่นผิดเสมอ ไม่ได้มโนเองด้วย มันแทบจะเป็นอย่างนั้นมาตลอด ทำให้เจ้าตัวพลอยเชื่อแบบนั้นไปด้วย และ ด้วยความที่เป็นคนคิดอะไรก็พูดไป ไม่เคยอ้อมค้อม คนก็โกรธมีปฏิกิริยา เจ้าตัวก็ชิน คำว่าขอโทษไม่เคยอยู่ในระบบความคิด ไม่ว่าจะขอโทษคนอื่น หรือ คนอื่นจะกล่าวขอโทษ สำหรับเวอร์ชั่นเกาหลีตีไปในทางเดียวกันได้ผลเป็นข้อความอันเดียวกัน เพียงแต่ฉากมันจะพีคน้อยกว่าหน่อย ตรงที่ฉากนี้มันไม่ดราม่า (แต่เน้นจุดพีคต่างกันก็เอาเถอะ เพราะเข้าใจว่าส่วนของยูจินมันไปพีคช่วงต้นที่ถูกมิลฮีกระทำ แต่มันพีคถูกที่รึเปล่า ? มีเหตุผลรองรับพอไหม ?)
จากนั้นก็เป็นฉากที่แนอิลเล่น No.3 ที่ห้อง การเรียบเรียงดนตรียังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก โน้ตไม่คม เสียงไม่พุ่ง และ ยังไม่มีลายเซนต์ของแนอิล แม้จะเป็นฉากโชว์เมพของแนอิลในส่วนนี้ และ ในส่วนที่อาจารย์โทได้ยินแนอิลซ้อม (อันนี้ก็เป็นฉากที่เพิ่มเข้ามา แต่กำลังคิดว่าทำไมต้องให้อาจารย์โทได้ยินตอนนี้โดยที่ก็ยังตามหาไม่เจอว่าเป็นใคร เพราะแลดูไม่เชื่อมโยงเท่าไหร่ เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องราวหลักของแนอิล บทบาทของแนอิลตอนนี้คือ supporting role ให้ยูจิน) ยังไม่มี vibe ของความเป็นแนอิล ของ Cantabile ตามชื่อเรื่อง ส่วน No.3 ก็เหมือนกันกระแสยังไม่แผ่ซ่าน กลัวไปวันคอนเสริ์ตจริง ๆ จะออกมายังไง
ในส่วนสุดท้าย เราโอเคกับการที่มีการเชื่อมโยงดนตรีของแนอิลกับห้วงคิดของชายูจิน ให้เห็นชัด ๆ ได้เสียที อย่างที่บอกซีรีย์เรื่องนี้หมุนไปด้วยดนตรี ฉากนี้คือฉากแรกที่เห็นชัดว่าอิทธิพลทางดนตรีของแนอิลจุดความเข้าใจอะไรบางอย่างให้กับชายูจิน แต่บท ... ก็ยังไม่บอกอยู่ดีว่าที่เจอ เจออะไร เป็นไปได้ว่าอาจจะมีฉากที่เป็น narrative ห้วงคิดของยูจินในคอนเสริ์ตว่าตัวเองเจออะไร ก็โอเคนะ ไม่ผิดกติกา ใช้ได้อยู่
บทโรแมนติค เอาล่ะ มันคือความถนัดของซีรีย์เกาหลี ตอนนี้แนอิลเริ่มเขินอายแล้ว น่าจะเป็นไปได้ว่าจะเข้าสู่ช่วงเอาเถิดเจ้าล่อกับยูจิน อันนี้เราถือว่าเป็นการตีความที่แตกต่างนะ โรมานซ์ในมังงะญี่ปุ่นซีรีย์ญี่ปุ่นมีไม่มาก ส่วนที่เติมเข้ามแล้วน่าจะเข้าท่าที่สุดในเวอร์ชั่นเกาหลีน่าจะเป็นบทโรแมนติคจิกหมอน อย่างน้อยฉากที่ดนตรีของแนอิลจุดประกายอะไรบางอย่างในใจยูจินก็มีแล้ว ต่อมาจะเล่นทางโรมานซ์เพิ่มเติมก็น่าจะไม่ยาก
Tomorrow Cantabile (กึ่งรีวิว) ตอนที่ 4 : สิ่งที่ค้นหา (Spoiled)
ในตอนนี้เราว่าชายูจิน ดาร์คปริ๊นซ์ที่ต้นเรื่องแสนจะ popular เป็นที่หมายปองของสาว ๆ คนทั่วไปชื่นชมระคนอิจฉา ความมั่นใจทรนงหยิ่งผยองที่เป็นน้ำเป็นเนื้อในตัวมันหดหายไปหมดในตอนที่ 4 กลายเป็นว่าชายูจินเป็นเด็กมีปมด้อย ไม่มีเพื่อน แล้วนี่มีเพื่อนและกลับมาเล่นดูเอทแล้วซะยังงั้น แถมยังโดนมิลฮีข่มซะจมดิน แอบคิดว่า ... มั่นใช่เหรอ ชายูจินดู pity ขนาดนั้นเชียว คาแร็คเตอร์จิอากิในมังงะไม่ได้ pity หมาหงอย แต่มันเป็นส่วนผสมของความกดดันระหว่างแผลในวัยเด็กกับความสามารถเอกอุที่ล้นเหลือของตัวเอง ทำให้เจ้าตัวมองโลกด้วยสายตาไม่พอใจ frustrate ตลอดเวลา แต่ในความเคืองขุ่นมันก็กลบความอัจฉริยะไม่มิด จิอากิไม่ได้ป็อบในรูปเจ้าชายขี่ม้าขาว แต่เป็นหงส์ดำที่เด็ดเดี่ยวสง่าผ่าเผยในน้ำนิ่ง เป็นที่น่าจับตา เป็นเป้าหมายของการหมั่นไส้ แต่แคร์ไหม ไม่แคร์ เพราะ ความมั่นใจทะลุถึงฟ้า ท้าแดด ท้าลม ท้าฝน จนเคยชิน
แต่ในความไม่แคร์ความมั่นหน้าจนเป็นที่สุดแห่งความน่าหมั่นไส้ ก็มีความซื่อตรงและไม่ระย่อกับปัญหา อาจจะมีนอยด์ มีกดดันแต่ไม่เคยทอดอาลัย ทุกคำที่พูดที่ด่ามันมาจากความซื่อตรงของเจ้าตัวนั่นแหละ มันเจ็บแต่มันจริงมันตรงเป้า ซึ่งในส่วนนี้มันก็เกี่ยวเนื่องกับคาแร็คเตอร์มิลฮีด้วย สายตานักแสดงในเวอร์ชั่นเกาหลี บอกไม่ถูก ... เราไม่รู้เลยว่าเค้าจะสื่ออะไร เหมือนตลอดเวลาตาเค้ามันไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่ไปกับบทที่เค้าเล่น จนเราไม่แน่ใจว่าต้องการสื่ออะไร ในมังงะเองฟรานซ์รู้ รู้ว่าจิอากิคือเมพจริง ขนาดไม่ได้เรียนคอนดัคฯ เป็นเรื่องเป็นราว ศึกษาด้วยตัวเอง ก็มาไกลได้ขนาดนี้
ในความไม่เป็นโล้เป็นพายเล่นโน่นเล่นนี่ไปเรื่อย โดดซ้อมมั่งอะไรมั่งของมิลฮี มันคือการแอบเปิดโอกาสให้จิอากิได้เจอประสบการณ์อะไรบางอย่าง โดยที่จิอากิเองก็ไม่รู้ตัวหรอกว่านั่นล่ะกำลังถูกสอนอยู่ คือ บรรยากาศในเวอร์ชั่นเกาหลีเหมือนมิลฮีอยากตื้บยูจินไปให้จมดินซะงั้น เหมือนเป็นศัตรูจริงจัง หน้านิ่งมาก ไม่ได้มีอารมณ์ขันแทรก ฟรานซ์ในมังงะยังทีเล่นทีจริงพอให้ขำ ตอนที่นั่งฟังจิอากิองค์ลงที่คนเล่นมั่วซั่ว ฟรานซ์ก็รู้แล้วจิอากิระดับไหน ที่ปล่อยจิอากิไว้กับคนที่เลือกมาก็เพื่อให้จิอากิค้นหาอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องการสอนอย่างเดียวหรอก หมั่นไส้ที่ป็อบกว่าตัวเองด้วยน่ะสิ เลยย้ายตัวเองไปลงวง A ซะเลย ทำให้ขำปนฮาไม่ดราม่า
ซึ่งในเรื่องมันมาเป็นขั้น ๆ มันไม่ได้เริ่มต้นจากการก็อปปี้ หรือ การหาสไตล์ สำหรับคนเป๊ะ ๆ จะเริ่มจากอะไรก่อน แน่นอนต้องเป็นสกอร์ให้เป๊ะตามสกอร์ ในเวอร์ชั่นเกาหลีเราว่ามันสลับไปสลับมาจนคิดว่า เฮ้ย สรุปนี่ชายูจินเก่งจริงหรือเปล่าเนี่ย แล้วหน้าหงอยเปลี้ยแบบนั้นคืออะไร ? ตอนที่แล้วเริ่มบ่นที่สกอร์ ต่อมาก็พูดเรื่องก็อปปี้ แล้วกลับไปที่สกอร์ใหม่ งงเลย มันไม่เป็นไปตามลำดับขั้น คือ เพราะปกติเจ้าตัวคือระเบียบเป๊ะ เริ่มที่ไหนจบที่ไหนตามลำดับขั้น ตามขนบ คือเคี่ยว บ่นก่นด่า จนสกอร์เป๊ะ โน้ตได้ดังใจก่อน ค่อนมาจัดการช่วงคอนดัคฯ แต่อนิจจาไม่มีใครมองวาทยากร จนมาถึงจุดพีค คือ เมาเสียง ในวินาทีครึ่งมีสติครึ่งไร้สติ ก็คิดว่านี่หรือสิ่งที่เราค้นหา อะไรกันแน่ที่เราต้องการ
อย่างไรก็ดีจิอากิแต่ก่อนแต่ไรไม่แคร์เวิร์ล ตัวเองถูกเสมอ คนอื่นผิดเสมอ ไม่ได้มโนเองด้วย มันแทบจะเป็นอย่างนั้นมาตลอด ทำให้เจ้าตัวพลอยเชื่อแบบนั้นไปด้วย และ ด้วยความที่เป็นคนคิดอะไรก็พูดไป ไม่เคยอ้อมค้อม คนก็โกรธมีปฏิกิริยา เจ้าตัวก็ชิน คำว่าขอโทษไม่เคยอยู่ในระบบความคิด ไม่ว่าจะขอโทษคนอื่น หรือ คนอื่นจะกล่าวขอโทษ สำหรับเวอร์ชั่นเกาหลีตีไปในทางเดียวกันได้ผลเป็นข้อความอันเดียวกัน เพียงแต่ฉากมันจะพีคน้อยกว่าหน่อย ตรงที่ฉากนี้มันไม่ดราม่า (แต่เน้นจุดพีคต่างกันก็เอาเถอะ เพราะเข้าใจว่าส่วนของยูจินมันไปพีคช่วงต้นที่ถูกมิลฮีกระทำ แต่มันพีคถูกที่รึเปล่า ? มีเหตุผลรองรับพอไหม ?)
จากนั้นก็เป็นฉากที่แนอิลเล่น No.3 ที่ห้อง การเรียบเรียงดนตรียังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก โน้ตไม่คม เสียงไม่พุ่ง และ ยังไม่มีลายเซนต์ของแนอิล แม้จะเป็นฉากโชว์เมพของแนอิลในส่วนนี้ และ ในส่วนที่อาจารย์โทได้ยินแนอิลซ้อม (อันนี้ก็เป็นฉากที่เพิ่มเข้ามา แต่กำลังคิดว่าทำไมต้องให้อาจารย์โทได้ยินตอนนี้โดยที่ก็ยังตามหาไม่เจอว่าเป็นใคร เพราะแลดูไม่เชื่อมโยงเท่าไหร่ เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องราวหลักของแนอิล บทบาทของแนอิลตอนนี้คือ supporting role ให้ยูจิน) ยังไม่มี vibe ของความเป็นแนอิล ของ Cantabile ตามชื่อเรื่อง ส่วน No.3 ก็เหมือนกันกระแสยังไม่แผ่ซ่าน กลัวไปวันคอนเสริ์ตจริง ๆ จะออกมายังไง
ในส่วนสุดท้าย เราโอเคกับการที่มีการเชื่อมโยงดนตรีของแนอิลกับห้วงคิดของชายูจิน ให้เห็นชัด ๆ ได้เสียที อย่างที่บอกซีรีย์เรื่องนี้หมุนไปด้วยดนตรี ฉากนี้คือฉากแรกที่เห็นชัดว่าอิทธิพลทางดนตรีของแนอิลจุดความเข้าใจอะไรบางอย่างให้กับชายูจิน แต่บท ... ก็ยังไม่บอกอยู่ดีว่าที่เจอ เจออะไร เป็นไปได้ว่าอาจจะมีฉากที่เป็น narrative ห้วงคิดของยูจินในคอนเสริ์ตว่าตัวเองเจออะไร ก็โอเคนะ ไม่ผิดกติกา ใช้ได้อยู่
บทโรแมนติค เอาล่ะ มันคือความถนัดของซีรีย์เกาหลี ตอนนี้แนอิลเริ่มเขินอายแล้ว น่าจะเป็นไปได้ว่าจะเข้าสู่ช่วงเอาเถิดเจ้าล่อกับยูจิน อันนี้เราถือว่าเป็นการตีความที่แตกต่างนะ โรมานซ์ในมังงะญี่ปุ่นซีรีย์ญี่ปุ่นมีไม่มาก ส่วนที่เติมเข้ามแล้วน่าจะเข้าท่าที่สุดในเวอร์ชั่นเกาหลีน่าจะเป็นบทโรแมนติคจิกหมอน อย่างน้อยฉากที่ดนตรีของแนอิลจุดประกายอะไรบางอย่างในใจยูจินก็มีแล้ว ต่อมาจะเล่นทางโรมานซ์เพิ่มเติมก็น่าจะไม่ยาก